13
เสวี่ยหงยืนหอบอยู่หน้าบ้านไม่นาน ก็เห็นหยวนิเดินตรงมาหา
สีหน้าของเขาดูถมึงทึงน่ากลัวจนเธออดไม่ได้ที่จะหดตัวลงให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘อึ๋ย ทำไมต้องทำหน้าน่ากลัวขนาดนั้นด้วยล่ะ พ่อกวางน้อยของฉันหายไปไหนแล้ว’
เสวี่ยหงนึกถึงดวงตาคมที่มักจะเปล่งประกายล้อแสงไฟของเขาดั่งตากวาง เพราะยามนี้เมื่อสบตากัน เธอกลับเห็นเพียงแววตาว่างเปล่าดูลึกล้ำยากจะคาดเดา
หยวนิเห็นสีหน้าที่เหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มทีของเสวี่ยหงก็ใจอ่อนยวบ ยิ่งเห็นว่าร่างเล็กบอบบางพยายามทำตัวหดตัวลีบ ทั้งยังหอบหายใจหนักหน่วง ความคิดที่จะแสดงท่าทีเ็าใส่ ‘เด็กดื้อ’ ก็พลันปลิดปลิวไปตามสายลม
“คุณเป็อะไรไหมครับ” เขาถามไถ่เสียงนุ่ม สีหน้าดูอ่อนโยนขึ้น
เสวี่ยหงเห็นเช่นนั้นก็โล่งใจ “เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบพร้อมกับชี้ไปทางกองข้าวของ
หยวนิมองตามก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ของที่วางกองอยู่นั้นดูใหญ่โตกว่าร่างกายเธอเสียอีก นี่เธอแบกมันเดินกลับมาได้อย่างไร?
ขณะที่ในหัวของหยวนิเกิดคำถามขึ้นมากมาย เสวี่ยหงก็รีบบอกเขาว่า “คุณช่วยเปิดประตูแล้วยกมันเข้าไปในบ้านก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า”
ชายหนุ่มพยักหน้า ตัดสินใจโยนความคิดทั้งหลายทิ้งไปก่อน รีบไขกุญแจเปิดประตูแล้วยกของเข้าบ้าน
เสวี่ยหงตามเข้าไปแล้วรีบปิดประตู เธอถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะเดินไปตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ที่ใช้แทนแก้ว 2 กระบอก สำหรับเขาและเธอ
“ดื่มน้ำก่อนค่ะ คุณเพิ่งกลับจากนามาเหนื่อยๆ”
“แต่ผมว่าคุณน่าจะเหนื่อยกว่าผมนะ” หยวนิรับกระบอกใส่น้ำมาพร้อมกับเอ่ยหยั่งเชิง
เสวี่ยหงจ้องสบตากับเขาอยู่ชั่วอึดใจจึงก้มลงไปนำข้าวของออกมาจัดวาง เพียงหยวนิเห็นกระทะก้นลึก เขาก็ตาโตเท่าไข่ห่านแล้ว ยิ่งเห็นหม้อเอนกประสงค์หน้าตาประหลาดที่ดูเหมือนจะใช้ได้ทั้งต้ม นึ่ง ทอด เขาก็ยิ่งเบิกตาโพลง
เสวี่ยหงไปเอากระทะที่ทำจากเหล็กมาจากไหนกัน? เธอไม่น่าจะมีคูปองอุตสาหกรรมนี่
เสวี่ยหงเหลือบมองท่าทีของเขาแล้วต้องกลั้นยิ้ม ‘ท่าทางใแบบนี้น่ารักชะมัด!’
