บทที่ 7 ฝากไว้ก่อนเถอะ!
เมื่อครั้งที่มารดาของเ้าของร่างเดิมให้กำเนิดเซียวหลิงเย่ได้ยังไม่ถึงสองปีนางก็ถูกใส่ร้ายว่ามีชู้ และกล่าวว่าเซียวหลิงเย่มิใช่บุตรที่เกิดจากสามีของนางแม้ข้อกล่าวหานั้นจะไร้หลักฐาน แต่เพราะ้ารักษาหน้าตาบิดาของร่างเดิมจึงหย่าขาดนาง และยังคิดจะขับไล่เซียวหลิงเย่ไปด้วย
ในตอนนั้นเซียวหลิงเฟิงซึ่งอายุเพียงแปดปียืนกรานว่าจะจากไปพร้อมกับมารดาส่วนเ้าของร่างเดิมด้วยความขี้ขลาดฝังใจ เมื่อถูกบิดาถามว่าจะจากไปด้วยกันหรือไม่นางกลับเลือกจะถอยหนี
กระนั้นมารดาก็หาได้โกรธเคืองนางไม่ซ้ำยังกล่าวว่านางจะทิ้งสินเดิมทั้งหมดไว้ให้ แล้วจึงจูงสองพี่น้องจากไปด้วยตนเอง
ส่วนที่ทำให้สองพี่น้องต้องมาตั้งแผงขายหนังอสูรเช่นนี้เพราะเมื่อสิบปีก่อนตระกูลท่านตาของเ้าของร่างเดิมก่อความผิดถูกกวาดล้างจนสิ้นภายในชั่วข้ามคืน เหลือไว้เพียงความพินาศป่นปี้
“ตั้งแผงขายของต้องเสียเท่าไหร่ ข้าจ่ายเอง!”
ในจังหวะที่เซียวหลิงเฟิงกำลังลากน้องชายจะจากไปด้วยความเดือดดาลเสียงใสกระจ่างเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เสียงนั้นไพเราะน่าฟังจนผู้คนต่างหันกลับมามองเป็ตาเดียวทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของผู้พูด ทุกคนก็ชะงักงันไปทันที
ผู้พูดคือสาวน้อยผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยจุดแดงจางๆทั่วหน้า
แม้เสียงน่าฟังแต่รูปโฉมนั้นกลับ...ไม่น่ามองเอาเสียเลย
บุรุษร่างั์ผู้ข่มขู่พี่น้องเมื่อครู่เห็นนางแล้วก็แสดงแววตารังเกียจออกมาชัดเจนเพียงแต่นางกล่าวว่าจะจ่ายเงิน ใครจะปฏิเสธได้
เขากล่าวเสียงหยันทันที“ตั้งแผงหนึ่งวันต้องจ่ายสามเหรียญ เ้าแต่งตัวมอซอขนาดนี้ มีเงินจ่ายหรือ”
มิใช่ว่าเขาจะดูถูกแต่นางคนนี้ทั้งผมแห้งกรอบ รูปร่างผอมแห้ง เสื้อผ้าก็เก่าเหมือนใส่มาห้าหกปีดูยากจนข้นแค้นยิ่งกว่าสองพี่น้องผู้นั้นเสียอีก
ทันใดนั้นเซียวหลิงเย่ที่เห็นเซียวหลิงอวิ๋นก็เปล่งเสียงเรียกด้วยความตื่นเต้น
“พี่สาว!”
ทว่าเซียวหลิงเฟิงกลับรีบห้ามปรามด้วยสีหน้าขึงขัง
“หลิงเย่ เ้าเรียกอะไรออกมา! นางมิใช่พี่สาวของเ้านางคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหว[1]เ้ายังไม่คู่ควรจะเอ่ยชื่อนางด้วยซ้ำ!”
เสียงของเขามิได้เบานักผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างได้ยินชัดเจน พอรู้ว่านางคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวทุกคนกลับยิ่งไม่เชื่อเข้าไปใหญ่
คุณหนูจวนโหวจะมีหน้าตาแบบนี้ได้อย่างไรอย่ามาหลอกกันเสียให้ยาก!
