หลินเสวี่ยจู๋ตื่นจากความฝันตอนรุ่งสางจากนั้นก็เข้าไปจัดการทรัพยากรที่ได้รับมาเมื่อวานในมิติตามปกติ ขณะที่กำลังจะนำไม้ผลเข้าไปปลูกในสวนผลไม้จู่ๆ นางก็พบว่าต้นท้อที่เก็บมาเมื่อหลายวันก่อนราวกับมีบางอย่างแตกต่างออกไปเดิมทีผลของมันทั้งเขียวทั้งเล็ก ทว่าตอนนี้ไม่เพียงแต่โตขึ้นเท่านั้น ผลยังเปลี่ยนเป็นสีชมพูดูน่ามองยิ่งนัก นางจึงเด็ดมาหนึ่งลูก แล้วนำมาล้างก่อนจะกัดหนึ่งคำน้ำหวานกระจายเต็มปากทันที หากบอกว่าเป็นลูกท้อที่หวานที่สุดในโลกก็ไม่เกินจริง
หลินเสวี่ยจู๋เด็ดลูกท้อผลใหญ่จนเกลี้ยงด้วยความรวดเร็วนางคิดว่ามิติอาจมีคุณสมบัติที่ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีเทียบเท่ากับการรดน้ำใส่ปุ๋ยนางจึงตั้งตารอที่จะได้เก็บเกี่ยวทรัพยากรมากยิ่งขึ้น เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็วิ่งไปที่ป่าไผ่แล้วเดินไปเดินมาหนึ่งรอบระหว่างเดินนางมองเห็นหน่อไม้อ่อนๆ งอกขึ้นจากพื้นดินเป็นจำนวนมากสีเขียวสดของหน่อไม้ทำให้นางรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปที่บ่อปลานางมองหาอยู่นานในที่สุดก็พบปูน้อยตัวหนึ่งกำลังลอกคราบอยู่ตรงมุมบ่อ การที่ปูลอกคราบถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปูกำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆนางตัดสินใจที่จะหาภรรยาให้มัน เช่นนี้สักวันนางก็จะมีปูให้กินไม่อั้น
เมื่อสำรวจสิ่งต่างๆเรียบร้อยแล้ว หลินเสวี่ยจู๋ก็ออกจากมิติไปด้วยความพึงพอใจ ทันทีที่ลืมตาตื่นก็เห็นว่าแม่นมหม่ากับกู้เจินเหนียงตื่นแล้วพวกนางกำลังจัดการกับหมูป่าที่แขวนไว้เพื่อรมควันข้างกองไฟตั้งแต่เมื่อคืน
“ข้าขอไปสำรวจบริเวณนี้สักหน่อย”หลินเสวี่ยจู๋บอกก่อนจะวิ่งจากไป
คราวนี้นางไม่ต้องเลือกว่าจะเก็บสิ่งใดเข้ามิติบ้างนางเก็บทุกอย่างที่กินได้และนำมาใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ขอเพียงเคลื่อนย้ายมันเข้ามิติไปก็ใช้ได้แล้ว
ราวครึ่งชั่วยามถัดมานางก็วิ่งกลับมาพร้อมลูกท้อผลใหญ่จำนวนสิบกว่าลูกในเวลานี้เกือบทั้งครอบครัวได้ตื่นขึ้นเรียบร้อยแล้ว
แม่นมหม่าทำขาหมูตุ๋นกับผักป่ากำลังรอหลินเสวี่ยจู๋กลับมาจะได้กินพร้อมกัน
ทั้งครอบครัวกินอาหารเช้าด้วยความสนิทสนมเมื่อกินเสร็จก็ทำตามคำเตือนของหลินเสวี่ยจู๋ที่บอกให้เปลี่ยนมาใส่รองเท้าบูทฟาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอันแสนยากลำบากที่กำลังจะมาถึงตอนนี้เองหลินเสวี่ยจู๋เริ่มสังเกตว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับตอนออกเดินทางแรกๆ
กล่าวคือ คนส่วนใหญ่ในขบวนเนรเทศเริ่มเลียนแบบวิถีชีวิตของครอบครัวนางเพียงแต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ พวกเขาจึงไม่อาจหาอาหารได้เพียงพอทุกมื้อเช่นเดียวกับครอบครัวของนางและเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ ร่างกายของพวกเขาเริ่มแสดงความเหนื่อยล้าหลังจากออกแรงเดินมาหลายวันสายตาก็เริ่มกลิ้งกลอกไปมา หลินเสวี่ยจู๋กับหลินเฉิงจางสบตากันต่างฝ่ายต่างมองเห็นความกังวลแบบเดียวกันในดวงตาของอีกฝ่าย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา และท่านอาสะใภ้พวกท่านสี่คนรับหน้าที่เก็บสมุนไพร ท่านอาหญิง ท่านน้า แม่นมหม่า ชุ่ยเอ๋อร์และกู้เจินเหนียง พวกท่านห้าคนรับหน้าที่ทำอาหารกับถักสิ่งต่างๆ เหยียนต้า ลู่โม่ และสามพี่น้องสกุลหูพวกท่านห้าคนรับหน้าที่ล่าสัตว์และคุ้มกันกลุ่มของพวกเรา ส่วนเสวี่ยอีและเซวียนเอ๋อร์พวกเจ้าสองคนมานั่งบนรถม้ากับสามีของข้า”