หลังจากหยิบของทั้งหมดที่เธอ ‘ซื้อ’ มาจากในเมืองไปจัดเรียงเสร็จ เธอก็กลับมานั่งบนแคร่ไม้ พลางกวักมือเรียกหยวนิที่มานั่งด้วยกัน
หยวนิมีท่าทางเหม่อลอย เดินโซเซมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็ก แล้วจดจ้องเธออย่างค้นหาคำตอบ
ขณะเร่งปั่นจักรยานกลับมา เสวี่ยหงได้คิดหาข้ออ้างเอาไว้แล้ว เธอก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเชื่อ
“คืออย่างงี้ค่ะ คุณตาของฉันเคยเป็หมอเท้าเปล่ามาก่อน ท่านเป็ศิษย์ของแพทย์แผนจีนชื่อดังในสมัยนั้น แต่เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้น คุณตาจึงไม่ได้ศึกษาต่อให้แตกฉาน มีเพียงตำราที่ได้รับสืบทอดมา ทำให้ได้เรียนรู้เื่สมุนไพรจนพอจะรักษาโรคที่ไม่ร้ายแรงได้
ก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านได้ฝากฝังตำราเล่มนั้นไว้ที่แม่แท้ๆ ของฉันค่ะ และฉันก็ได้เรียนอ่านเขียนมาจากแม่ เลยอ่านตำราเล่มนั้นได้ มันเป็ตำราที่รวบรวมชื่อ สรรพคุณ และวิธีการใช้สมุนไพรหลายร้อยชนิด ฉันพยายามศึกษาด้วยตัวเองมานานมาก เมื่อไหร่ที่มีเวลาก็จะเข้าป่าไปหาสมุนไพร จนได้ไปเจอสมุนไพรหายากหลายชนิด” เสวี่ยหงอธิบายยาวเหยียดจนรู้สึกคอแห้ง เธอจึงหยุดเพื่อจิบน้ำแก้กระหาย
“ฉันเอาสมุนไพรหายากพวกนั้นไปแลกเป็อย่างอื่นมาค่ะ” เธอเหลือบมองสีหน้าของหยวนิ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายนะคะ ฉันมีคนรู้จักที่ไว้ใจได้ และเขาก็รับซื้อสมุนไพรของฉันไปในราคาหลายสิบหยวนต่อชั่งหรือชนิดเลยเชียวค่ะ หรือฉันจะขอแลกเป็ผ้า ฝ้าย คูปอง หรืออาหารก็ได้ทั้งนั้น”
ในแววตาของหยวนิยังคงฉายแววเคลือบแคลงใจ เสวี่ยหงจึงต้องรีบเค้นหาคำมาอธิบายเพิ่มเติม
“คุณก็เห็นแล้วว่าแม่เลี้ยงปฏิบัติตัวกับฉันยังไงบ้าง ความเป็อยู่ในบ้านหลังนี้ของฉันถือว่าเลวร้ายมาก เพื่อความอยู่รอด ฉันก็ต้องทำทุกอย่างเท่าที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้นั่นแหละค่ะ ร่างกายฉันอ่อนแอมาก เข้าเมืองได้ไม่บ่อย แต่แต่ละครั้งก็ได้ผลตอบแทนเยอะมากเลยล่ะค่ะ”
หยวนิยังคงนั่งจ้องมองเธอนิ่ง
“คุณไม่เชื่อฉันเหรอคะ?” เสวี่ยหงอดถามออกไปไม่ได้
ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ใช่ไม่อยากเชื่อนะครับ แต่มันเหลือเชื่อเกินไป”
เสวี่ยหงถอนหายใจพรืด ก่อนจะลุกเข้าไปในห้อง ทำทีเป็ค้นหาของ จากนั้นจึงกลับมาพร้อมตำราเล่มหนา และถุงผ้าใบเล็ก
“นี่คือตำรารวมสมุนไพรของคุณตาค่ะ ส่วนนี่เป็เงินกับคูปองที่ฉันเก็บสะสมเอาไว้” เธอยื่นทั้งสองอย่างให้เขาดู
หยวนิลังเลเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าจะเป็การละลาบละล้วงเื่ส่วนตัวของอีกฝ่ายจนเกินไป แต่ท่าทีแน่วแน่ของเธอก็ทำให้ใจของเขาสงบลงและยอมรับของทั้งสองอย่างมาเปิดดู
เขาพลิกเปิดดูตำราก่อน เนื้อหาที่อัดแน่นอยู่ในนั้นทำให้เขาแทบจะตาลาย จากนั้นเขาก็เปิดถุงผ้าใบเล็กดู และนั่นก็ทำให้ความเคลือบแคลงใดๆ ก็ตามในใจเขามลายหายไป
ในถุงนั้นคือเงินหยวนปึกใหญ่ และคูปองหลากชนิด
เขาเงยหน้าขึ้นมองเสวี่ยหงที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ก็พบกับรอยยิ้มหวานของเธอ
“คุณเชื่อหรือยังคะ”
