บทที่ 8 หลี่จื่อเย่เป็ผู้ชนะ
ประตูห้องถูกผลักเปิด หลี่จื่อเย่เดินเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นหญิงสาวข้างใน ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน
“ท่านพี่โย่วเวย เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่?”
“รอเ้า”
ภายในห้อง ภายใต้แสงเทียนที่กระพริบไหว ใบหน้างดงามของหลี่โย่วเวยดูช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก
“รอข้าหรือ?”
หลี่จื่อเย่เดินเข้ามาข้างหน้า แล้วกล่าวว่า “ท่านพี่ มีธุระอันใดหรือ?”
“ให้เ้า”
หลี่โย่วเวยผลักกล่องไม้ใบหนึ่งมาให้ ภายในกล่องมีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งวางนิ่งอยู่
“นี่คืออะไรหรือ?” หลี่จื่อเย่ถามอย่างไม่เข้าใจ
“กระบี่อาบยาพิษ”
หลี่โย่วเวยกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “พิษที่ไร้สีไร้กลิ่น เมื่อััเืจะออกฤทธิ์ ทำให้พลังลมปราณของคนผู้นั้นแปรปรวน พิษนี้จะคงอยู่เพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น หลังจากนั้นพิษจะสลายไปหมด ไม่มีผู้ใดสืบหาได้ ไม่มีผู้ใดถอนพิษได้”
“โอ้?”
หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น สีหน้าแสดงความประหลาดใจ กล่าวว่า “ไม่นึกว่าจะมีของวิเศษเช่นนี้ด้วย ท่านคิดค้นขึ้นมาเมื่อใด?”
“พี่ชายบุญธรรมของเ้าส่งคนนำมาให้วันนี้” หลี่โย่วเวยกล่าว
“พี่รองหรือ?”
หลี่จื่อเย่มุมปากกระตุกเล็กน้อย กล่าวว่า “เขาหายไปนาน ข้าคิดว่าเขาตายไปแล้วซะอีก”
“อย่าพูดเหลวไหล ระวังเขาจะรู้เข้า”
หลี่โย่วเวยพูดอย่างหงุดหงิด “เขาคงไม่สนใจเ้าหรอก อย่าไปยั่วเขาเลย เดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า ๆ”
“ข้าก็แค่เห็นว่าเขาไม่อยู่นี่”
หลี่จื่อเย่ยิ้มอย่างยอมจำนน กล่าวว่า “ท่านพี่โย่วเวย ขอบคุณนะ ช่วยขอบคุณพี่รองแทนข้าด้วย เขาไม่ชอบข้า ข้าก็เลยไม่อยากไปขอบคุณเขาต่อหน้า”
“อืม รู้แล้ว พักผ่อนเร็ว ๆ หน่อย”
หลี่โย่วเวยตอบเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากไป
ในห้อง หลี่จื่อเย่มองกระบี่บนโต๊ะ ดวงตาวาววับด้วยแววอันตราย
คืนหนึ่งผ่านไปอย่างสงบ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนในจวนตระกูลหลี่มารวมตัวกัน แม้แต่ผู้มีหน้ามีตาในเมืองอวี๋โจวก็ถูกเชิญมาร่วมเป็สักขีพยานในผลลัพธ์สุดท้ายนี้
ลานหน้าบ้าน หลี่จื่อเย่ หลี่ไป่วาน และหลี่โย่วเวยมาถึงพร้อมกัน ผู้นำตระกูลหลี่ทั้งหมดมาครบแล้ว
จวนตระกูลหลี่คึกคักผิดปกติ
ั้แ่รุ่งสางจนถึงเที่ยงวัน และจนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตก ทุกคนต่างรอคอยอย่างอดทน ว่าพิธีรับศิษย์อันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทั้งราชวงศ์ต้าซางจับตามองนี้จะมีบทสรุปเช่นไร
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ฉินเอ๋อร์นั่วก็มาถึง นางเหยียบ กระบี่มา ยังคงงดงามเหนือใครเช่นเคย เปล่งประกายเจิดจ้า
หากพูดถึงบุคลิกและโฉมหน้า เซียนกระบี่เหมยฮวานั้นไร้คู่แข่งในยุคนี้อย่างแท้จริง
ตัวละครหลักมาครบแล้ว ขาดแต่เพียงองค์ชายสามเท่านั้น
เวลาผ่านไปทีละน้อย ภายในจวน บรรดาผู้มีอำนาจจากเมืองอวี๋โจวที่ตระกูลหลี่เชิญมาเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“องค์ชายสามช่างวางท่าเสียจริง แม้แต่เซียนกระบี่เหมยฮวายังมาถึงแล้ว เขากลับยังไม่มา”
“รออีกสักหน่อยเถอะ ใครจะไปสั่งสอนองค์ชายได้”
“องค์ชายหรือ หึ! เขาก็แค่องค์ชาย ยังไม่ใช่ฮ่องเต้ ไม่ได้มีหน้ามีตาขนาดนั้นหรอก”
ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างมีความเห็นต่อองค์ชายสามที่ยังไม่มา
อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตัวละครหลักคนที่สองของการประลองครั้งนี้ อย่างมู่เหยาก็ยังไม่ปรากฏตัว
หลี่จื่อเย่ หลี่ไป่วาน และหลี่โย่วเวยทั้งสามคนต่างรู้แก่ใจดี ดังนั้นในใจจึงไม่มีความรู้สึกใด ๆ
“พระอาทิตย์ตกดินแล้ว องค์ชายสามยังไม่มาอีกหรือ?”
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดองค์ชายสามถึงไม่มา?”
“เวลาล่วงเลยไปแล้ว องค์ชายสามคงจะขลาดกลัวเสียแล้ว”
ภายในจวนตระกูลหลี่ บรรดาผู้มีหน้ามีตาทั้งหลายในเมืองอวี๋โจวต่างกระซิบกระซาบกัน เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็เช่นนี้
“เซียนจื่อ”
หลี่ไป่วานยิ้มกว้าง กล่าวว่า “องค์ชายสามยังไม่มา ท่านว่าพวกข้าควรทำเช่นไรดี?”
“เวลาล่วงเลยมาถึงขนาดนี้แล้ว หลี่จื่อเย่เป็ผู้ชนะ ผ่านการทดสอบแล้ว”
บทสรุปได้คาดการณ์ไว้แล้ว ฉินเอ๋อร์นั่วทอดสายตามองไปยังหลี่จื่อเย่ที่อยู่ไม่ไกลอย่างพินิจ โดยไม่ได้ลังเลอีกต่อไป นางประกาศผลลัพธ์ต่อหน้าผู้คนมากมาย
เมื่อได้ยินผล หลี่จื่อเย่รู้สึกตื่นเต้นในใจ กำหมัดแน่นด้วยความดีใจ สำเร็จแล้ว!
ทุกคนจับจ้องมอง ฉินเอ๋อร์นั่วหันไปมองอีกฝ่าย กล่าวอย่างจริงจังว่า “เ้ายินดีรับข้าเป็อาจารย์หรือไม่”
“ยินดีขอรับ”
หลี่จื่อเย่ยิ้มอย่างสดใส แล้วกล่าวว่า “นับจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็คราวทุกข์หรือสุข ยากดีมีจน หรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ข้ายินดีที่จะเป็ศิษย์ของฉินเซียนจื่อ จะซื่อสัตย์ภักดีต่อท่านเซียนจื่อตลอดไป ไม่ทอดทิ้ง จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านฉินเซียนจื่อเล่า ท่านยินดีรับข้าเป็ศิษย์หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำประกาศแปลก ๆ ของคนตรงหน้า ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด นางพยักหน้ารับต่อหน้าขุนนางทั่วเมือง กล่าวว่า “อืม ยินดี”
หลี่โย่วเวยที่อยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มออกมา งดงามราวกับดอกไม้บาน ชวนให้หลงใหล
สำเร็จแล้ว ฉินเอ๋อร์นั่วผู้นี้คงหนีไม่พ้นมือของน้องชายของนางแน่!
หากได้แต่งงานกับเซียนกระบี่มาเป็ภรรยา ก็นับว่าไม่เลว ไม่ทำให้เสียชื่อน้องชายของนาง
…
“ข่าวด่วน! บุตรชายตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจว ได้ฝากตัวเป็ศิษย์ของฉินเซียนจื่อแล้ว”
“ข่าวด่วน! หลี่จื่อเย่แสดงเพลงกระบี่ไทเก๊กอีกครั้ง เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้า กระบี่นับหมื่นเล่มยอมสยบ”
“ข่าวด่วน! ฉินเซียนจื่อกล่าวว่า บุตรชายตระกูลหลี่ หลี่จื่อเย่ มีท่วงท่าของเซียนกระบี่”
“ข่าวด่วน! ฉินเซียนจื่อมีใจจะแต่งงานกับหลี่จื่อเย่แห่งตระกูลหลี่”
“พรวด!”
