บทที่ 24 ทำตัวเป็อากาศไปซะ จะได้ไม่ต้องอับอาย
หลังจากส่งข้อความเสร็จ หลิงอี้ก็ยืนอยู่ที่หน้าประตูอีกสักพัก ก่อนจะเก็บใบหย่าเข้ากระเป๋า
ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า ราวกับมีใครมาควักเอาหัวใจออกไปส่วนหนึ่ง เขาอยากไปเยี่ยมลูกสาวมาก แต่ฉีซืออวิ๋นได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในข้อตกลงการหย่าว่า เพื่อความปลอดภัยของลูกสาว หวังว่าหลิงอี้จะไม่ไปรบกวนการใช้ชีวิตปกติของลูก
ดังนั้นเพื่อไม่ให้ฉีซืออวิ๋นเป็กังวล หลินอี้จึงต้องข่มความคิดถึงเอาไว้ แล้วเดินไปในทิศทางตรงข้าม
แต่เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีคนตบไหล่เขา เธอเป็ผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง
"สวัสดี คือว่า... ฉันเห็นคุณเพิ่งหย่าไป ฉันขอคบกับคุณได้ไหม?" หญิงสาวพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ สารภาพรักอย่างตรงไปตรงมา
หลิงอี้ส่ายหน้า "พวกเราแค่แยกทางกันตามกฎหมายเท่านั้น ใจของผมยังไม่พร้อมที่จะจากเธอไป ขอโทษด้วย ชีวิตนี้ผมไม่คิดจะเปลี่ยนภรรยา"
พูดจบ หลิงอี้ก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาเธอเกือบจะเปล่งประกายออกมา
"หล่อแถมยังรักเดียวใจเดียว ผู้ชายแบบนี้จะไปหาที่ไหนกัน! ไม่รู้จริง ๆ ว่าอดีตภรรยาของเขาคิดยังไง ถึงได้หย่ากับเขา! ฮึ! โลกนี้อปลกจริง ๆ คนที่ไม่ควรได้กลับได้ คนที่ควรได้กลับไม่ได้!"
หญิงสาวกระทืบเท้าด้วยความโกรธ ก่อนจะหมุนตัวขึ้นรถเบนซ์สีดำแล้วขับออกไปอย่างบ้าคลั่ง
หลิงอี้เดินไปจนถึงชานเมือง จากนั้นจึงใช้วิชาตัวเบา มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก
ที่ฝั่งของเสี่ยวเสี่ยวมีย่าตู้คอยดูแลและยังมีอู๋เฉียนคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก คงไม่มีปัญหา ส่วนฉีซืออวิ๋น มีคนของอู๋เฉียนคอยติดตามอยู่ ดังนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไรมาก
เมื่อเป็เช่นนี้หลิงอี้จึงสามารถทุ่มเทสมาธิให้กับการฝึกฝน เพื่อให้บรรลุขั้นกลั่นลมปราณได้เร็วที่สุด
------
เมื่อค่ำคืนมาเยือน ป่าไม้เงียบสงัดผิดปกติ แม้แต่เสียงใบไม้ร่วงหล่นสู่พื้นก็ยังได้ยินชัดเจน
หลิงอี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นหลังจากฝึกฝนมาทั้งวัน เขาส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
"พลังิญญาเบาบางเกินไป ถ้าเป็แบบนี้คงต้องใช้เวลาเกินหนึ่งปีถึงจะพัฒนาขึ้นได้ ต้องหาวิธีอื่นแล้ว"
หลิงอี้เอามือเท้าคางพลางครุ่นคิดหาทางแก้ไขในความมืด
แต่เขายังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็สายจากฉีซืออวิ๋น
หลิงอี้รับสายด้วยความดีใจ แล้วพูดออกมาทันทีว่า "ลูกสาว คิดถึงพ่อหรือเปล่า?"
"นี่ฉันเองค่ะ" เสียงของฉีซืออวิ๋นดังมาจากปลายสาย
"อ๋อ ขอโทษครับ ผมนึกว่าเป็เสี่ยวเสี่ยว" หลิงอี้พูดขอโทษออกไป แต่ในใจกลับยิ่งดีใจมากขึ้น
ฉีซืออวิ๋นสามารถโทรหาเขาได้เอง นี่เป็ลางดีทีเดียว!
