พริบตาเดียวก็ถึงเดือนสิงหาคมรวงข้าวในเวลานี้เปลี่ยนเป็สีเหลืองทอง รออีกไม่นานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ เมื่อลมพัดโชยก็เกิดเป็ระลอกคลื่นสีเหลืองทองของทุ่งข้าวสาลีคละเคล้าด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่พวยพุ่งเข้ามา ซึมลึกเข้าสู่ภายในจิตใจ
รุ่งเช้าของแต่ละวันในฤดูใบไม้ร่วงมักปกคลุมไปด้วยหมอกขาวเป็ชั้นราวกับผ้าพันแผลสีขาวหากแต่เพิ่มเติมด้วยความรู้สึกขมุกขมัว เมื่อถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นก้อนเมฆออกมาหมอกนี้จึงค่อยๆ มลายหายไป
ฉวี่หลิงเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จที่นอกบ้านก็มีเสียงะโของหลีเหล่ยกับหร่วนจิ้งดังเข้ามา “หลิงหลิง ทำไมเธอยังไม่เสร็จอีกล่ะ เร็วเข้าสิ พวกเราจะรอกันไม่ไหวแล้วนะ”
วันนี้ฉวี่หลิงนัดกับหลีเหล่ยและหร่วนจิ้งว่าจะไปซื้อสมุดทำการบ้านรวมถึงเครื่องเขียนด้วยกันเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปิดเทอม
“หลิงหลิง นี่เงินจ้ะ” หวังย่าเหม่ยได้ยินก็รีบยื่นเงินให้ฉวี่หลิงจากนั้นจึงเปิดประตู ยิ้มแล้วกวักมือเรียก “อาเหล่ยเสี่ยวจิ้ง พวกหนูเข้ามานั่งกันก่อนสิจ๊ะ”
หลีเหล่ยกับหร่วนจิ้งกำลังจะเข้าไปในบ้านก็เห็นฉวี่หลิงเดินออกมา
วันนี้เธอสวมเสื้อยืดสีเหลืองอ่อนๆสีเดียวกับห่าน บนศีรษะถักเป็เปียสองข้าง ภายใต้หน้าม้าบางดวงตากลมทรงแอปริคอตแลดูสดชื่นหาใดเปรียบ
“คุณน้า พวกเราไม่เข้าไปแล้ว”ดวงตาหร่วนจิ้งเปล่งประกายก่อนจะเดินไปยืนข้างกายฉวี่หลิง จับมือของเธอไว้ แล้วเอ่ยพลางยิ้มกริ่ม“พวกเราไปกันเถอะนะ ฉันรอไม่ไหวแล้ว”
หลีเหล่ยเห็นหร่วนจิ้งดึงมือของฉวี่หลิงแล้วออกวิ่งก็ทำได้เพียงพูดกับหวังย่าเหม่ยอย่างจนใจ “เสี่ยวจิ้งคนนี้นี่ ทำตัวไม่เหมือนกับชื่อเธอเลยสักนิดคุณน้า ผมตามพวกเขาไปแล้วนะครับ”
“พวกเธอก็ระวังตัวกันหน่อยล่ะ ทำอะไรก็ระมัดระวังด้วย” หวังย่าเหม่ยมองหลีเหล่ยที่หมุนตัวออกวิ่งตามเพื่อน พลางะโตามไปอย่างรีบร้อน
หลีเหล่ยรูปร่างอ้วนตุ๊ต๊ะเวลาวิ่งจึงต้องใช้แรงสักหน่อย เมื่อเขาได้ยินประโยคนั้นก็ตอบกลับแบบไม่หันหลังกลับมาว่า“คุณแม่วางใจได้ครับ พวกเราจะระวังตัว”
หลีเหล่ยวิ่งหายใจหอบตามมาจนทันแล้วยิ้มพลางเดินไปยังจุดมุ่งหมายกับพวกเธอ
ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านเจ๋อซีเป็แผงขายของจิปาถะทุกวันจะมีคนมาวางแผงขายของบนพื้น แผงขายของกินเล่นมีั้แ่หัวถนนจนถึงท้ายถนน ผลไม้เคลือบน้ำตาลเค้กข้าว มันฝรั่งทอด เหลียงผี[1]ของกินหลากหลายละลานตา หลีเหล่ยกับหร่วนจิ้งยืนมองจนน้ำลายไหลออกมา
หร่วนจิ้งกับหลี่เหลยต่างเป็คนประหยัดอดออมสุดท้ายพวกเขากับฉวี่หลิงซื้อเพียงแค่ผงบ๊วยเปรี้ยวคนละหนึ่งถุงเล็กเดินไปพลางใช้หลอดดูดไปพลาง รสชาติฮว่าเหมย[2]เปรี้ยวๆหวานๆ ละลายอยู่ในปาก ทำให้หร่วนจิ้งกับหลีเหล่ยหน้าบานอย่างมีความสุข
อาจเป็เพราะว่าคนที่ขายของกินเล่นพวกนี้มีน้อยเมื่อกาลก่อนพอฉวี่หลิงโตขึ้นก็ไม่ได้กินผงบ๊วยเปรี้ยวอีกเลยตอนนี้กินแล้วกลับรู้สึกว่ามีรสชาติที่ต่างออกไป เหมือนกับได้รับรสชาติของวัยเด็กที่มีทั้งหวานและเปรี้ยวความหวานมากกว่าความเปรี้ยว และเวลาที่ไม่กลัดกลุ้มมักมากกว่าตอนที่สร้อยเศร้า
