เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังคงมีแสงอรุณอ่อนๆ สาดส่องลงมาเหนือกำแพงวังหลวง เฟยหลงซึ่งว่างและกำลังฝึกกระบี่คนเดียวในลานฝึกองครักษ์ฝึกหัด ทุกกระบวนท่ายังคงช้าและแม่นยำเหมือนเคย ั้แ่เขาเข้าวังฝีมือไม่ได้รุดหน้ามากนัก แต่ลมปราณของเขานั้นกลับเติบโตและสูงชั้นขึ้นไปทุกวัน ถึงกระนั้นเขาก็ยังฝึกเพลงกระบี่พิชิตัอยู่ทุกวัน ดังเช่นวันนี้ราวกับไม่ได้สนใจข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง
“เฟยหลง!”
หลี่กวงวิ่งหอบเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ผมยังยุ่งเหยิงจากการตื่นนอนอย่างเร่งรีบ เขาหยุดตรงหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“เมื่อคืนข้าได้ยินจากขันทีหลิว ผู้ติดตามเก่าในวังบูรพา… เขาบอกว่าแผนการเล่นงานเหวินเทียนทั้งหมด มาจากองค์ชายใหญ่หลี่เสียนโดยตรง! พวกเขาตั้งใจใช้คดีนี้เป็หอกแทงรัชทายาท ้าให้เหวินเทียนยอมรับว่าเป็พวกเดียวกับฝ่ายรัชทายาท เพื่อทำลายภาพลักษณ์ความเที่ยงธรรม”
เฟยหลงชักกระบี่เข้าฝักช้าๆ หันมามองเพื่อนด้วยสีหน้านิ่งสงบ
“ข้ารู้แล้ว”
หลี่กวงตาโต “รู้แล้ว? แล้วยังนิ่งอยู่อีก?!”
เฟยหลงมองไปรอบลานฝึกที่ยังว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ตอนนี้เรายังไม่ได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เลยนี่ และคนอื่นๆก็ยัง… นี่แหละคือโอกาส”
เขาหันไปมองหลี่กวงตรงๆ
“ไปกันเถอะ”
หลี่กวงชะงัก “ไปไหน?”
“ไปเฝ้าองค์ชายใหญ่หลี่เสียน” เฟยหลงตอบเรียบ “ทั้งคู่ไปด้วยกัน”
ทั้ง2เดินทางไปด้วยกัน หลี่กวงนั้นด้วยความเป็องค์ชาย(ซึ่งมีที่พักอยู่ที่นี่อยู่แล้ว)จึงนั่งเกี้ยวอย่างสบายอุรา ส่วนเฟยหลงนั้นเดินอยู่ข้างๆ ในใจคิดกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก
ระหว่างทางเดินในวังหลวงซึ่งโอ่อ่า กำแพงสีแดงสูง ทางเดินยาวเหยียด ทั้งวังเต็มไปด้วยราศีสูงศักดิ์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขบวนของเขานั้นผ่านนางกำนัล-ขันทีไปทางด้านทิศตะวันตกของพระราชวัง
ในที่สุดขบวนเกี้ยวของหลี่กวงก็มาหยุดอยู่ที่ตำหนักทิศประจิม ซึ่งเป็ตำหนักขององค์ชายใหญ่ กำแพงด้านหน้าตำหนักสลักรูปัฟ้า5เล็บ แผ่รังสีดุดันออกมา เมื่อเหล่าขันทีเฝ้าประตูเห็นหลี่กวงก็คุกเข่าคำนับ
“คารวะองค์ชาย4พะย่ะค่ะ” ขันทีพูดจาดุดันและฉะฉาน หุ่นกำยำเหมือนทหารซึ่งผิดกับจวนอื่นๆที่ผอมบาง สำเนียงไปทางอิสตรี
“ เอาล่ะ ลุกขึ้น ข้ากับซื่อจื่อเฟยหลงมีธุระ หลีกไป” หลี่กวงพูดจาห้วนๆ พร้อมปัดมือเหมือนไล่ยุง ขันทีเฝ้าประตูหลีกทางแต่โดยดี แต่สายตากลับจ้องมาทางหลี่เฟยหลง
“นี่น่ะหรือหลี่เฟยหลงผู้โด่งดัน โอรสอ๋องหลี่” ขันทีพูดออกมาเบาๆ
“ใช่ ข้าเองแหละ” เฟยหลงตอบกลับ “ทำไมพวกเ้าไม่คารวะข้าหน่อยล่ะ หรือข้าต่ำศักดิ์กว่าพวกเ้า” เฟยหลงเล่นคำ เพราะดูจากท่าทางแล้ว พวกเขาไม่เหมือนขันทีนัก ออกจะเหมือนนักฆ่ามากกว่า
“หามิได้ซื่อจื่อ คารวะๆ” ขันทีเฝ้าประตูพูด
“เอาล่ะ พอแค่นี้แหละ ข้าจะไปหาพี่ใหญ่” หลี่กวงเร่งเฟยหลง
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูตำหนักทิศประจิม กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาคุณภาพเยี่ยมตลบอบอวลไปทั่ว แต่ภายใต้ความโอ่อ่านั้น กลับมีความเย็นเยียบที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกขนลุกโดยไร้สาเหตุ ภายในท้องพระโรง องค์ชายใหญ่หลี่เสียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลัก มือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือหนึ่งวางทาบบนพนักพิงอย่างมั่นคง บรรยากาศโดยรอบมีกลิ่นไอปราณัฟ้าที่สูงส่งและน่าเกรงขาม ต่างจากรัชทายาท
เฟยหลงกวาดสายตามองผ่านๆ เขาไม่ได้เพียงแค่สำรวจห้อง แต่เขากำลัง "อ่าน" สภาพแวดล้อม ร่องรอยรอยบากเล็กๆ บนเสาไม้และตำแหน่งการวางเชิงเทียนที่ดูไม่ปกติ บ่งบอกว่าที่นี่มีการซุ่มซ่อนขององครักษ์มากกว่าที่ตาเห็น
"ซื่อจื่อ... เ้ากับน้องสี่มาเยี่ยมข้าถึงถิ่น มีธุระอันใดหรือ?" องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับจิบชาอย่างใจเย็น
“ แหม..พี่ใหญ่ ไม่ต้องมีธุระมากมายก็มาหาพี่ได้นี่พะย่ะค่ะ” หลี่กวงตอบอย่างร้อนรน
“ คารวะองค์ชายใหญ่พะย่ะค่ะ” เฟยหลงยกมือคำนับองค์ชาย
“ เอาเถอะ ทั้งคู่ มาหาข้าไม่ต้องพิธีรีตองนัก โดยเฉพาะเ้า หลี่เฟยหลง ข้าได้ยินว่าเ้าซัดองครักษ์วังหลวงซะหมอบ เ้ารู้หรือไม่ พวกนั้นสหายข้าทั้งนั้น” องค์ชายใหญ่พูดด้วยท่าทีใจเย็นพร้อมยกถ้วยน้ำชาจิบบรรยากาศภายนอกอบอวลไปด้วยไอความร้อนแปลกๆ
องค์ชายใหญ่ค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เสียงกระทบกันของถ้วยกระเบื้องเคลือบดังก้องกังวานในความเงียบราวกับเสียงระฆังพิฆาต ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมามองเฟยหลงอย่างพินิจ ก่อนจะแย้มยิ้มที่ดูอย่างไรก็ไม่ถึงดวงตา
"สหายของข้า... ฝีมือระดับหัวกะทิ กลับต้องมาเสียหน้าเพราะการฝึกกระบี่เพียงชั่วครู่ของเ้า" องค์ชายใหญ่เอ่ยเนิบนาบพลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ "น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ชมการประลองนั้นด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้น ข้าคงเข้าใจว่า 'กระบี่พิชิตั' ของจวนอ๋องหลี่นั้น แท้จริงแล้วมีพิษสงร้ายกาจประการใด"