ที่สวนหลังจวนตระกูลหลี่ หลี่จื่อเย่ได้ยินข่าวลือในเมืองอวี๋โจวที่คนรับใช้นำมาเล่า ก็พ่นน้ำชาออกมาทันที
“ข้าไม่ได้สั่งให้ใครไปเล่าประโยคนั้นนะ”
เมื่อเห็นจางซอมซ่อจ้องมาด้วยสายตาประหลาด หลี่จื่อเย่ก็รีบอธิบายทันที “ข้าเพียงแต่สั่งให้คนไปเล่าข่าวที่ฉินเซียนจื่อรับข้าเป็ศิษย์เท่านั้น ส่วนเื่แต่งงานอะไรนั่น ข้าไม่รู้เื่จริงๆ”
“อ้อ”
จางซอมซ่อตอบอย่างเฉยชา “ข้าเชื่อเ้า”
ข้าเชื่อเ้ากับผีน่ะสิ!
“คุณชาย ฉินเซียนจื่อมาแล้วขอรับ”
ในขณะนั้น มีบ่าวอีกคนรีบวิ่งมารายงานว่า
“แย่แล้ว”
หลี่จื่อเย่ใ ฉินเซียนจื่อคงไม่ได้มาเอาเื่ข้ากระมัง?
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หลี่จื่อเย่จะได้สติ ในสวนหลังบ้าน ร่างงามสง่าเดินมา ย่างก้าวไม่เร็วนัก แต่ราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ ชั่วพริบตาก็มาถึงริมทะเลสาบแล้ว
ฉินเอ๋อร์นั่วเหลือบมองหลี่จื่อเย่ ไม่พูดอะไร แล้วเบนสายตาไปยังจางซอมซ่อที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวอย่างสงบว่า “เ้าอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย”
“ฉินเอ๋อร์นั่ว นานแล้วที่ไม่ได้พบกัน”
จางซอมซ่อลืมตาขึ้น ยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว
“ไม่นานนักหรอก เพิ่งเจอกันเมื่อสองวันก่อน”
ฉินเอ๋อร์นั่วเดินเข้ามาข้างหน้า แล้วกล่าวว่า “ข้าสงสัยนัก เหตุใดเ้าจึงช่วยเหลือเขา?”
“เขามีเงิน เงินทองย่อมทำให้ผีผลักโม่ได้”
จางซอมซ่อพูดอย่างเป็ธรรมชาติ “เ้าเองก็รับกระบี่อวี้ฉางกับเสื้อเกราะไหม์ของเขา ถึงยอมอ่อนข้อให้หลายครั้งไม่ใช่หรือ?”
ฉินเอ๋อร์นั่วนิ่งเงียบ ครู่หนึ่งผ่านไป นางจึงพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าเห็นแววพร์ด้านวิทยายุทธ์ของเขาต่างหาก”
“พร์ด้านวิทยายุทธ์หรือ?”
จางซอมซ่อได้ยินดังนั้น ก็แสดงรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้า
ด้านข้าง หลี่จื่อเย่ก็ไอหลายครั้ง สำลักน้ำชาที่ดื่มอยู่
“ฉินเอ๋อร์นั่ว เ้ายังไม่เคยตรวจสอบเส้นลมปราณของเขาหรือ?” จางซอมซ่อพูดด้วยสีหน้าสะใจ
“เส้นลมปราณหรือ?”
ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “เหตุใดต้องตรวจสอบเส้นลมปราณด้วย ข้าเห็นกระดูกยุทธ์ของเขาแปลกประหลาด อวัยวะภายในและเืลมเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ศักยภาพในการฝึกฝนย่อมเหนือกว่าคนทั่วไปเป็แน่”
“ข้าเองก็เคยคิดเช่นนั้นมาก่อน” จางซอมซ่อพูดด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเอ๋อร์นั่วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางจึงก้าวเข้าไปคว้าแขนของหลี่จื่อเย่อย่างรวดเร็ว
ท่าที และสีหน้าของฉินเอ๋อร์นั่วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“ฮ่า ๆ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น จางซอมซ่อก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง
เขารอวันนี้มานานแล้ว
เส้นลมปราณทั้งแปดอุดตัน ลมปราณไม่สามารถไหลเวียนได้ ต่อให้เืลมจะไหลเวียนดีแค่ไหน แล้วมันจะไปมีประโยชน์อะไร?
ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คือ ฝึกจนกลายเป็ะเิเพื่อใช้ในการะเิตัวตายอย่างนั้นหรือ?