หวางเฟิงรับเคราะห์
“ถ้าไม่อยากเป็นเหมือนพวกนั้น อย่าคิดหนี” เย่กู่เฉินโยนหงเกิ้นลงตรงหน้าของสวีหยุนหนิง พร้อมกับพูดเตือนไว้
หงเกิ้นที่ในตอนนี้มีแต่ความรู้สึกหวาดกลัว เขาจะกล้าหนีได้ยังไง เพราะเขารู้ดีว่าถึงหนีก็คงจะหนีไม่พ้น เย่กู่เฉินในสายตาของเขา ไม่ใช่คน แต่เป็นผีอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะสามารถหลบกระสุนปืนได้ยังไง
เย่กู่เฉินพลันไปแก้มัดให้กับสวีหยุนหนิง เธอพุ่งเข้ากอดเย่กู่เฉินพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ไม่แปลกที่เธอจะเป็นแบบนี้ เธอคงจะกลัวมาก ด้วยความที่เป็นลูกคุณหนู ย่อมไม่เคยพบเจอกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
เย่กู่เฉินทำอะไรไม่ถูกกับการพุ่งเข้ามากอดของสวีหยุนหนิง อย่างไรก็ตาม มันแค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาถอนหายใจออกมา ก่อนปลอบเธอ ถ้าหากว่าหวางเฟิงไม่จัดฉากวีรบุรุษ กอบกู้ความงาม เธอก็คงไม่ต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว มาถามหมอนี้ดูกันเถอะว่าใครใช้ให้พวกมันมาลักพาตัวเธอมา” เย่กู่เฉินพูด พลางชี้นิ้วไปที่หงเกิ้น
สวีหยุนหนิงพยักหน้าทั้งน้ำตา แต่ใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงขึ้นมา เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้กอดกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อของเธอ เธอพลันมองไปที่หงเกิ้น ภายในดวงตาคู่สวยมีความโกรธ “ใครใช้ให้พวกนายมาลักพาตัวฉัน?”
เธอได้ยินมันอย่างชัดเจนถึงลูกพี่ใหญ่ที่พวกหงเกิ้นพูดคุยกันถึง ในความคิดของเธอ ต้องเป็นลูกพี่ใหญ่คนนี้แน่ที่อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวเธอมา
หงเกิ้นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก มองไปที่เย่กู่เฉิน เขามองเห็นสายตาพิฆาตของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน หากว่าเขาไม่บอกออกมา เกรงว่าคงจะถูกอีกฝ่ายจัดการจนน่วมแน่ ดังนั้น เขาไม่ลังเลที่จะขายหวางเฟิงออกมา
“ปะ...เป็นหวางเฟิง หวางเฟิงสั่งให้พวกฉันลักพาตัวเธอมา!”
สวีหยุนหนิงตกใจจนใบหน้าเปลี่ยนไป เธอนึกไม่ถึงว่าจะเป็นหวางเฟิง หวางเฟิงที่อยู่ต่อหน้าของเธอให้ความรู้สึกสุขุมและเป็นผู้ใหญ่คนนั้น จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวเธอ
เรื่องนี้แน่นอนว่าเธอไม่อยากจะเชื่อ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมาเสียงเบา “หวางเฟิง...คนไหน?”
“หวางเฟิงคนนี้!” หงเกิ้นในตอนนี้นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น เขาไม่รอช้า รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปของหวางเฟิงให้สวีหยุนหนิงดู รูปของหวางเฟิง เขาได้แอบถ่ายเก็บเอาไว้
โดยตั้งใจว่าจะเอาไปค้นหาว่าหวางเฟิงเป็นใครมาจากไหนกันแน่ เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งนัก แต่เขาก็คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้เอามันมาใช้เวลานี้
ทันทีที่ได้เห็นรูปของหวางเฟิง ใบหน้าของสวีหยุนหนิงก็ซีดขาวลง ในตอนนี้ ถึงเธอจะไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะหลักฐานมันอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว เธอจะไม่เชื่อได้ยังไง
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นหวางเฟิง” เย่กู่เฉินแกล้งพูดออกมาอย่างคิดไม่ถึง ทั้งๆ ที่เขารู้ความจริงอยู่แล้วว่าเป็นหวางเฟิง
สวีหยุนหนิงไม่แปลกใจที่เย่กู่เฉินจะรู้จักหวางเฟิง เพราะเขาเองก็อยู่โรงเรียนเดียวกัน
เย่กู่เฉินพลันเดินไปทำให้หงเกิ้นสลบ โดยการสับฝ่ามือไปที่ท้ายทอยของหงเกิ้น
หลังจากที่อีกฝ่ายสลบแล้ว เขาก็พูดกับสวีหยุนหนิง “ฉันว่าเธอโทรแจ้งตำรวจก่อนดีกว่านะ”
สวีหยุนหนิงรีบพยักหน้า เรื่องนี้เธอต้องโทรแจ้งตำรวจ เพื่อให้ตำรวจมาจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเรื่องการลักพาตัวสำหรับเธอแล้วเป็นเรื่องใหญ่มาก
“โทรศัพท์ของฉันถูกพวกมันเอาไป” สวีหยุนหนิงพูด เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่ถูกจับตัวมา ก็ถูกพวกหงเกิ้นยึดโทรศัพท์ไป
เย่กู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ลองไปค้นตัวของหงเกิ้นดู เขาพลันพบโทรศัพท์สีดำกับสีชมพูอยู่กับตัวหงเกิ้น แม้ไม่ให้ใครต้องมาบอก เขาก็รู้อย่างแน่นอนว่าโทรศัพท์สีชมพูก็คือโทรศัพท์ของสวีหยุนหนิง เขารีบส่งมันให้เธอในทันที
สวีหยุนหนิงรับมา ก่อนที่จะโทรไปหาตำรวจ พูดคุยกับตำรวจอยู่สักพัก เธอก็วางสายและโทรไปหาพ่อของเธอ เรื่องใหญ่แบบนี้ เธอจะไม่บอกกับครอบครัวของเธอได้ยังไง
หลังจากวางสาย เธอก็มองเย่กู่เฉิน “เย่กู่เฉิน ขอบคุณนายมากนะ หากว่าไม่ได้นาย ฉันคง...”