เฟยหลงยืนตัวตรง ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าประสาทััของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด เขาััได้ถึงไอสังหารบางเบาที่แผ่ออกมาจากมุมมืดของท้องพระโรง องครักษ์เ่าั้มิได้แค่ซุ่มอยู่ แต่กำลังรอสัญญาณเพียงเล็กน้อยเพื่อฉีกกระชากแขกผู้มาเยือนให้เป็ชิ้นๆ
“เอาล่ะพวกเ้ามาที่นี่ประสงค์สิ่งใดกันล่ะ คงไม่ได้มาทักทายข้าอย่างเดียวหรอกนะ” องค์ชายใหญ่พูด

“ องค์ชายได้ยินเื่ของเหวินเทียน จอหงวนคนใหม่หรือไม่พะย่ะค่ะ เขากำลังโดนไต่สวนอยู่ที่กรมอาญา ” เฟยหลงรีบตอบก่อนหลี่กวงที่กำลังจะเอ่ยปาก
องค์ชายใหญ่ชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังขบขันกับความตรงไปตรงมาของเฟยหลง เขาใช้มือเคาะพนักเก้าอี้ไม้จันทน์เบาๆ เป็จังหวะที่ฟังดูเย็นะเื
"เหวินเทียนๆๆ..." องค์ชายใหญ่ทวนชื่อนั้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "จอหงวนผู้เปี่ยมด้วยความสามารถและอุดมการณ์สูงส่ง... แต่ก็น่าเสียดายที่ในวังหลวงแห่งนี้ 'ความสามารถ' มักเป็ภัยต่อผู้ถือครอง หากไม่รู้จักเลือกฝ่ายที่ยืน"
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฟยหลง ราวกับจะค้นหาความหวาดหวั่น
"เ้ากำลังจะบอกข้าว่า เื่นี้เกี่ยวกับข้างั้นหรือ?" องค์ชายใหญ่หัวเราะหึๆ ในลำคอ "หรือเ้ากำลังจะบอกว่าการไต่สวนที่กรมอาญาเป็เื่เหลวไหลงั้นหรือ? ซื่อจื่อ... เ้าอาจจะเก่งเื่กระบี่ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เื่การเมืองในราชสำนักนั้น มันมีคมกระบี่ที่มองไม่เห็นอยู่มากมายเกินกว่าที่อ๋องนอกวังอย่างเ้าจะเข้าใจ"
หลี่กวงเริ่มเหงื่อซึมที่ขมับ เขาพยายามจะแทรก "พี่ใหญ่... เหวินเทียนเขาก็แค่บัณฑิตผู้ซื่อตรง หากเขาถูกใส่ความ ความยุติธรรมของวังหลวง..."
"ความยุติธรรม?" องค์ชายใหญ่เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงแรงกดดันจนหลี่กวงต้องหุบปากฉับ "ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่ค่ายธรรมะที่จะมาเทศนาเื่ความยุติธรรม น้องสี่... เ้ายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่.. องค์ชายอย่างพวกเราควรทำและเราเกิดมาเพื่ออะไร"
องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีลมปราณัฟ้าที่กดทับบรรยากาศพลันเข้มข้นขึ้นจนเสาไม้ในห้องสั่นไหวเบาๆ เขาเดินลงจากแท่นประทับมาหยุดตรงหน้าเฟยหลงเพียงไม่กี่ก้าว
“องค์ชาย เื่นี้ต้องมีการเข้าใจผิดกันแน่ กระหม่อมแน่ใจว่าจอหงวนผู้นั้น ทำเื่นี้คนเดียวไม่ได้แน่” หลี่เฟยหลงบรรจงเล่า
“ กระหม่อมอยากให้ทรงคืนความยุติธรรม ช่วยจอหงวนผู้นั้น ลากผู้ร้ายตัวจริงมาลงโทษพะย่ะค่ะ” เฟยหลงบอกอย่างตรงไปตรงมา