บางแผงวางขายหนังสือเก่าด้วยเพียงแต่ว่ามีไม่มากนัก แต่มีร้านที่ขายอุปกรณ์เครื่องเขียนหลายร้าน สมุดคัดอักษร ยางลบดินสอ ของจำพวกนี้มีไม่ขาด
หร่วนจิ้งทำตัวราวกับเป็พี่สาวคนโตพาฉวี่หลิงกับหลีเหล่ยซื้อของไปต่อราคาไป เธอปากหวาน มีชีวิตชีวา เมื่อยิ้มดวงตาและคิ้วจะโค้งมนเป็พระจันทร์เสี้ยวแม้จะขอต่อราคาก็ยังทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดู
เดินซื้อของไปได้ประมาณสิบกว่านาทีก็ได้ของที่้าครบแล้ว
ทั้งสามคนต่างรู้สึกว่าจะกลับตอนนี้ยังเร็วไปรู้สึกอยากเดินเล่นกันต่อ ยังไม่อยากกลับบ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงเดินมองแผงขายของไปเรื่อยๆไม่ทันรู้สึกตัวก็มาถึงสถานที่ขายเครื่องเคลือบลายครามโบราณกับข้าวของโบราณหลากชนิด
ทั้งสามเดินเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นหร่วนจิ้งรู้สึกราวกับได้เปิดประตูสู่โลกใหม่ เธอมองกำไลและแหวนที่วางแผงอยู่บนพื้นก่อนจะย่อตัวลงดูอย่างตื่นเต้น เธอหยิบกำไลข้อมือวงเล็กที่เปล่งประกายแวววาวผิวโปร่งใสราวกับหยกเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับฉวี่หลิง “หลิงหลิง เธอว่าพี่เสี่ยวจิ้งสวมเ้านี่จะสวยไหม”
“พี่เสี่ยวจิ้งใส่อะไรก็สวยทั้งนั้นแหละ” ฉวี่หลิงมองผ่านๆก็ดูออกว่ามันเป็กำไลแก้วธรรมดา เพียงแต่ออกแบบได้โดดเด่นสวยงามฉะนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ยคล้อยตามไปประโยคหนึ่งดวงตาของเธอมองผ่านของบนแผงปราดหนึ่งก็หรุบตาลงแม้ว่าเธอจะไม่รู้เื่เครื่องลายครามอะไร แต่เธอดูออกว่าสินค้าในร้านนี้เป็ของปลอมเสียส่วนใหญ่ของแท้มีเพียงแค่หยิบมือ
พ่อค้าเป็ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบห้าสิบเขาได้ยินคำนี้ก็เปิดหมวกฟางที่คลุมศีรษะอยู่ออก พอเห็นว่าเป็กลุ่มเด็กๆ ความดีใจก็พลันมอดไปราวกับถูกน้ำราด
“คุณลุงคะ กำไลวงเล็กวงนี้ราคาเท่าไรคะ”หร่วนจิ้งยิ้มพลางถามพ่อค้า
วันนี้ทั้งวันหวงอู่ยังขายไม่ได้เลยสักชิ้นเขาเห็นสาวน้อยชอบกำไลแก้วที่เขาซื้อมาจากตลาดขายส่งทั้งหมดราคาสิบกว่าหยวน ก็ทำไม้ทำมือพลางเอ่ย“ถ้าหนูชอบละก็ ลุงขายให้หนูห้าหยวนก็แล้วกัน”
“ห้าหยวนเหรอคะ” หร่วนจิ้งลูบกำไลอย่างเสียดาย “ถูกกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอคะ”ห้าหยวนเท่ากับเงินแต๊ะเอียหนึ่งในสี่ของทั้งหมดที่ได้ในปีนี้เชียวนะ
หวงอู่ไม่ได้เอ่ยอะไรชายชราแผงข้างๆ ที่ขายภาพวาดจึงเอ่ยขึ้น “ขายถูกหน่อยจะเป็อะไรไปล่ะพวกเขาเป็แค่เด็กเองนะ” เขามองเพียงปราดเดียวมองออกว่ากำไลวงนั้นเป็แค่แก้วโปร่งใสชิ้นหนึ่งเท่านั้นพวกเขาทำงานสายนี้ รู้ที่มาที่ไปของสินค้า แม้ว่าโดยปกติแล้วเขาจะไม่ใส่ร้ายใคร แต่นี่เป็เพียงแค่เด็กไม่กี่คนเท่านั้นขายถูกสักหน่อยก็ถือเสียว่าทำเื่ดีๆ
หวงอู่ถูกพูดใส่เช่นนี้ก็หน้าแดงเขาโบกมือไปมาด้วยความโกรธ “งั้นสองหยวน เธอจะเอาหรือไม่เอาไม่เอาฉันจะขายให้คนอื่นแล้ว!”