เธอไม่อยากที่จะนึกถึงเลยว่า ถ้าหากไม่ได้เย่กู่เฉินช่วย อะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” เย่กู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
สวีหยุนหนิงไม่รู้ว่าทำไมเวลาได้พบเห็นเขายิ้มตอนนี้ หัวใจของเธอถึงได้เต้นแรงขึ้นมา พร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย
“เธอจัดการที่เหลือต่อเองนะ ฉันยังมีธุระที่จะต้องไปทำ” เย่กู่เฉินพูด เขาแน่นอนว่าไม่อยากที่จะอยู่รอจนถึงเวลาที่พวกตำรวจมา เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ หากว่าถูกสอบถาม
“ตกลง ไว้ฉันจะเลี้ยงข้าวขอบคุณนายนะ” สวีหยุนหนิงคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า พ่อของเธอบอกว่าจะมาถึงในสิบนาที เธอเชื่อว่าภายในสิบนาทีนี้ พวกหงเกิ้นจะไม่ตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน
เพราะเธอได้เห็นเย่กู่เฉินลงมือกับพวกนี้หนักมาก อย่างน้อยๆ คงต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าที่จะตื่นขึ้นมา
เย่กู่เฉินจากไปอย่างมีความสุขเล็กน้อย เนื่องจากเขาได้ทำตามความตั้งใจของตัวเองแล้ว ซึ่งก็คือการช่วยสวีหยุนหนิง เพื่อสร้างความประทับใจที่ดีต่อตัวเขาให้กับเธอ
หลังจากที่เขาจากไป ไม่ถึงสิบนาที สวีกั้วปัง ผู้ซึ่งเป็นพ่อของสวีหยุนหนิงก็มาถึงพร้อมกับบอดี้การ์ดหลายคน ภายในใจของเขาคุกรุ่นด้วยความโกรธ
ทันทีที่มาถึง เขาสั่งให้บอดี้การ์ด จับตัวพวกหงเกิ้นไปฆ่าทิ้งและโยนให้เป็นอาหารปลาในทะเลอย่างเด็ดขาด
ส่วนพวกตำรวจที่กำลังจะมาถึง เขาไม่ได้สนใจ เขาที่เป็นผู้นำตระกูลสวี ซึ่งเป็นตระกูลที่อยู่ห่างจากตระกูลใหญ่ไม่ไกล ย่อมมีเส้นสายอยู่ในรัฐบาล การที่จะทำให้พวกตำรวจไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ ล้วนเป็นเรื่องง่าย
สวีหยุนหนิงไม่ได้พูดอะไรกับการจัดการของพ่อของเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าเขาโกรธมาก
สวีกั้วปังพาสวีหยุนหนิงกลับบ้าน ทิ้งที่เหลือไว้ให้พวกบอดี้การ์ดจัดการ พวกบอดี้การ์ดได้ออกค้นหารอบๆ โรงงานร้าง เพื่อดูว่ามีคนอื่นซึ่งเป็นพวกของคนที่ลักพาตัวสวีหยุนหนิง คุณหนูของพวกเขามารึเปล่า
ไม่นานหลังการค้นหา พวกเขาก็ได้พบกับหวางเฟิงที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เป็นเวลาเดียวกันกับที่ตำรวจหลายคนมาถึง
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที หวางเฟิงพลันตื่นขึ้นมา เขาแสดงความสับสนงุนงงออกมา เมื่อเขาในตอนนี้ถูกใส่กุญแจมือและนั่งอยู่ภายในรถกับตำรวจหลายคน
“นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” หวางเฟิงพูดออกมา บอกตามตรงว่าเขาไม่เข้าใจว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เท่าที่เขาจำได้ เขารู้สึกง่วงเลยหลับสักงีบ ก่อนที่จะไปแสดงตัวเป็นวีรบุรุษกอบกู้ความงามอย่างการช่วยสวีหยุนหนิง จากการถูกลักพาตัวจากพวกหงเกิ้นที่เขาได้สั่งให้ไปลักพาตัวเธอมาเอง
“อย่ามาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง คุณหนูสวีได้บอกกับพวกเราแล้วว่าแกเป็นคนอยู่เบื้องหลังการลักพาตัวเธอ พวกของแกเองก็สารภาพหมดแล้ว” ตำรวจคนหนึ่งพูด แม้ว่าเขาจะรู้ว่าพวกของหวางเฟิงถูกจับไปฆ่า เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะมันเป็นคำสั่งจากเบื้องบน
ส่วนหวางเฟิง สวีหยุนหนิงบอกให้ดำเนินการตามกฎหมาย เขาก็ได้แต่ทำตาม
จบบทที่ 29