แสงในดวงตาของเซียวหลิงเย่ค่อยๆหม่นลง เขารู้ดีว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพราะเขาเป็ต้นเหตุที่ทำให้ทั้งมารดาและพี่ชายต้องลำบาก
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นเซียวหลิงเฟิงมีสีหน้าขมขื่นอย่างเห็นได้ชัดก็อดถอนใจไม่ได้
เซียวหลิงเฟิงยังคงโกรธแค้นเ้าของร่างเดิมที่ยอมละทิ้งมารดาและพี่ชายยอมอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วโหวที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นทางใจเพื่อความมั่งคั่งหรูหรา
นางไม่ใส่ใจเพียงยิ้มแล้วพูดว่า “สามเหรียญใช่ไหม เอาไปสิ”
นางหยิบเงินสามเหรียญจากอกเสื้อยื่นให้บุรุษร่างใหญ่ผู้นั้นทว่าเซียวหลิงเย่กลับร้อนใจรีบเข้ามาขวางไว้
“เดี๋ยวก่อน ท่านผู้ดูแลเย่ แผงลอยนี่ค่าเช่าแค่วันละหนึ่งเหรียญเท่านั้นนี่”
ชายร่างใหญ่กำลังจะได้เงินอยู่แล้วแต่เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นชักมือกลับ สีหน้าของเขามืดครึ้มทันที ก่นด่าอย่างเดือดดาล
“ไอ้เวรนี่ ข้าบอกว่าเท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้น ถ้าไม่เอามาให้ครบสามเหรียญก็ไสหัวไปซะ...อ๊าก! เจ็บ!”
ชายร่างใหญ่ยังพูดไม่ทันจบเซียวหลิงอวิ๋นก็ตวัดเท้าขัดแขนของชายร่างใหญ่แล้วพลิกตัวจนเขาล้มลงจากนั้นนางก็บิดข้อมือเขาอย่างแรง หากลงมือหนักกว่านี้อีกนิดคาดว่าอีกฝ่ายคงได้กระดูกหักเป็แน่
ชายร่างใหญ่งอตัวด้วยความเ็ปเซียวหลิงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“เ้าบอกว่า...กี่เหรียญนะ”
ชายร่างใหญ่เจ็บจนหน้าบิดเบี้ยวรีบตอบเสียงสั่น
“หนึ่งเหรียญ...เหรียญเดียวก็พอแล้ว!”
ตอนนี้เขาไม่กล้าขยับแม้แต่น้อยเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระดูกตนเองลั่นกรอบแกรบในร่างกาย
ความหวาดกลัวแผ่ซ่านในใจเขาเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลังฟ้าขั้นสามแต่กลับถูกเด็กสาววัยเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีควบคุมได้ง่ายดายเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าระดับฝีมือของเซียวหลิงอวิ๋นสูงกว่าตนหลายขั้นเขาไหนเลยจะกล้าทำอวดดีอีก
เซียวหลิงอวิ๋นโยนเงินหนึ่งเหรียญลงหน้าชายร่างใหญ่จากนั้นยัดเงินที่เหลืออีกแปดเหรียญใส่มือเซียวหลิงเย่อย่างลวกๆแล้วค่อยผลักชายร่างใหญ่ออกไปพร้อมกล่าวด้วยเสียงเ็า
“ได้เงินแล้วก็ไปให้พ้น อย่ามาขวางหูขวางตาที่นี่อีก”
เซียวหลิงเย่มองเงินแปดเหรียญในมือตนด้วยความตื่นตะลึงดวงตาสั่นระริกเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
เพียงแค่มีเงินนี้ยาของท่านแม่ในวันนี้ก็...มีหวังแล้ว
เมื่อชายร่างใหญ่ถูกปล่อยตัวก็รีบตรวจดูมือตนเองทันที
โชคดีที่ยังไม่หัก
เขาไม่พูดอะไรต่อรีบคว้าเงินขึ้นมาแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะหันกลับมาะโด่าอย่างดุร้ายว่า
“นางสารเลว กล้าทำร้ายข้า! เ้าเตรียมตัวไว้ให้ดี ถ้ามีปัญญาก็บอกชื่อมาซะคราวหน้า ข้าจะยกพวกไปทุบบ้านเ้าให้ราบ!”
พอได้ยินดังนั้นชาวบ้านรอบข้างก็เกือบกลั้นขำไว้ไม่อยู่มีหรือใครจะโง่พอที่จะบอกชื่อจริงของตนต่อหน้าคนที่หมายจะล้างแค้น
แต่แล้วเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“ยินดีต้อนรับเลย ถ้าจะมาทุบก็อย่าลืมมาให้ถูกบ้านล่ะจวนเจิ้นกั๋วโหวตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเมืองข้าคือคุณหนูใหญ่สายตรงของจวนเจิ้นกั๋วโหวนามว่าเซียวหลิงอวิ๋นเ้ายังไม่ไสหัวไปอีก หรือว่าไม่อยากได้มือตัวเองแล้ว!”
ชาวบ้านยังไม่ทันจะตั้งตัวทันเซียวหลิงอวิ๋นก็ประกาศชื่อเสียงเรียงนามของตนเองออกมาด้วยรอยยิ้มระรื่นเสียแล้ว
ชายร่างใหญ่ไม่เชื่อคำพูดของนางแม้แต่น้อยขณะที่เขาหมุนตัววิ่งหนีก็ยังมิวายหันกลับมาะโอีกว่า “ดีนัก! กล้าหลอกข้าเรอะ!เ้ารอดไม่พ้นแน่ คราวหน้าเจอที่ไหน ข้าจะซัดให้หมอบเลย!”
เสียงยังไม่ทันขาดร่างของเขาก็หายลับไปกับฝูงชนเสียแล้ว
เซียวหลิงเย่กำเงินไว้แน่นมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยดวงตาเป็ประกาย พูดอย่างตื่นเต้นว่า
“พี่สาว...คุณหนูเซียวเก่งมากเลย แม้แต่ผู้ดูแลเย่ยังกลัวจนไม่กล้าหือ!”
ทันทีที่เซียวหลิงอวิ๋นหันกลับมาก็พบสายตาชื่นชมของเซียวหลิงเย่และสีหน้าแข็งกร้าวของเซียวหลิงเฟิงที่กล่าวปฏิเสธอย่างเ็า
“พวกเราไม่้าให้คุณหนูเซียวมายุ่งเื่ไม่เป็เื่ตอนนี้ไม่เพียงเสียเงินไปหนึ่งเหรียญ ยังถูกผู้ดูแลเย่ผูกใจเจ็บต่อไปอย่าหวังจะได้ตั้งแผงขายของที่นี่อีก หลิงเย่เอาเงินคืนให้คุณหนูเซียวแล้วเราไปกันเถอะ”
เซียวหลิงเย่ทำหน้าสลดยื่นเงินคืนให้เซียวหลิงอวิ๋น ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นส่ายหน้าไม่รับ
เซียวหลิงเย่จึงหันไปเกลี้ยกล่อมเซียวหลิงเฟิงว่า
“พี่ใหญ่ เงินค่ายาของท่านแม่วันนี้...”
เซียวหลิงเฟิงมีสีหน้าลำบากใจเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“ขอบคุณคุณหนูเซียวที่ใจกว้าง เงินนี้ข้าถือว่ายืมมาวันหน้าจะคืนให้สองเท่าแน่นอน”
เซียวหลิงเฟิงพูดจบก็เม้มริมฝีปากแน่นแล้วลากเซียวหลิงเย่ที่ทำหน้าลำบากใจออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เซียวหลิงเย่หันกลับมามองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาอาวรณ์
เขาไม่เคยโทษพี่สาวที่วันนั้นไม่ยอมไปกับมารดาเพราะเขาเองก็เห็นอยู่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในตอนนี้ของพวกเขาแม้แต่เงินซื้อข้าวก็ยังไม่มีหากวันนั้นพี่สาวตามออกมาด้วยจริงๆ ก็คงต้องลำบากเพราะเขาอยู่ดี
พวกเขาทั้งหมดต่างพูดว่าตนคือดาวกาลกิณีทำให้มารดาถูกไล่หย่าซ้ำถูกโรคร้ายกล้ำกรายชีวิตทำให้ครอบครัวท่านตาประสบเคราะห์กรรม
เซียวหลิงอวิ๋นมองสองพี่น้องเดินจากไปในใจพลันรู้สึกหดหู่ นางรู้ดีว่าอารมณ์นี้ไม่ใช่ของนาง แต่เป็ของเ้าของร่างเดิม
นางถอนหายใจเบาๆเมื่อนางยืมร่างมาใช้ก็ต้องชดใช้หนี้กรรมที่เ้าของร่างติดไว้
แท้จริงแล้วเ้าของร่างเดิมไม่ได้เลือกอยู่เพื่อความมั่งมีศรีสุขแต่เป็เพราะตอนเด็กบังเอิญได้ยินแผนร้ายของซ่างกวนหลิวรู้ดีว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็ฝีมือของนาง หากนางจากไป สินเดิมของมารดาจะถูกซ่างกวนหลิวยึดไปนางจึงเลือกอยู่ต่อเพื่อเปิดโปงซ่างกวนหลิวและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของมารดา
แต่เ้าของร่างเดิมยังเด็กเกินไปไม่อาจทำอะไรได้ และสุดท้ายยังต้องสังเวยชีวิตตัวเองอีก
เซียวหลิงอวิ๋นกล่าวในใจว่าไม่ต้องห่วง สิ่งที่เ้าปรารถนา ข้าจะช่วยเ้าทำให้สำเร็จ หากไม่ทำก็ให้์ลงทัณฑ์ข้าอีกครั้งเถิด
ทันทีที่กล่าวจบนางก็รู้สึกว่าเคราะห์กรรมหนักอึ้งในร่างกายค่อยๆ สลายไป
ขอให้เ้ามีความสุขในชาติหน้า...
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มบางๆจากนั้นก็ผสานมุทรา พร้อมร่ายคาถาขึ้นมาบทหนึ่งท่ามกลางสายตาผู้คนทุกคนเพียงรู้สึกถึงสายลมอ่อนโยนพัดผ่านร่างคล้ายกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างจากไปอย่างสงบ
นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามแต่งแต้มด้วยเมฆขาวไม่ทันได้เห็นว่าเซียวหลิงเฟิงหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง ดวงตามีแววกังวลซ่อนอยู่
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าสองพี่น้องได้หายลับไปแล้วนางจึงส่ายหน้าก่อนจะเดินดูแผงลอยต่อพลางครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้จะไปตั้งแผงขายของที่ไหนดี
นางตัดสินใจแล้วั้แ่พรุ่งนี้จะเริ่มตั้งแผงหาเงินให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยไปหาสองพี่น้องนั่นอีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีไอมรณะติดตัวอยู่
เซียวหลิงอวิ๋นเดินผ่านถนนที่เต็มไปด้วยแผงลอยอยู่สามสายไม่นานก็พบว่าในมุมหนึ่งของถนน มีแผงดูดวงเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ทุกคนแต่งกายด้วยชุดไท่จี๋[2]สีขาวนั่งอยู่หลังแผงพร้อมป้ายผ้าขนาดใหญ่บนป้ายมีข้อความเขียนไว้ว่า ‘ไม่แม่นไม่คิดเงิน’‘ทำนายเฉพาะดวงเศรษฐี’ ‘ลดครึ่งราคาวันสุดท้าย’‘พลาดแล้วจะเสียใจไปชั่วชีวิต’ และอื่นๆ
อะไรเนี่ย!
ไม่ใช่ว่าบนแผ่นดินเสวียนชางตำแหน่งของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยสูงส่งมากหรอกหรือทำไมนางมองไปทีไรก็เห็นแต่พวกนักพรตปลอมที่ไม่มีพลังเต๋าเลยสักคนแม้แต่คนที่ดูคล้ายเป็นักพรตอยู่บ้าง ก็เพิ่งอยู่ในระดับพื้นฐานเท่านั้นเอง
[1] โหว คือ ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของจีนที่ฮ่องเต้ประทานให้ขุนนาง เป็ลำดับที่สองรองลงมาจากขั้นกง
[2] ชุดไท่จี๋ หรือ ชุดมวยจีน เป็ชุดเสื้อคอจีนผ่าหน้าในปัจจุบันมักเห็นชุดนี้ในการรำไทเก็ก