ที่ห้องรับแขก
“เอ๋ ยังติดต่อพี่ไววัลย์ไม่ได้อีกเหรอ”
ยูรายุถามกับเฌอลัญจ์หลังจากที่เธอมาหาเพื่อนสนิทที่บ้าน และได้ฟังเื่ราวความเป็ไป
"อืม ใช่..." เฌอลัญจ์ตอบแล้วพ่นลมหายใจยาวเหยียด
ยูรายุรู้สึกได้ถึงความกังวลผ่านทางสีหน้าของเพื่อนรักเธอรู้ว่าถึงปกติเฌอลัญจ์จะชอบบ่นไววัลย์ว่าเป็พี่บ้า จอมเผด็จการแต่ความจริงแล้วเฌอลัญจ์นั้นรักและเป็ห่วงพี่ชายมากยิ่งไววัลย์ขาดการติดต่อไปอย่างผิดปกติแบบนี้เฌอลัญจ์คงยิ่งเป็กังวลจนไม่รู้จะทำยังไง แต่ก็ฝืนเข้มแข็ง ทำตัวเป็ปกติ
“เอาน่า...พี่เธอคงเจองานด่วนแหละ หรือไม่ก็อยู่ในที่ที่อับสัญญาณหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ” เฌอลัญจ์พูดขึ้นอย่างเนือยๆ รู้ว่าเพื่อนรักพยายามทำให้เธอรู้สึกดีอยู่เธอจึงหันไปยิ้มแห้งๆ “ขอบใจมากนะยูรายุ”
ยูรายุจับมือเฌอลัญจ์เป็การปลอบแล้วพยายามหาเื่อื่นคุยเพื่อให้เด็กสาวลืมเื่เครียดๆ ไปเสีย
“เอ้อ แล้ววัตสันล่ะ ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่เหรอ”
ยูรายุทำทีชะเง้อคอหาชายหนุ่มที่ตนพูดถึง
ั้แ่จบเื่จีระและมีวัตสันเข้ามาอาศัยในบ้านทุกครั้งที่คุยกันจะมีชื่อของวัตสันหลุดจากปากเฌอลัญจ์เสมอทั้งเื่ที่ชายหนุ่มเป็ตุ๊กตาคู่หูของเชอร์ล็อก โฮล์มในอดีตซึ่งเหลือเชื่อมากจนตอนนี้ยูรายุก็ยังไม่รู้ว่าจะทำใจให้เชื่อได้อย่างไร
แต่ถึงจะบอกว่าไม่ปักใจเชื่อแบบนั้นยูรายุก็ยังไปเป็เพื่อนเฌอลัญจ์เลือกซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นที่คิดว่าน่าจะใช้งานง่ายที่สุดให้กับวัตสันโดยที่เฌอลัญจ์เป็คนสอนวิธีกดโทรออกและกดรับสายให้กับเขาและยังซื้อตำราเรียนภาษาไทยของเด็กมาด้วย โดยให้เหตุผลว่าถึงแม้วัตสันจะฟังกับพูดรู้เื่แต่ถ้าอ่านเขียนไม่ได้คนอื่นจะสงสัย
“หมอนั่น...พอล้างจานเสร็จก็คงไปอ่านหนังสือในห้องใต้บันไดล่ะมั้ง” เฌอลัญจ์พูด
ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่วัตสันจะเอาตำราภาษาไทยมานั่งอ่านที่ห้องรับแขกแต่พอรู้ว่าเธอกับยูรายุมานั่งคุยกันในนี้ วัตสันคงไม่เข้ามา และคงจะเข้าไปอ่านในห้องใต้บันไดที่ตอนนี้กลายเป็ห้องนอนของตนเองแทน
ยูรายุกะพริบตาปริบๆเธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเพื่อนรักไม่ร่าเริงเอาเสียเลย จึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
“เฌอลัญจ์ ยังคิดมากเื่พี่ไววัลย์อยู่เหรอ” ยังไม่ทันรอฟังคำตอบยูรายุก็เหมือนนึกได้ “หรือว่าเื่วัตสัน?”