ฉีซืออวิ๋นพูดอย่างเขินอายว่า "ถึงจะรู้สึกเกรงใจมาก แต่ก็มีเื่หนึ่งอยากจะรบกวนคุณหน่อย น้องสาวฉันเรียนอยู่มัธยมปลายปี 3 ตอนนี้ปิดเทอมฤดูหนาว เธอจะมาเที่ยวที่เมืองเจียงโจว อีกเดี๋ยวก็จะถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงแล้ว คุณช่วยไปรับเธอหน่อยได้ไหม? ฉันลาหยุดมาหลายวันแล้ว คืนนี้ต้องทำงานล่วงเวลา"
หลิงอี้ถามด้วยความเป็ห่วงว่า "การไปรับเธอไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณทำงานล่วงเวลา แล้วเสี่ยวเสี่ยวจะทำยังไง?"
ฉีซืออวิ๋นที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์รู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอไม่คิดว่าหลิงอี้จะห่วงใยเสี่ยวเสี่ยวถึงเพียงนี้ ดูเหมือนการหย่าร้างจะทำให้เขาเปลี่ยนไปมากทีเดียว
"เสี่ยวเสี่ยวอยู่ข้าง ๆ ฉันนี่แหละ ฉันเอาคอมพิวเตอร์กลับบ้านมาด้วยแล้ว" ฉีซืออวิ๋นอธิบาย
"ได้ ส่งเบอร์น้องสาวคุณมาให้ผม ผมจะไปรับเธอเอง"
"แล้วก็..." ฉีซืออวิ๋นรู้สึกเกรงใจ แต่ยังเอ่ยปากพูดว่า "ฉันได้ยินคุณพูดเมื่อกี้ว่า คืนนี้จะไปผับกับเพื่อน คุณช่วยไปเป็เพื่อนและคอยดูแลเธอหน่อยได้ไหม?"
นี่แหละคือจุดประสงค์หลักของฉีซืออวิ๋น ส่วนเื่ไปรับที่สนามบินนั้น ทุกคนก็โตแล้ว คงไม่หลงทางหรอก
เธอพยายามห้ามแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ฟังเลย บอกว่าต้องฉลองวันเกิดอายุครบ 18 ปีในผับถึงจะมีความหมาย
ฉีซืออวิ๋นรู้ว่าตัวเองห้ามไม่ได้ แต่เธอก็ไม่มีเวลาไปดูแล จึงจำใจต้องโทรหาหลิงอี้
เธอคิดว่าหลิงอี้ที่ติดเหล้ามาหลายปี การดื่มกับเด็กที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะพวกนี้คงไม่มีปัญหาอะไร เขาน่าจะดูแลได้
"ได้ มีอะไรอีกไหม?" หลิงอี้ถาม
"จริง ๆ ก็ยังมีอีกเื่..." ฉีซืออวิ๋นหยุดชั่วครู่ แล้วพูดต่อว่า "ฉันยังไม่ได้บอกใครเลยว่าเราหย่ากัน ตอนนั้นคุณอย่าเผลอพูดออกไปล่ะ"
หลังจากพูดจบ ฉีซืออวิ๋นก็วางสายทันที ไม่เปิดโอกาสให้หลิงอี้ได้ถามอะไรเลยแม้แต่น้อย
ส่วนหลิงอี้ที่มองดูโทรศัพท์ที่ถูกวางสายใส่ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง จนกระทั่งฉีซืออวิ๋นส่งเบอร์โทรศัพท์ของน้องสาวมาให้ หลิงอี้ถึงได้รู้สึกตัวราวกับตื่นจากความฝัน แล้วหัวเราะดังลั่นฟ้า
เหล่าสัตว์และนกที่กำลังพักผ่อนต่างใหนีกระเจิดกระเจิง ก่อให้เกิดความวุ่นวายในความเงียบสงัดของราตรี
------
สถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองเจียงโจว
โจวโย่วเวยมองดูรูปพี่เขยที่พี่สาวส่งมาในโทรศัพท์มือถือ แล้วเบ้ปากออกมาโดยไม่รู้ตัว "หน้าตาดี แต่แต่งตัวดูจนมาก พี่สาวตาบอดหรือไงถึงได้แต่งงานกับไอ้หนุ่มจน ๆ แบบนี้"
โจวโย่วเวยมองดูรูปถ่ายรอบหนึ่ง แต่ไม่เห็นร่างของพี่เขยอยู่ในนั้น เธออดบ่นไม่ได้ว่า "พี่สาวนี่ก็จริง ๆ เลย ฉันโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ยังจะส่งคนมาคอยจับตาดูฉันอีก น่าเบื่อจริง ๆ!"