หลินเสวี่ยจู๋มอบหมายหน้าที่ให้ทุกคนจากนั้นก็เริ่มประกาศกฎระเบียบ
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าพวกเราจะออกจากภูเขาลึก จะไม่มีผู้ใดไปไหนมาไหนตามลำพัง หากไม่มีความจำเป็นห้ามออกจากกลุ่มหากมีความจำเป็นจริงๆ สตรีกับเด็กจะต้องมีคนของกลุ่มคุ้มกันติดตามไปด้วย”
เมื่อพูดจบก็เห็นทุกคนมองตนเองด้วยสายตางุนงงนางจึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมหรือเจ้าคะ?”
“แล้วเจ้าเล่า?” ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกัน เพราะเห็นว่านางจัดแจงให้ทุกคนแต่ไม่จัดแจงให้ตนเอง
หลินเสวี่ยจู๋มีท่าทีกระอักกระอ่วนทันทีนางรีบกล่าว “ข้าจะเข้าร่วมกลุ่มเก็บสมุนไพรไปก่อนเจ้าค่ะ”
ผักและผลไม้ป่าในมิติของนางเพียงพอสำหรับทั้งครอบครัวหากเก็บมาเพิ่มอีกก็ถือได้ว่าช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแล้วเป้าหมายถัดไปของนางคือการปลูกสมุนไพร คิดเสียว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ดังนั้นนางจึงวางแผนที่จะเรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวง
หลังจากแบ่งงานแล้ว นางก็แจกลูกท้อผลใหญ่ให้คนละลูกกำชับให้พวกเขากินตอนไม่มีคน ทุกคนเข้าใจความหมายนี้ดี
แม้ว่าพวกเขาจะสงสัยเกี่ยวกับที่มาของลูกท้อ แต่กลับไม่รู้สึกระแวงแม้แต่น้อยถึงอย่างไรสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่แม้แต่ข้าวกิน การกินลูกท้อนับว่าหรูหราเกินไป
“หลานสาว ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าตอนที่พวกเราจะกินข้าวก็หาที่ที่ไม่มีคนแล้วค่อยกินเถิด” หลินเฉิงเหยาเสนอ
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋ส่ายหน้า นางมองหลินอวี่เซวียนที่ดูขาวผ่องอ้วนท้วน แล้วเหลือบมองนักโทษครอบครัวอื่นที่ผอมลงทุกวัน“น้ำหนักหลอกกันไม่ได้”
ตอนที่ผู้อื่นผอมลงอีกพวกเขาก็จะค้นพบว่าครอบครัวของนางต่างออกไป เมื่อหลินเฉิงเหยาตระหนักถึงเรื่องนี้ก็ถอนหายใจเบาๆดูเหมือนการมีชีวิตที่ดีก็เป็นเรื่องน่ากลัดกลุ้มเช่นกัน
หลินเสวี่ยจู๋ฉวยโอกาสที่หลินเสวี่ยอีกับหลินอวี่เซวียนยังไม่ขึ้นรถม้าชิงก้าวขึ้นไปก่อนนางถือโอสถหวนคืนวสันต์ไว้ในมือแล้วยื่นให้หยวนซิวโดยไม่เอ่ยวาจาใด
หยวนซิวมองแล้วถามเสียงเย็นชา“นี่คือยาที่โจวเซินอี้ทำหายน่ะหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
สำหรับแหล่งที่มาของโอสถหวนคืนวสันต์เม็ดนี้เดิมทีนางคิดที่จะปล่อยเบลอแล้ว แต่นางรู้ดีว่าหยวนซิวไม่ได้หลอกง่ายๆเมื่อเขาเกิดความสงสัย ถึงแม้เหตุผลที่นางปั้นแต่งออกมาจะฟังดูสมบูรณ์แบบเพียงใดก็ไร้ประโยชน์นางจึงทำได้เพียงเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านกินสิเจ้าคะ กินแล้วอาการบาดเจ็บจะหายดี”
“ข้าไม่กิน”หยวนซิวเบือนหน้าหนีอย่างดื้อดึง
หลินเสวี่ยจู๋นิ่งค้างเล็กน้อยหรือเพราะว่านางไม่ใช่นางเอก ยาที่นางนำมาให้หยวนซิวก็เลยไม่ยอมกินอย่างนั้นหรือ?