เฌอลัญจ์ที่ถูกถามแทงใจดำหันไปมองหน้าเพื่อนสนิท
“ก็...นิดหนึ่งมั้ง ฉันรู้สึกว่าหมอนั่นจงใจทำตัวเ็ากับฉันน่ะ” เฌอลัญจ์เริ่มเล่า “ถึงหมอนั่นจะบอกว่าจะลองใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาดูแต่ฉันคิดว่าแค่จะทำตัวให้มันดูเป็ผู้เป็คนยังยาก เหมือนหมอนั้นเก็บกดอะไรอยู่คนเดียวงั้นแหละเรียกว่าถ้าจะให้ง้างปากหมอนั่นให้พูดล่ะก็ฝันไปเถอะ วันๆ เอาแต่เงียบไม่ยอมพูดยอมจากับใคร ถามอะไรก็ไม่ตอบ แล้วใครจะไปทำตัวถูก”
เฌอลัญจ์ร่ายยาวในท้ายประโยคเด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองราวกับอัดอั้นมานาน
ยูรายุมองเพื่อนรักที่แม้จะพูดแบบนี้ แต่ลึกๆคงพูดไปเพราะความเป็ห่วงวัตสัน เวลาเห็นคนอื่นลำบากแล้วอดจะเข้าไปช่วยไม่ได้เป็นิสัยที่ติดตัวเฌอลัญจ์มาตั้งนานแล้วอย่างน้อยก็นับั้แ่ที่ยูรายุได้รู้จักกับเฌอลัญจ์
“นี่เฌอลัญจ์ อย่าทำหน้ามุ่ยสิ วัตสันเขาอาจจะยังไม่ชินละมั้ง เอางี้ๆลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวกันไหม?” ยูรายุเสนอด้วยรอยยิ้มกว้างพลางล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋า “ฉันได้นี่มาล่ะดูแล้วอยากไปมากๆ เลย”
เฌอลัญจ์รับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน
"‘นิทรรศการเชอร์ล็อก โฮล์มที่เดียวในประเทศไทยที่คุณจะได้ัับรรยากาศของสุดยอดนักสืบ’ มีอะไรแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย ฉันเพิ่งรู้ครั้งแรกเลยนะ”
ท้ายประโยคเด็กสาวพึมพำกับตัวเองคงเพราะตัวเธอนั้นก็เรียกได้ว่าสืบสายเืมาจากเชอร์ล็อก โฮล์มอีกทั้งพี่ชายของเธอก็ได้ฉายาว่าเป็โฮล์มแห่งยุคนี้พอเห็นโฆษณานี้จึงเกิดความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน
จู่ๆ เฌอลัญจ์ก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมากับเงาคนที่หน้าประตูห้องรับแขกเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าวัตสันยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูโดยไม่ได้ก้าวเท้าข้ามเส้นธรณีประตูเข้ามาในห้องรับแขก
บางทีเมื่อครู่ที่เฌอลัญจ์พูดคำว่า 'นิทรรศการเชอร์ล็อกโฮล์ม' อาจจะเรียกความสนใจจากวัตสันที่บังเอิญเดินผ่านมาให้หยุดฟังก็ได้
หมอนี่บอกว่าตัวเองเป็คู่หูของโฮล์มนี่นะได้ยินแล้วจะรู้สึกสนใจก็ไม่แปลกหรอก
เฌอลัญจ์คิด แต่พอจะอ้าปากเอ่ยชวนวัตสันชายหนุ่มกลับหันหน้าหนี แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ท่าทางที่เป็กันดื้อๆแบบนี้ทำให้ ต่อมความหงุดหงิดของเด็กสาวพุ่งปรี๊ดอีกครั้งจนเผลอขยำกระดาษในมือแบบไม่รู้ตัว
“เอ่อ... ถ้าเฌอลัญจ์ไม่อยากไปที่นี่ เราไปที่อื่นกันก็ได้นะ”
ยูรายุที่นั่งหันหลังให้ประตูจึงไม่รู้ถึงเหตุการณ์เมื่อครู่เอ่ยถามแบบเกร็งๆเพราะเธอนึกได้ว่าเฌอลัญจ์ไม่ชอบเื่สืบสวนอาจจะไม่อยากไปนิทรรศการที่เต็มไปด้วยเื่พวกนี้ก็ได้
“อ๊ะ เปล่า” เฌอลัญจ์หันไปเห็นยูรายุทำหน้าเจื่อนพลางมองที่มือของเธอเด็กสาวจึงก้มมองตาม ก่อนเห็นว่ากระดาษแผ่นนั้นกลายเป็ขยะคามือไปเสียแล้ว
“ยูรายุอยากไปนี่ ฉันไปเป็เพื่อนก็ได้นะ อย่างน้อย...” เฌอลัญจ์ปรายตาไปยังนอกห้องหนังสือที่วัตสันเพิ่งหายลับไป “ก็ดีกว่าอยู่บ้านตัวเองแล้วอึดอัดใจ”
ท้ายประโยคเด็กสาวไม่วายกระทบถึงใครคนหนึ่ง...ที่คงจะไม่ได้ยิน
.......................................................................