“...ครับ” เขาอ้อมแอ้มรับคำ
“ตอนนี้ฉันมีเงินเก็บอยู่ร้อยกว่าหยวน อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้ ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีทางมั่นใจกับเื่แยกบ้านหรอกค่ะ แน่นอนว่าฉันไปแลกข้าวของมาจากตลาดมืดค่ะ เพราะสะสมคูปองให้ครบได้ช้าเกินไป ยอมเสียเงินเพิ่มแต่ได้ของทันทีนับเป็เื่ที่ดีกว่า” เธอกระซิบบอก
หยวนิพยักหน้ารับ ความกังวลบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปแล้ว แต่เพียงอึดใจเดียว เขาก็กลับมาทำหน้าเศร้า
“คุณเก่งกาจเสียจนผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากเลยครับ”
วันนี้เขาเพิ่งจะตระหนักถึงภาระที่คนเป็หัวหน้าครอบครัวต้องแบกรับ แต่ปัญหาทั้งหลายกลับคลี่คลายลงง่ายๆ เพียงแค่หญิงสาวเข้าเมือง
แล้วจะไม่ให้เขารู้สึกแย่ได้อย่างไรที่ปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ หาเลี้ยงเขาแบบนี้
“คุณอย่าคิดแบบนั้นสิคะ” เสวี่ยหงนั่งลงข้างๆ เขา เธอพยายามสบตากับอีกฝ่าย แต่เขากลับหันหน้าหนี
“หยวนิคะ…” เธอเรียกเขาอีกครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ยอมหันกลับมาสบตากับเธอ
“อาิ” คราวนี้ไม่เรียกเปล่าๆ เธอกลับยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับแก้มเขา บังคับให้หันกลับมา
ในที่สุดทั้งสองก็ได้สบตากัน
เสวี่ยหงมองเห็นแววตาทดท้อ โมโห และเสียใจอยู่ในดวงตาที่เป็ประกายดุจตากวางของเขา เธอจึงส่งยิ้มหวานปลอบใจ
“คุณไม่ใช่คนไร้ประโยชน์เลยสักนิด คุณคือแรงงานที่ต้องทำงานแลกแต้มค่าแรงทุกวันเพื่อให้มีกินตลอดปีนะคะ คนที่ทำงานหนักขนาดนี้จะเรียกว่าคนไร้ประโยชน์ได้ยังไงกัน แล้วคุณก็ยังเป็คนขยันและมีทักษะมากมาย คุณล่าสัตว์เป็ ทำบัญชีก็เป็ เื่พวกนี้ฉันทำไม่เป็เลยสักอย่าง คนเรามีสิ่งที่ทำได้แตกต่างกันนะคะ สำหรับฉันแล้ว คุณเป็คนที่เก่งกาจหาตัวจับได้ยาก เป็คนหนุ่มหน้าตาดีที่สาวๆ หลายคนหมายปอง ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านมีแต่คนคิดว่าฉันทำให้ชีวิตคุณพังเพราะอยากแต่งงานกับคุณด้วยล่ะ”
ทั้งหมดที่เธอพูดมาเป็ความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเื่สุดท้าย เธอเพิ่งได้ยินเื่นี้เมื่อไม่กี่วันก่อน
ในตอนแรกหยวนิยังคงพยายามหลบสายตา แต่เมื่อเขาได้ฟังคำพูดจากน้ำเสียงอ่อนหวานของเสวี่ยหง หัวใจเขาก็เริ่มสั่นไหว
ทว่าประโยคสุดท้ายกลับทำให้เขาขมวดคิ้วฉับ
“ใครเป็คนพูดเหรอครับ”
“ก็สาวๆ ในหมู่บ้านน่ะค่ะ แต่ฉันไม่คิดมากหรอก เราเป็ยังไง เรารู้ตัวเองดี คนพวกนั้นก็ทำได้แค่นินทาเท่านั้น” เธอตอบด้วยท่าทางสบายๆ และผละมือออกจากสองข้างแก้มสากของชายหนุ่ม
แต่จู่ๆ เขาก็กุมมือเธอไว้ ไอร้อนจากฝ่ามือทั้งสองของเขาทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ คล้ายมีกระแสไฟฟ้าแล่นปลาบจากจุดที่ถูกััไปทั่วร่าง
“ชีวิตผมมีแต่จะดีขึ้นหลังจากได้เจอคุณ” เสียงทุ้มนุ่มลึกของเขาเอ่ยขึ้นอย่างแน่วแน่มั่นคง รับกับแววตามุ่งมั่นอ่อนโยนของเขา
เสวี่ยหงจ้องมองเขาด้วยอาการเหม่อลอย ใบหน้าของเธอแดงก่ำ หัวใจก็เต้นรัวแรงเสียจนเธอกลัวว่าเขาจะได้ยิน
‘พ่อกวางน้อยของฉัน จะหล่อกระชากใจเกินไปแล้ว!’