เสน่ห์เฉพาะตัวของตัวประกอบหญิงกับนางเอกแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้เชียว? ชวนให้เศร้าใจเหลือเกิน
หยวนซิวเห็นสีหน้าของนางเหม่อลอยก็อารมณ์ดีอย่างอธิบายไม่ได้เขาจงใจเอ่ย “ของที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน ข้าไม่กิน”
เป็นอย่างที่คิดสิ่งที่ตัวประกอบหญิงนำมาย่อมถูกมองว่าเป็นของที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน
หลินเสวี่ยจู๋เม้มปาก นางเก็บโอสถหวนคืนวสันต์กลับไปเงียบๆไม่กินก็ไม่กินสิ นางจะเก็บไว้ป้อนให้สุนัขกิน ย่อมดีกว่าให้บุรุษที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีผู้นี้กินเสียอีก!
หยวนซิวเห็นนางเงียบไปก็ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย
“เจ้ามานี่สิ”เขายื่นมือออกไป แล้วโน้มลำคอของนางให้เข้ามาใกล้ตนเอง
มีเสียงระฆังเตือนอยู่ในใจของหลินเสวี่ยจู๋ไม่หรอกกระมัง นางหวังดีมาส่งยา เขาคงไม่ได้รอไม่ไหวที่จะบีบคอนางให้ตายหรอกกระมัง?
ขณะที่กำลังจะดิ้นรนก็ได้ยินหยวนซิวลดเสียงลงแล้วเอ่ยอย่างมืดมน “ความจริงแค่น้ำกับยาบำรุงหยวนชี่ที่ฮูหยินมอบให้ก็เพียงพอแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋เบิกตากว้างทันทีเขารู้แล้วหรือ? เมื่อหันหน้าไปก็สบเข้ากับสายตาลุ่มลึกของหยวนซิวพอดีก่อนจะได้ยินเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชาอีกว่า “แน่นอนว่ายังมีความดีความชอบของโอสถทองคำหลวงด้วย”
สวรรค์!
หลินเสวี่ยจู๋ตกใจจนพูดไม่ออกเสียแล้ว
หยวนซิวปล่อยมือจากลำคอของนางแล้วเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ข้าเติบโตในวังหลวงมาตั้งแต่เล็ก เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเปลี่ยนขวดแล้วข้าจะจำไม่ได้?”
หลินเสวี่ยจู๋คิด‘มารดามันเถิด...’
หยวนซิวพูดถึงเท่านี้ก็โบกมือส่งสัญญาณให้นางลงไปจากรถ
หลินเสวี่ยจู๋คิด‘ท่านเป็นสุนัขหรือ?ท่านจำได้ก็ไม่ยอมพูดออกมา จงใจหยั่งเชิงข้าใช่หรือไม่?’
เมื่อคิดว่าตนเองหายามารักษาให้เขาแล้วยังพยายามที่จะห้ามไม่ให้เขาเข้าสู่ด้านมืดอีก นางก็รู้สึกว่าตนเองเป็นตัวโง่งมอย่างหาได้ยากจริงๆ!
หลินเสวี่ยจู๋ลงจากรถม้าด้วยท่าทีว้าวุ่นใจเดิมทีหยวนซิวสามารถเสแสร้งต่อไปได้ แต่เขากลับไม่ได้ทำ เขาเลือกที่จะแสดงไพ่ออกมาทั้งหมด
เพราะเหตุใดกัน? หรือเพราะต้องการเตือนนางว่าให้อยู่ห่างๆเขาหน่อยในวันหน้า อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่องให้มากอย่างนั้นหรือ?
หรือเขาต้องการจะบอกว่าความอดทนที่เขามีต่อนางใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว?
เขาคงไม่ได้คิดที่จะกำจัดนางทิ้งหรอกกระมัง?
.............................