แม้เธอเคยคิดที่จะแอบหนีไป แต่ก็กลัวว่าพี่สาวจะฟ้องพ่อแม่ ถ้าเป็แบบนั้น ต่อไปคงไม่ต้องหวังว่าจะได้เงินค่าขนมอีก
"ไอ้หน้าโง่นั่นทำไมยังไม่มาอีก หรือว่าไม่รู้ว่ารถไฟมาถึงเร็วกว่ากำหนด?" โจวโย่วเวยพึมพำอย่างหงุดหงิด
แม้จะบ่นไปอย่างนั้น แต่เธอยังจ้องมองรถหรูทุกคันที่มารับคนที่สถานีอย่างไม่วางตา หวังว่าจะเห็นเงาร่างของพี่เขยในนั้น
"ถึงพี่สาวจะทะเลาะกับครอบครัวเดิม แต่ครอบครัวเดิมของพี่สาวก็รวยมาก คงแอบช่วยเหลือพี่สาวบ้างล่ะ ถ้าครอบครัวพวกเขาจะซื้อรถเบนซ์จีคลาสมาขับก็ไม่เกินไปหรอกนะ?"
"ถ้าคุณหนูอย่างฉันได้ขับรถจีคลาสไปเจอเพื่อน ๆ จะเท่ขนาดไหนกัน!"
โจวโย่วเวยกำลังเหม่อลอยอยู่ จากนั้นก็เห็นเงาร่างที่คุ้นตาคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถแท็กซี่
เมื่อเธอมองเห็นใบหน้าของเงาร่างนั้นชัดเจน เธอก็รู้สึกสิ้นหวัง "นั่งแท็กซี่มารับฉัน? แล้วจะให้ฉันมารับทำไม ฉันก็สามารถเรียกรถเองได้นี่" โจวโย่วเวยถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่าบ้านของพี่สาวจะจนถึงขนาดซื้อรถสักคันก็ไม่มีปัญญา!
"โจวโย่วเวย?" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเธอ "สวัสดี ผมชื่อหลิงอี้ เป็สามีของพี่สาวคุณ"
"อ๋อ รู้แล้ว ไปกันเถอะ" โจวโย่วเวยตอบอย่างหงุดหงิด หลังจากโยนกระเป๋าเดินทางให้หลิงอี้แล้ว เธอก็เดินนำไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะมองเขาสักนิด
ยังคงเป็แท็กซี่คันเดิม หลิงอี้จัดการเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วนั่งที่เบาะข้างคนขับ ถามโจวโย่วเวยว่า "ตอนนี้จะไปที่ไหน?"
"ถนนลั่วเฟิ่ง บาร์หนีหวง" พูดจบ โจวโย่วเวยก็ไม่สนใจหลิงอี้อีก แต่หันไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังจะได้เจอกัน
บางครั้งเธอก็เงยหน้าขึ้นมามองหลิงอี้ แล้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าดูถูก ก่อนจะใช้นิ้วพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องดูก็รู้ว่าคงไม่ใช่คำพูดดี ๆ แน่นอน
ตลอดทางในรถเงียบสงัด จนกระทั่งแท็กซี่เลี้ยวเข้าถนนลั่วเฟิ่ง โจวโย่วเวยจึงเอ่ยปากขึ้นว่า "คุณชื่อหลิงอี้ใช่ไหม? ถ้าตอนนี้ฉันบอกให้คุณกลับไป คุณคงไม่ยอมใช่ไหม?"
เห็นหลิงอี้พยักหน้า โจวโย่วเวยจึงพูดต่อว่า "งั้นฉันจะเตือนคุณไว้ก่อน เพื่อนของฉันล้วนแต่เป็คนรวยหรือไม่ก็มีอำนาจทั้งนั้น เดี๋ยวพอไปถึงแล้ว คุณแค่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ทำตัวเป็อากาศธาตุไปซะ จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้า เข้าใจไหม?"