บทที่ 3: สามเพลงกระบี่สะท้านฟ้าดิน
แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบา หลิงเซียวตื่นขึ้นมาก่อนที่ตะวันจะทันพ้นขอบฟ้า เขารู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความเหนื่อยล้าจากการฝึกหนักเมื่อวานมลายหายไปสิ้น ร่างกายเบาสบายราวกับขนนก นี่คงเป็ผลพลอยได้จากการฟื้นฟูของระบบเมื่อคืน
เขาไม่รอช้า คว้ากระบี่ไม้คู่ใจแล้วมุ่งตรงไปยังลานฝึกท้ายหมู่บ้านที่เดิม หัวใจเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง ในหัวของเขาตอนนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความเข้าใจในเพลงกระบี่ทั้งสามสายอย่างลึกซึ้งราวกับได้ฝึกฝนมาแล้วนับร้อยปี
เมื่อมาถึงลานฝึก หลิงเซียวยืนสงบนิ่ง หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่กระบี่ในมือ จากนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหว
เขาเริ่มต้นด้วย [เพลงกระบี่พื้นฐาน: ลำนำวายุ]
ท่วงท่าที่เคยแข็งทื่อและอาศัยเพียงพละกำลัง บัดนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหลต่อเนื่องราวกับสายน้ำ แม้จะยังเชื่องช้าเพราะพลังลมปราณในร่างมีเพียงน้อยนิด แต่ทุกย่างก้าว ทุกการตวัดกระบี่กลับสอดประสานกับกระแสลมรอบกายอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่การฝืนธรรมชาติ แต่เป็การร่ายรำไปพร้อมกับมัน
"ดูนั่นสิ เ้าคนไร้ประโยชน์มาทำตัวตลกอีกแล้ว"
เสียงเยาะเย้ยที่คุ้นเคยดังขึ้น กลุ่มของหลิงเฟิงเดินเข้ามาในลานฝึกและเห็นหลิงเซียวกำลัง "ร่ายรำ" อย่างเชื่องช้า
"ฮ่าๆๆ ท่าทางน่าขันสิ้นดี เมื่อวานยังเหวี่ยงกระบี่เหมือนคนบ้า วันนี้กลับมาเต้นระบำหรืออย่างไร?" หลิงเฟิงหัวเราะเสียงดัง "ช่างไร้ซึ่งพลังโดยสิ้นเชิง เผ่าิญญาของเรามีคนเช่นนี้อยู่ได้อย่างไรกัน"
หลิงเซียวทำหูทวนลม เขาไม่สนใจเสียงนกเสียงกาเ่าั้อีกต่อไป โลกทั้งใบของเขาเหลือเพียงตัวเขากับกระบี่ในมือ
เขาเปลี่ยนเพลงกระบี่กะทันหัน จากความลื่นไหลของสายลม กลายเป็ความหนักแน่นมั่นคงของภูผา
[เพลงกระบี่พื้นฐาน: ผาทะลวง]
เขาหยุดร่ายรำ แต่กลับยืนนิ่งในท่าเตรียมแทงที่มั่นคง เขารวบรวมพลังทั้งหมดในร่างมาไว้ที่ปลายกระบี่ไม้ จากนั้นก็แทงออกไปตรงๆ ยังอากาศเบื้องหน้า!
ฟุ่บ!
แม้จะไม่มีปราณกระบี่ที่มองเห็นได้ แต่ปลายกระบี่กลับทำให้เกิดเสียงแหวกอากาศที่แหลมคมผิดปกติ มันเป็เสียงที่เกิดจากการรวมพลังทั้งหมดไว้ที่จุดๆ เดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
หลิงเซียวฝึกซ้อมต่อไป สลับระหว่างเพลงกระบี่ทั้งสามสายอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวของเขายังคงเชื่องช้าและขาดพลัง แต่กลับแฝงไปด้วย "ความถูกต้อง" ในทุกท่วงท่า...ความถูกต้องที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
แต่ก็มีคนหนึ่งที่เห็น
ผู้าุโหลิงหยุน ผู้ดูแลหอตำราของเผ่า กำลังเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าตามปกติ เขาเห็นกลุ่มของหลิงเฟิงกำลังหัวเราะเยาะหลิงเซียวอยู่แต่ไกล และได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาในใจ "เด็กคนนี้ช่างดื้อรั้นนัก..."
เขากำลังจะเดินจากไป แต่แล้วเท้าก็พลันหยุดชะงัก ดวงตาที่เคยเรียบเฉยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขามองไปยังท่าร่างของหลิงเซียวที่กำลังเปลี่ยนจากท่าแทงอันดุดันมาเป็ท่วงท่าตั้งรับที่อ่อนช้อยของ [เพลงกระบี่พื้นฐาน: วารีไหล]
"นั่นมัน..." ผู้าุโหลิงหยุนขมวดคิ้วมุ่น
ในสายตาของเด็กๆ นั่นอาจเป็แค่การร่ายรำที่น่าหัวเราะ แต่ในสายตาของยอดฝีมือเช่นเขา มันคือสิ่งที่น่าตกตะลึง! ทุกการเคลื่อนไหวของหลิงเซียว ทุกองศาของการบิดข้อมือ มันคือการแสดงออกของหลักการ "ใช้อ่อนข่มแข็ง" และ "การเบี่ยงเบนพลัง" ที่ลึกซึ้ง! มันคือ "เต๋า" แห่งกระบี่!
"เป็ไปได้อย่างไร?" ผู้าุโหลิงหยุนพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน "เด็กที่เพิ่งจะเข้าสู่ขอบเขตแรกเริ่ม กลับมีความเข้าใจในหลักแห่งกระบี่ที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้? มันราวกับว่า...ราวกับว่ามีจอมยุทธ์กระบี่ามาสิงสู่ร่างของเขา!"
เขาตัดสินใจไม่เข้าไปทักทาย แต่เลือกที่จะยืนดูอยู่เงียบๆ จากมุมไกลๆ ด้วยความรู้สึกที่ทั้งตกตะลึงและพิศวง
เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม หลิงเซียวฝึกฝนจนเหงื่อท่วมกายและหมดแรงลงอีกครั้ง เขาทรุดกายนั่งลงกับพื้นหญ้า หอบหายใจอย่างหนัก แต่ดวงตาของเขากลับทอประกายเจิดจ้า
"ยอดเยี่ยม! นี่คือพลังของระบบ!"
ทว่าหลังจากความตื่นเต้นผ่านไป เขาก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูในใจและพบว่าแถบค่าประสบการณ์แทบไม่ขยับขึ้นเลย
จิติญญาของ "ภพ" เริ่มทำการวิเคราะห์ทันที "เคล็ดวิชาของข้าระดับ์ แต่ 'ฮาร์ดแวร์' หรือร่างกายของข้ามันห่วยเกินไป เหมือนมีเครื่องยนต์ของั์ แต่กลับไปใส่อยู่ในรถลากที่ผุพัง...ประสิทธิภาพต่ำเกินไป"
เขาเข้าใจในทันทีว่าต้องทำอะไรต่อไป
"ลำพังแค่การฝึกฝนอย่างหนักไม่เพียงพอ หาก้าดึงประสิทธิภาพของระบบออกมาให้ถึงขีดสุด ข้าจำเป็ต้องยกระดับร่างกายนี้!"
ดวงตาสีม่วงของเขาทอประกายคมปลาบ
"ข้า้าทรัพยากร! โอสถิญญา, แก่นอสูร, ผลไม้์! ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น และต้องแข็งแกร่งขึ้น...เดี๋ยวนี้!"