กว่าเสวี่ยหงจะได้สติ เธอก็พบว่าใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ และเขายังคงขยับเข้ามาเรื่อยๆ
‘แสงสลัว รอบข้างเงียบ แถมอยู่กันแค่สองคน…นี่มันบรรยากาศสำหรับฉากจูบชัดๆ!’
ขณะที่สมองของเธอทำงานเร็วรี่ แต่ร่างกายเธอกลับแข็งทื่อ จนกระทั่งเขาประทับริมฝีปากลงมา
เสวี่ยหงเบิกตาโต มือน้อยๆ กำแน่น
หยวนิััได้ถึงอาการเกร็งร่างของหญิงสาว แต่เธอก็ไม่ได้ผลักไส เขาจึงผละมือทั้งสองจากข้อมือเล็ก ข้างหนึ่งทาบบนแก้มเนียนขาว อีกข้างโอบประคองแผ่นหลังบอบบางเอาไว้
เขาไม่รู้หรอกว่าจูบต้องทำอย่างไร ทั้งหมดเป็ไปตามสัญชาตญาณล้วนๆ ตอนนี้หัวใจเขาเต้นกระหน่ำ สมองคิดแต่เพียงว่า ‘อยากได้มากกว่านี้ อยากััเธอมากกว่านี้’
เสียงร่ำร้องในใจชักนำให้เขาค่อยๆ ขบเม้มริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อของหญิงสาว ก่อนจะแลบลิ้นไล้เลีย คล้ายกับอยากจะลองลิ้มรสชาติริมฝีปากของเธอว่าหวานหรือไม่
เสวี่ยหงหลับตาอย่างเคลิบเคลิ้ม เธอเริ่มตอบรับเขา และเปิดทางให้เขาเข้ามาสำรวจภายในโพรงน้ำผึ้ง
‘หวานเหลือเกิน’ หยวนิส่งเสียงฮึมฮัมอย่างพึงพอใจ ยิ่งเขากวาดไล้ไปทั่ว เขาก็ยิ่งรู้สึกร้อนรุ่ม
เขารู้ว่าต้องหยุด แต่หัวใจกลับร่ำร้องให้ััเธอมากกว่านี้
แต่เมื่อเสวี่ยหงเริ่มหายใจไม่ทัน เขาจึงจำใจถอนริมฝีปาก
เขาแนบหน้าผากตัวเองกับหน้าผากของเธอ ทั้งสองต่างหายใจหอบหนัก
เสวี่ยหงรู้สึกอ่อนระทวยไปทั้งร่าง ดีที่เธอนั่งอยู่ ไม่งั้นเธอคงทำตัวเองขายหน้าแล้ว
‘จูบแรกของฉัน! ฮือ โรแมนติกสุดๆ พ่อกวางน้อยของฉันจูบเก่งเหลือเกิน’ เธอได้แต่คร่ำครวญในใจ
หยวนิผละตัวออกเล็กน้อย แต่มือยังคงตะกรองกอดคนตัวเล็กเอาไว้
เขาจ้องสบตากับเธออีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ผมชอบคุณนะ”
บึ้ม!!!