เพียงสิบห้านาทีต่อมา
“ไปกันเถอะ ยูรายุ”
เฌอลัญจ์เอ่ยหลังจากใส่รองเท้าเสร็จแต่เมื่อเงยหน้าก็พบว่าวัตสันยืนค้ำศีรษะอยู่ในชุดที่เหมือนพร้อมจะออกไปข้างนอก
การปรากฏตัวที่น่าใแต่ยังคงไว้ซึ่งความเงียบเฉยทำให้เฌอลัญจ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมายืนตรงนี้ทำไม
ยูรายุกะพริบตา เอียงคอเล็กน้อยอย่างนึกสงสัย
“คือ...พวกเรากำลังจะไปนิทรรศการเชอร์ล็อก โฮล์มน่ะวัตสันไปด้วยกันไหมจ๊ะ”
“เดี๋ยวสิ ยูรายุ…”
เฌอลัญจ์ลุกขึ้นหลังจากผูกเชือกรองเท้าเสร็จรีบกระตุกแขนเสื้อเพื่อนเป็เชิงห้ามไม่ให้ถาม
วัตสันไม่ได้ตอบ แต่กลับมองหน้าเฌอลัญจ์นิ่งๆจนยูรายุเริ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ครอบคลุมอย่างน่าอึดอัด
“ไปกันเถอะวัตสันเขาไม่ไปหรอก” แล้วก็เป็เฌอลัญจ์ที่คว้าข้อมือของยูรายุเดินออกไปขืนให้สนทนาอยู่กับความเงียบของอีกฝ่ายแบบนี้มีหวังได้อกแตกตายแน่
“งั้นพวกเราไปก่อนนะวัตสัน” ยูรายุโบกมือลาก่อนจะเดินตามแรงดึงของเฌอลัญจ์จนเกือบปลิวแต่แล้วก็รู้สึกว่ามีคนเดินตามหลังมา ยูรายุจึงเหลียวไปดูอีกครั้ง
“อ้าว...”
เป็วัตสันที่เดินตามมาไม่ห่าง เฌอลัญจ์มองชายหนุ่มอย่างขัดใจพลางนึกในใจ
ถ้าอยากไปก็บอกมาตรงๆ สิยะ มัวแต่เก๊กอยู่ได้
จากนั้นก็ดูเหมือนเป็ภาพประหลาดที่เฌอลัญจ์ไม่เคยคิดอยู่ในหัวว่าจะพาวัตสันออกมาข้างนอกได้แม้เขาจะเดินแบบซึมกะทือตามหลังมาแบบไม่ทิ้งระยะห่างมากก็ตามส่วนเธอและยูรายุก็เดินข้างกันอยู่ด้านหน้า
ดูเหมือนยูรายุจะร่าเริงกว่าใครเธอบอกว่าที่จัดนิทรรศการอยู่ไม่ไกลมาก เพียงแค่นั่งรถเมล์ไปต่อเดียวก็ถึงในระหว่างที่รอรถเมล์ ยูรายุก็ชวนคุยถึงเื่ของนิทรรศการ
“ฉันได้ใบปลิวนี่มาจากเพื่อนห้องข้างๆ น่ะเขาบอกว่างานนิทรรศการนี้มีข่าวลือหนาหูเลย...”
“ข่าวลืองั้นเหรอ?” เฌอลัญจ์ขมวดคิ้วปรายสายตาไปมองยังวัตสันที่หยุดยืนรอรถเมล์ตามพวกเธอ
“ใช่...เขาว่ากันว่ามีอาถรรพ์เชอร์ล็อก โฮล์มล่ะ” ยูรายุทำกระซิบเสียงเบาก่อนที่จะเห็นว่าวัตสันมีปฏิกิริยากับคำพูดนั้นของเธอด้วย
“อาถรรพ์งั้นเหรอ”
เฌอลัญจ์ทวนคำแต่น้ำเสียงที่พูดออกไปคล้ายจะไม่ใส่ใจเื่นั้นเท่าไร
“อืม...ใช่ เขาลือกันว่ามีของอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็ของที่แม้แต่เชอร์ล็อกโฮล์มเองก็ยังหวาดกลัว เป็ของต้องคำสาปโบราณที่โฮล์มปิดผนึกเอาไว้พอผู้จัดงานเอามาโชว์แบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็เลยเกิดอุบัติเหตุแปลกๆ ขึ้นตลอดมีข่าวลือว่ายามกะกลางคืนเจอิญญาโฮล์มออกมาเดินชมนิทรรศการด้วยนะ”
“ฉันว่าก็แค่ข่าวลือล่ะน่า” เฌอลัญจ์พูดพลางมองดูรถเมล์ที่แล่นผ่านไปมาสลับกับเหลือบมองวัตสันที่ดูจะสนใจเื่ของโฮล์มมากกว่ารถราที่วิ่งกันขวักไขว่อยู่บนถนน
“เฌอลัญจ์ไม่เคยเชื่ออะไรแบบนี้อยู่แล้วนี่เนอะ” ยูรายุยิ้มพลางจับปลายผมเล่น“อ๊ะ มาพอดีเลย”
แม้จะดูว่าสนใจในสิ่งที่ยูรายุเล่าแต่วัตสันก็ยังคงนิ่งเงียบเช่นเคย เขาก้าวเท้าตามสองสาวขึ้นไปบนรถเมล์ก่อนที่เฌอลัญจ์จะพบว่าเธอต้องจ่ายค่าโดยสารแทนวัตสันเพราะเขาไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทเดียว…