บทที่ 28 สามารถสังหารนางได้เพียบชั่วพริบตา
ไม่ไกลออกไป มีคนะโด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "เขา...เขา...เขาอยู่ในขอบเขตปฐมิญญา ทุกคนรีบหลบไป! ไปตามกองกำลังคุ้มกันมาเร็ว!"
"เป็ไปได้อย่างไร? ดูจากโครงกระดูกของเขาก็อายุแค่ยี่สิบกว่าปีเท่านั้น จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะมีระดับพลังถึงขอบเขตปฐมิญญา?"
"พูดเล่นอะไรกัน ผู้ที่อายุยี่สิบกว่าปีจะมีระดับพลังขอบเขตปฐมิญญา ได้อย่างไร เป็ไปไม่ได้!!"
“เขาอยู่กับผู้บำเพ็ญมารได้ แล้วมีอะไรเป็ไปไม่ได้อีก? เขาต้องฝึกฝนวิชาลับบางอย่างเพื่อเพิ่มระดับพลังจนอยู่ในขอบเขตปฐมิญญาอย่างแน่นอน”
…
เมื่อซูเยียนหรานได้ยินคำพูดของผู้คนมากมาย นางก็รู้สึกราวกับมีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นอยู่ข้างหู สั่นสะท้านไปทั้งตัว
นางตระหนักได้ทันทีว่าโม่จิงหงสามารถสังหารนางได้เพียบชั่วพริบตา นางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดถึงเื่ของกำไลหยกอีกต่อไป
ซูเยียนหรานจ้องมองโม่จิงหงอย่างระแวดระวัง ค่อยๆถอยหลังอย่างระมัดระวัง
โม่จิงหงใช้สันมือฟาดลงไปที่คอของเฟิ่งชิงหร่าน
ทันใดนั้น เฟิ่งชิงหร่านก็หลับตาลง แล้วสลบล้มลงในอ้อมแขนของโม่จิงหง
โม่จิงหงอุ้มเฟิ่งชิงหร่านขึ้นมา กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของเขา ก่อนจะปรากฏอยู่ใต้เท้าของเขา กระบี่ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า แล้วลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
เขาอุ้มเฟิ่งชิงหร่านยืนอยู่บนกระบี่ ชายเสื้อพลิ้วไหว แสดงถึงความสง่างามอันสูงส่ง
โม่จิงหงมองลงมาที่ซูเยียนหราน ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายเย็นเยียบจนสะท้านกระดูก "จงมีชีวิตอยู่ให้ดี นางจะต้องมาเอาชีวิตเ้าด้วยตัวเอง"
"ข้าทำผิดอะไรกับพวกท่านกันแน่? ถึงได้ปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้?" ซูเยียนหราน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ
แม้ว่านางจะฝันเห็นว่ากำไลหยกของเฟิ่งชิงหร่าน ควรเป็ของนาง นางก็ไม่ได้ไปแย่งชิงมา เพียงแค่คิดว่าจะใช้หินิญญาไปซื้อกำไลหยก
ทว่าเฟิ่งชิงหร่านกลับเป็ฝ่ายพูดจาร้ายกาจใส่นางั้แ่แรกพบ!
ทุกอย่างล้วนเป็ความผิดของเฟิ่งชิงหร่านต่างหาก เหตุใดนางจึงต้องมารับผิดชอบ?
โม่จิงหงมองดูซูเยียนหรานที่กำลังโกรธแค้น ริมฝีปากยกยิ้มเยาะ
ความไม่รู้ คือความบริสุทธิ์!
จักรพรรดิ์ช่างมีวิธีการที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!
"บางทีอาจเป็เพราะบาปกรรมที่เ้าทำไว้ในชาติก่อน เป็หนี้ที่เ้าติดค้างไว้กระมัง" โม่จิงหงเอ่ยด้วยดวงตาที่ลึกล้ำ เสียงเ็าของเขาดังเข้าสู่โสตประสาทของซูเยียนหราน
ทันทีที่โม่จิงหงเอ่ยจบ เมฆบนท้องฟ้าเหนือศีรษะก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เมฆดำทะมึนรวมตัวกัน
เมฆดำลอยละล่อง ภายในซ่อนสายฟ้าน่าสะพรึงกลัวนับไม่ถ้วน คอยจังหวะที่จะโจมตี
ซูเยียนหรานสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว เกือบจะทรุดลงนั่งกับพื้น คำพูดของเขาหมายความว่าอย่างไร?
หนี้ที่ติดค้างมาจากชาติก่อน? ชาติก่อนหรือ?
เขาอาจจะมีความทรงจำจากชาติก่อนกระนั้นหรือ?
เื่เช่นนี้จะเป็ไปได้อย่างไร!
เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร ย่อมไม่อาจเวียนว่ายตายเกิดได้อีก
…
คนที่ประตูเมืองชี้ไปยังเมฆดำบนท้องฟ้า "ดูนั่นสิ อสนีบาต! เขาต้องเป็ผู้บำเพ็ญมารแน่ แม้แต่วิถี์ก็ทนดูไม่ได้แล้ว"
"ข้าขอวิงวอน์ช่วยข้าสังหารผู้บำเพ็ญมาร!"
"สังหารผู้บำเพ็ญมาร!"
"สังหารผู้บำเพ็ญมาร!"
...
เสียงะโของฝูงชนดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่โม่จิงหงกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยอุ้มเฟิ่งชิงหร่านบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ซูเยียนหรานจ้องมองเงาร่างของทั้งสองที่จากไป ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต นางต้องหาวิธีกำจัดคนทั้งสองนี้ให้ได้
กลางเวหา…
โม่จิงหงเงยหน้ามองก้อนเมฆเหนือศีรษะ แล้วเอ่ยอย่างเยาะหยัน "หึ! เพียงแค่ดวงตาที่บดบังท้องฟ้า*[1] ก็คิดจะแทนที่วิถีแห่ง์ที่แท้จริง ช่างเป็ความคิดที่ไร้สาระเหลือเกิน"
โม่จิงหงยกฝ่ามือขึ้นสายฟ้าสีม่วงเส้นหนึ่งพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา แล้วทะยานขึ้นสู่เมฆา
ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยเสียงฟ้าร้อง สายฟ้าสีม่วงและสายฟ้าสีเงินพันกันไปมา ต่อสู้กันไปมา
เพียงชั่วครู่ สายฟ้าสีเงินก็หายไป เมฆดำพลันสลายไปสิ้น
สายฟ้าสีม่วงกลับมาอยู่เบื้องหน้าโม่จิงหง
ภายใต้ใบหน้าของโม่จิงหงที่ทำให้ผู้คนหลงใหลนั้นกลับไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย เพียงสะบัดข้อมือ สายฟ้าสีม่วงก็หายวับไป
โม่จิงหงมองดูเฟิ่งชิงหร่านที่สลบอยู่ ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาบังคับให้เฟิ่งชิงหร่านไปตลาดมืด นางอาจจะไม่ได้พบกับซูเยียนหรานเร็วเช่นนี้
ช่างเถอะ
กลับไปยังสำนักก่อน ที่นั่นอยู่นอกขอบเขตของดวงตาที่บดบังท้องฟ้า
…
ด้านนอกเมืองหลอมศาสตรา เมื่อกองกำลังคุ้มกันมาถึง พวกเขาก็เห็นโม่จิงหงจากไปพอดี
หัวหน้าหน่วยไม่ได้สั่งให้ใครไล่ตาม เขารู้สึกได้ว่าระดับพลังของโม่จิงหงนั้นเหนือกว่าเขา หากส่งคนไปไล่ตาม ก็เท่ากับส่งพวกเขาไปตายเปล่า
เมื่อผู้คนเห็นกองกำลังคุ้มกันมาถึง ต่างพากันล้อมเข้าไป พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
"ระดับพลังของเ้าแค่ขอบเขตสร้างรากฐาน จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับพลังของคนผู้นั้นอยู่ในขอบเขตปฐมิญญา?" หัวหน้าหน่วยโจวจี๋หรานถาม
ชายผู้นั้นมีสีหน้าภาคภูมิใจ "ข้าเป็หลานชายคนโตของตระกูลหู ผู้าุโในบ้านกลัวว่าข้าจะเจอกับอันตราย จึงมอบแผ่นหยกให้ข้าแผ่นหนึ่ง สามารถใช้ดูระดับพลังของผู้คนได้ หัวหน้าหน่วย ท่านน่าจะอยู่ในขอบเขตจินตานขั้นสูงสุด ดังนั้นบนแผ่นหยกนี้จึงเปล่งแสงสีน้ำตาลเหลือง"
หนึ่งในผู้คุ้มกันคนหนึ่งถามอย่างสงสัย "ที่นี่มีคนมากมาย เ้ารู้ได้อย่างไรว่าสีนี้หมายถึงแค่หัวหน้าหน่วย"
"เื่นี้แน่นอนว่า... ข้าบอกเ้าไม่ได้ นี่เป็วิชาลับของตระกูลโจว" ชายผู้นั้นปิดแผ่นหยกไว้ เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองดูอวดดีเกินไป
สมาชิกในหน่วยอีกคนถาม "พวกเ้าแน่ใจหรือว่าคนผู้นั้นอายุแค่ยี่สิบกว่าปี?"
"ข้าขอสาบานด้วยหยกนี้ เขาอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีแน่นอน!" ผู้คนรอบตัวเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาอาจจะไม่สามารถมองทะลุระดับพลัง แต่อายุนั้นไม่มีทางผิดพลาดได้
รองหัวหน้าหน่วยจางปิ่งมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ "ท่านหัวหน้า เขาอายุเพียงยี่สิบกว่าปีแต่บรรลุถึงขอบเขตปฐมิญญาแล้ว มันจะเป็ไปได้อย่างไร?"
ยกตัวอย่างผู้บำเพ็ญที่มีพร์ดีที่สุด
ั้แ่เริ่มบำเพ็ญเพียรนำพลังิญญาเข้าสู่ร่างกายไป จนบรรลุขอบเขตฝึกลมปราณระดับสิบสอง อย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณสิบปี
จากขอบเขตสร้างรากฐานไปจนถึงขอบเขตจินตาน ใน่นี้้าพลังิญญาเพิ่มขึ้น ความเร็วในการบำเพ็ญก็จะช้าลง อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี
หลังจากถึงขอบเขตจินตานแล้ว ความยากในการบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ก้าวขึ้นหนึ่งระดับ พลังก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังนั้นบางคนต้องใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อบรรลุขึ้นไปหนึ่งระดับ
ฉะนั้นแล้วคนส่วนใหญ่ระดับการบำเพ็ญเพียรในชาตินี้ก็ได้แค่หยุดอยู่ที่ขอบเขตจินตานเท่านั้น
[1] ดวงตาที่บดบังท้องฟ้า มีความหมายเชิงอุปมาอุปไมย หมายถึง อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มองเห็นทุกสิ่ง และควบคุมทุกอย่างได้ราวกับเป็เทพเ้า