เสวี่ยหงเหมือนได้ยินเสียงะเิดังอื้ออึงในหัว สติที่เพิ่งรวบรวมกลับมาได้พลันแตกกระเจิงอีกครั้ง
หยวนิยิ้มขันกับท่าทางอ้าปากค้างของหญิงสาว ‘จะน่ารักเกินไปแล้ว จูบเธออีกสักทีดีไหมนะ’ เขามองริมฝีปากอิ่มที่บวมแดงจากฝีมือเขาแล้วให้กระหยิ่มยิ้มย่อง
“คะ…คุณพูดว่า…อะ…อะไรนะ” เธอถามเพื่อความมั่นใจ
“ผมชอบคุณครับ” เขาตอบอย่างรวดเร็วและหนักแน่น
‘กรี๊ดดดดดดดดดดดด อ้ายยยยยยยยยยยย ทำยังไงดีๆ ฉันต้องตอบว่าอะไรดี กรี๊ดๆๆๆ สติ มีสติหน่อยสิเสวี่ยหง!’ หากเธออยู่คนเดียว เธออาจจะยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติแล้วเป็แน่
“ฉะ…ฉัน…คือฉัน…”
“คุณไม่ต้องรีบตอบผมหรอก ผมแค่อยากบอกว่าผมชอบคุณ ถึงเราจะเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่นาน แต่คุณทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้พบหน้าเลยล่ะครับ”
‘อั๊ก! คริติคอลดาเมจ! โอ้ย พ่อคนซื่อ พ่อคนเถรตรง หยุดก่อนเถอะ ฉันจะหัวใจวายตายก่อน’
เมื่อเสวี่ยหงเห็นว่าเขากำลังอ้าปากจะพูดอะไรต่อ เธอก็รีบปิดปากเขาไว้ “หยุดก่อน! ยะ…อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะ คะ…คุณทำฉันเขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำจนเห็นชัดเจนท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสลัว หยวนิเห็นเช่นนั้นก็ทั้งขบขันทั้งชอบใจ แต่เขาก็ยอมหยุดพูด
เสวี่ยหงสูดหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่หลายครั้งจนสติฟื้นคืนกลับมาเต็มร้อย จึงเอ่ยปากไล่ “คุณไปตักน้ำมาหน่อยนะคะ ฉันจะได้เริ่มทำอาหารเย็นเสียที เดี๋ยวจะดึกไปกว่านี้”
หยวนิมองเธออย่างหยอกเย้า แต่ก็รับคำ “ได้ครับ”
หลังจากที่หยวนิกลับไป เสวี่ยหงก็จัดการตัวเองเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
ในตอนนี้เองที่เสียงระบบดังขึ้น
ยินดีด้วยค่ะ ทักษะปิดบังสะสมคะแนนครบ 10 คะแนนแล้ว โฮสต์สามารถกดสุ่มรับรางวัลพิเศษได้ทุกเมื่อ
ปลดล็อกทักษะสำรวจ
ปลดล็อกทักษะสัญจร
ปลดล็อกทักษะเจรจา
ปลดล็อกทักษะค้าขาย
ทักษะค้าขายสะสมคะแนนครบ 15 คะแนนแล้ว โฮสต์สามารถกดสุ่มรับรางวัลพิเศษได้ 2 ครั้ง
และยินดีด้วยค่ะ โฮสต์ผ่านเงื่อนไขคู่รัก ปลดล็อกหน้าต่างสถานะของคู่รัก โฮสต์สามารถเรียกดูได้โดยเรียก ‘หน้าต่างคู่รัก’
เสวี่ยหงนอนนิ่งเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง นี่แค่วันเดียว เธอปลดล็อกทักษะใหม่รัวๆ เลยอย่างนั้นหรือ?!?
ไม่รู้ว่าเป็เพราะหลิงปาฉลาดเฉลียวเกินไป หรือระบบถูกตั้งค่ามาแบบนี้ เวลาที่เธออยู่กับคนอื่น หรือกำลังยุ่งอยู่ ระบบจะไม่ส่งเสียงเตือนให้เป็การรบกวนเลย มันจะเด้งเตือนทีเดียวตอนเธออยู่คนเดียว เหมือนอย่างตอนนี้นั่นเอง
“ขอดูหน้าทักษะก่อนแล้วกัน”
หน้าจอโฮโลแกรมพลันเด้งขึ้นมา
ทักษะปลดล็อก:
ทั่วไป
สมุนไพร (วิชาชีพ)
แต้มสะสม: 750 แต้ม
จำนวนการสุ่มที่เหลืออยู่: 3 ครั้ง
“อืม…สุ่มรางวัลทั้ง 3 ครั้งเลย” เสวี่ยหงบอก ตอนนี้เธอเริ่มง่วงแล้ว วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ทั้งยังต้องเค้นสมองหาข้ออ้างอีกสารพัด
ขณะรอระบบทำการสุ่มรางวัล เสวี่ยหงกลับผล็อยหลับไป จึงไม่ทันได้ยินเสียงระบบที่ประกาศว่า…
ยินดีด้วยค่ะ โฮสต์ได้รับหน้ากากอำพราง 1 ชิ้น ม้วนทักษะก็อปปี้แคท 1 ม้วน และเงินจำนวน 500 หยวน