ท่าทีของพ่อค้าคนนี้ไม่ดีเอาเสียเลยฉวี่หลิงเดิมทีอยากเกลี้ยกล่อมหร่วนจิ้งว่าไม่ต้องซื้อ แต่เธอดูจะชอบมันมากจริงๆจึงปิดปากเงียบ เมื่อสถานการณ์เป็แบบนี้แล้วฉวี่หลิงทำได้เพียงกวาดตามองสินค้าบนแผงอย่างจนใจ ทันใดนั้นแก้วลายครามใบหนึ่งที่ไม่สะดุดตาก็ดึงดูดความสนใจของเธอแก้วใบนั้นไม่โดดเด่น มันวางอยู่ท่ามกลางแก้วลายครามมากมายที่รูปร่างแตกต่างกันไปทว่ากลับทำให้ฉวี่หลิงหรี่ตาลงโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แก้วใบนั้นมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของฝ่ามือผู้ใหญ่เท่านั้นฐานแก้วค่อนข้างสูง ปากแก้วบานออกเป็ทรงลำโพง ใต้ขอบแก้วประดับด้วยกุหลาบหินพื้นหลังสีขาวมองปราดแรกไม่สะดุดตาเอาเสียเลย เพียงแต่ว่าเหนือแก้วใบนั้น มีแสงหมอกจางๆ ลอยอยู่ชั้นหนึ่งทำให้ฉวี่หลิงเห็นแล้วรู้สึกสบายตาอย่างมาก
หร่วนจิ้งสวมกำไลที่ชอบตอนที่กำลังจะจ่ายเงินก็ถูกฉวี่หลิงดึงมือไว้
หร่วนจิ้งมองฉวี่หลิงอย่างไม่เข้าใจฉวี่หลิงย่อตัวลงหยิบแก้วขึ้นมา ก่อนจะหันไปถามหวงอู่อย่างเป็กันเองว่า “พ่อค้า แก้วใบนี้รูปร่างดูสวยดี หนูจะซื้อไปดื่มน้ำ หนูจะซื้อพร้อมกับพี่สาวอย่างนั้นพ่อค้าลดให้หน่อยได้ไหมคะ”
หวงอู่มองแก้วที่อยู่ในมือของฉวี่หลิงแวบหนึ่งก็กล่าวด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “อันนี้ไม่ได้ เธอรู้หรือเปล่าว่าของชิ้นนี้คืออะไรนี่เป็แก้วกุหลาบหินก้านยาวในรัชสมัยคังซี อย่างน้อยต้องหลายหมื่นหยวนฉันถึงจะขาย”
จริงๆแล้วเขาอยากเพิ่มราคาขึ้นอีก อย่างไรนี่ก็เป็แก้วกุหลาบหินก้านยาวของแท้ที่ไม่รู้มาจากไหนของชิ้นนี้เขารับมาจากคนบ้านเดียวกันในราคาแค่เจ็ดถึงแปดหยวนเพียงเพราะตัวอักษรหกตัว ‘ผลิตในราชวงศ์ชิงรัชสมัยคังซี’ ที่ก้นแก้วก็เท่านั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950
[1] ลักษณะคล้ายยำ ประกอบด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวและเครื่องปรุงรสและแตงกวาหั่นฝอย
[2] ลูกพลัมชนิดแห้ง ในภาษาอังกฤษเรียกว่าLi hing mui ส่วนในจีนแผ่นดินใหญ่เรียกว่าhuamei