"เอาล่ะ หลี่เฟยหลง... ในเมื่อเ้ากล้าเอ่ยถึงเื่นี้ ข้าจะให้โอกาสเ้าได้พิสูจน์ตัวเอง หากเ้ามั่นใจนักว่าเื่นี้เป็การใส่ความ แล้วเ้ามีหลักฐานอะไรมายืนยันล่ะ? หรือเ้าจะใช้เพลง 'กระบี่พิชิตั' ของเ้าไปกวาดล้างกรมอาญาเพื่อช่วยจอหงวนผู้นั้น?" องค์ชายใหญ่ยิ้มกรุ้มกริ่มแบบที่ใครมองก็ดูออกว่ามีเื่ลึบลับซ่อนอยู่ เฟยหลงรู้สึกได้ เขาโดนแบบนี้บ่อยที่สำนักศึกษาเวลามีใครมาพังของๆเขา
ทันใดนั้นองค์ชายใหญ่ไม่ให้เวลาเฟยหลงได้ตั้งหลักหรือตอบสิ่งใด พระองค์พุ่งทะยานเข้าหาเฟยหลงด้วยความเร็วเหนือผู้คนธรรมดาและผู้ฝึกลมปราณระดับเชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะทำได้ ฝ่าเท้าพระองค์เหยียบพื้นจนศิลาแตกกระจาย เฟยหลงเห็นดังนั้นจึงตั้งท่า ใช้กระบวนท่าประจำตัวตอบโต้ด้วยวิชา 'กระบี่พิชิตั' หวังใช้กระบวนท่าพลิ้วไหวนี้สกัดกั้น ทว่าองค์ชายใหญ่เพียงบิดกายหลบหลีกราวกับพยัคฆ์หยอกล้อเหยื่อ ก่อนจะซัดหมัดหนักหน่วงเข้าที่กลางอกเฟยหลงจนลมปราณในกายปั่นป่วน เฟยหลงกระอักเืสาหัส พลังลมปราณและรัศมีโดยรอบนั้นยิ่งใหญ่กว่าตอนสู้กับหลี่กวงมากมายนัก
“เป็อย่างไรเล่า เ้าอ๋องน้อย ข้าจะแจกความยุติธรรมและบทเรียนให้เ้า”
องค์ชายใหญ่แผดเสียงสะใจ
องค์ชายใหญ่ไม่หยุดเพียงแค่นั้น พระองค์ หลับตาและเรียก ปราณัฟ้าออกมา ลักษะเป็ัสีครามส่องแสงสีทอง ขาว ฟ้า แผ่แสงสว่างไปทั่วทั้งตำหนักทิศประจิม สักพักัก็โอบล้อมกายองค์ชาย “จงดูนี่เฟยหลง ข้าจะแจกความยุติธรรมที่เ้าเรียกร้อง”สิ้นคำตรัสขององค์ชาย ัฟ้าพลันอ้าปากออกมา 'เพลิง์' สีครามร้อนแรงพุ่งออกมาจากปากัฟ้า
“จงดูซะนี่แหละของจริง ตอบโต้ข้าสิหลี่เฟยหลง อยากรู้นักฝีมือจวนอ๋องหลี่ที่ใครๆก็ลือกัน จะซักแค่ไหนเชียว” องค์ชายใหญ่กล่าว
เปลวไฟลุกลามและแผดเผาอากาศจนมอดไหม้พุ่งตรงมายังเฟยหลง
“แย่แล้ว 'นิลกาฬคืนสนอง'” เฟยหลงแผดเสียง
เฟยหลงใช้ท่านิลกาฬคืนสนองซึ่งเป็หัวใจสำคัญของกระบี่พิชิตั เขาพยายามใช้ลมปราณันิลกาฬ ดึงดูดเปลวเพลิงเ่าั้เข้าสู่กระบี่นิลกาฬเพื่อสะท้อนกลับ แต่ทว่าพลังเพลิง์นั้นมหาศาลและหนาแน่นเกินไปจนทำให้ปราณที่ดูดกลืนมานั้นครอบงำกระบี่จนกลายเป็ปราณัฟ้าทั้งเล่ม
“บ้าน่า .. อะไรกัน อ๊ากก ” หัวใจเฟยหลงตกไปที่ตาตุ่ม ด้ามกระบี่ที่เคยเป็สีดำม่วงทั้งเล่ม บัดนี้กลายเป็สีฟ้าเปล่งแสงออร่าสีทอง
แค่เพียงช้่วครู่กระบี่ก็ร้อนจัดจนเกินที่เฟยหลงถือไหว เขาจึงต้องปล่อยมือ ส่วนเปลวเพลิงที่เหลือนั้นได้พุ่งเข้าปะทะร่างเฟยหลงจนกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกับกระบี่นิลกาฬ ร่างกายของเขาถูกความร้อนแผดเผาจนทำใหัอาภรณ์ขาดวิ่น ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัว องค์ชายใหญ่ก็พุ่งเข้ามาประชิดในเสี้ยววินาที พระหัตถ์แกร่งดุจคีมเหล็กบีบเข้าที่ลำคอของเฟยหลงแล้วยกเขาลอยขึ้นจากพื้นด้วยพละกำลังมหาศาล
“เ้ารู้หรือไม่เฟยหลง เ้าไม่ควรแกว่งเท้าหาเสี้ยน… ภายในพระราชวังแห่งนี้ มันเป็การแก่งแย่งและ่ชิงอำนาจของพวกเราเหล่าองค์ชาย เ้าไม่ควรสอดเข้ามาเลย” เฟยหลงรู้สึกราวกับกระดูกคอจะแตกสลาย เขาพยายามฝืนเรียก 'ปราณันิลกาฬ' ที่ยังอ่อนแอขึ้นมาไว้ที่ปลายนิ้ว หวังจะแตะตัวองค์ชายใหญ่เพื่อดูดซับพลังและลดทอนความแข็งแกร่งเหมือนที่เคยใช้สยบองครักษ์วังหลวงมาแล้ว ทว่าเมื่อปลายนิ้วแตะถูกร่างกาย กลับไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้น ปราณัฟ้านั้นหนักแน่นและเสถียรเกินกว่าที่วิชาของเขาจะแทรกซึมได้
"วิชาเล็กน้อยของเ้า... ช่างน่าขันนัก นี่หรือปราณระดับโกลาหลของจวนอ๋องหลี่" องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงร่างเฟยหลงด้วยพละกำลังมหาศาล ร่างของเฟยหลงลอยละลิ่วข้ามตำหนักไปกระแทกเข้ากับพื้นลานหน้าตำหนักประจิมอย่างแรงจนศิลาแตกกระจาย เืสีเข้มกระอักออกมาจากปากไม่ขาดสาย ร่างกายสั่นสะท้านอย่างผู้พ่ายแพ้อย่างราบคาบ
หลี่กวงที่ยืนตะลึงอยู่ไม่ไกล รีบถลันตัวเข้าไปหาเฟยหลงทันทีด้วยความใและโกรธจัด “พี่ใหญ่! ท่านทำเกินไปแล้ว! เขาเป็ซื่อจื่อจวนอ๋องหลี่นะ!” หลี่กวงแผดเสียงร้องด้วยความเหลืออด พร้อมกับพยายามประคองร่างเพื่อนที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา
ทว่าองค์ชายใหญ่เพียงปรายตามามองหลี่กวงด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ก่อนจะมองไปยังกระบี่นิลกาฬที่ตกอยู่บนพื้น ก่อนจะก้มลงหยิบกระบี่เล่มนั้นขึ้นมาพินิจมองด้วยท่าทีเหยียดหยาม
“กระบี่เล่มนี้น่ะหรือ...คอยควบคุมปราณันิลกาฬ..มันไม่คู่ควรกับคนไร้ฝีมือเช่นเ้า” องค์ชายใหญ่เอ่ยเสียงเรียบพลางใช้ผ้าไหมเช็ดรอยเืบนฝักกระบี่อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาที่ซุ่มอยู่ในความมืดปรากฏตัวออกมา “นับแต่นี้ไป กระบี่เล่มนี้จะเป็ของข้า... หากเ้าอยากได้คืน ก็จงไปฝึกฝนมาใหม่ แล้วค่อยมาเอาคืนจากข้า” องค์ชายพูดพลางยื่นกระบี่นิลกาฬให้กับเหล่าองครักษ์
หลี่กวงกัดฟันกรอดพยายามจะแย่งกระบี่คืน แต่เพียงแค่เขาขยับเข้าใกล้ แรงกดดันจากปราณัฟ้าขององค์ชายใหญ่ก็กระแทกเขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่อาจต้านทาน
“พาเพื่อนของเ้ากลับไปเสียน้องสี่ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ปล่อยพวกเ้าออกไปจากตำหนักทิศประจิมนี้ทั้งคู่” องค์ชายใหญ่เอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินกลับเข้าสู่ส่วนลึกของตำหนัก ทิ้งให้เฟยหลงที่นอนจมกองเืและหลี่กวงที่โกรธจนตัวสั่นต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่น่าอัปยศที่สุดั้แ่เกิดมาบนโลกนี้