บทที่ 91 ไม่เป็นไร
เล่อเวยรู้สึกทึ่งมาก!
เธอต้องการเรียนรู้ให้ได้สักครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน เรื่องแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์เท่านั้น!
เธอยังเห็นด้วยว่าตำรวจหญิงคนหนึ่งตาแดงๆ เพราะรู้สึกเห็นใจอวี๋ซู่หลัน
ตำรวจคนที่สอบสวนอวี๋ซู่หลันรู้สึกถอนใจ “คุณคงลำบากมามาก เราตรวจสอบความเคลื่อนไหวของคุณแล้ว พบว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยเช่นกัน”
“ฉันจะไม่ถามว่าเขาก่ออาชญากรรมอะไร แต่คุณตำรวจ อะไรที่เขาทำถือเป็นความผิดของเขา คุณดำเนินการทางกฎหมายได้เลย ตามที่เห็นสมควร! ฉันยินดีให้ความร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่!”
“แน่นอน ในช่วงสองสามวันนี้ ถ้ามีคนมาหาหลินจ้วง ให้จดรายละเอียดของอีกฝ่ายไว้ แต่อย่าเพิ่งรีบแจ้งตำรวจ แค่จดไว้ก็พอ แล้วเราจะส่งคนเข้ามาคอยดูคุณเป็นระยะๆ จำเอาไว้ อย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายอย่างเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง ฉันห่วงชีวิตตัวเองมากที่สุดอยู่แล้ว!”
ตำรวจอธิบายให้เล่อเวยกับคนอื่นๆ ฟังอีกสองสามคำ ก่อนจะออกจากลานบ้านไป
เมื่อเห็นพวกเขาเดินออกไปแล้ว อวี๋ซู่หลันก็ถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเห็นว่าเล่อเวยมองเธอด้วยความเป็นห่วง เธอเม้มปากแล้วพูดว่า “คนเฮงซวยแบบนั้น สร้างปัญหาเยอะแยะได้ตลอดทั้งวัน! ทำให้พวกเธอต้องหัวเราะแล้ว!”
“ไม่หรอกค่ะ” เล่อเวยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่อวี๋คะ เข้ามาในห้องหน่อยได้ไหมคะ พอดีพวกเรามีเรื่องอยากให้พี่ช่วยแนะนำ”
ทันทีที่อวี๋ซู่หลันได้ยิน เธอก็ทิ้งเรื่องของชายขี้เมาไว้เบื้องหลัง เธอไม่รับรู้ว่าเขาทำอะไรเอาไว้บ้าง ตราบใดที่ตำรวจบอกว่าไม่เกี่ยวกับเธอ ก็คือไม่เกี่ยวกับเธอ!
ถึงแม้ครอบครัวของเล่อเวยจะเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วัน แต่หลังจากที่ได้รู้จักพวกเขา อวี๋ซู่หลันก็เกิดความรู้สึกสนิทสนมกับพวกเขาขึ้นมา แต่เดิม เธอเคยต้องอยู่เพียงลำพังในบ้านเช่าหลังนี้ และได้แต่โกรธผู้ชายตัวเหม็นในบ้านไปวันๆ แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีคนเพศเดียวกันเข้ามาอยู่ด้วยหลายคน โดยเฉพาะจี่เฟิ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และมักจะพูดคุยกันบ่อยๆ ตอนที่ทำงานเย็บผ้า
จี่เฟิ่งเป็นคนที่มีจิตใจอบอุ่น เมื่อเวลาผ่านไป เธอจึงรู้สึกเหมือนมีพี่น้องเพิ่มขึ้นมา
อวี๋ซู่หลันรู้เรื่องของต่งเซียงแล้ว เธอยังเคยด่าเติ้งซานเป่าให้ต่งเซียงฟังอยู่นาน ตอนที่เล่อเวยบอกเธอ อวี๋ซู่หลันก็เลยเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาได้ในทันที “เสี่ยวต่ง ทางบ้านฝั่งพ่อแม่เธอล่ะเป็นยังไง”
“พ่อแม่ของฉันเหรอ”
“ฉันยังไม่เคยถามว่าครอบครัวฝั่งพ่อแม่เธอดีกับเธอแค่ไหน เพราะสิ่งที่ฉันคิดไว้ จะทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ของเธอเต็มใจช่วยด้วยหรือเปล่า”
“ช่วยได้แน่นอน ครอบครัวฉันมีพี่ชายกับน้องสาวและทุกคนก็รักกันดีมาก!”
เล่อเวยจำได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง ตอนเธอทำงานให้กับต่งเซียงเมื่อชาติที่แล้ว เธอมักจะเห็นต่งเซียงได้รับผักผลไม้จากทางบ้านอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เล่อเวยค่อนข้างจะรู้สึกอิจฉา เธอพลาดความอบอุ่นในครอบครัวเช่นนี้ไปในชาติที่แล้ว แต่โชคดีที่เธอไม่พลาดมันอีกในชาตินี้!
“ถ้าอย่างนั้น เล่าสถานการณ์ในบ้านเติ้งให้ฉันฟังหน่อย”
ต่งเซียงมองเล่อเวย เล่อเวยยิ้มและบอกว่า “ทำไมเราไม่ออกไปคุยกันที่ลานบ้านล่ะคะ หยางหยางกำลังหลับอยู่ บังเอิญตอนนี้อากาศดีเสียด้วย เดี๋ยวฉันจะไปต้มน้ำร้อนชงชาเอาไว้ให้”
แน่นอนว่าไม่ใช่ชาที่พวกเขาซื้อเอาไว้ สิ่งที่เรียกว่าชานั้น คือสิ่งที่เก็บมาได้ตอนเล่อตงขึ้นเขาไปออกกำลังกายในตอนเช้า เขาเก็บผลเบอร์รีป่ามาหั่นเป็นชิ้น ตากแดดให้แห้งและแช่น้ำเอาไว้ดื่ม
นิสัยของเล่อตงที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่านั้นเหมือนกับเฉินหย่งหมิงทุกประการ
พวกเขาย้ายออกมานั่งหน้าห้องที่หันออกไปทางลานบ้าน เล่อตงเริ่มจัดโต๊ะ อวี๋ซู่หลันหยิบเมล็ดแตงโมออกมาจากห้องเช่า เล่อเวยล็อกประตูลานบ้าน ทุกคนนั่งรวมตัวกันรอบๆ โต๊ะ
ต่งเซียงจิบน้ำแล้วเริ่มเล่า “สกุลเติ้งมีลูกหกคน ชายสี่ หญิงสอง ลูกสาวสองคนเป็นพี่คนโตและน้องคนเล็ก ก่อนฉันออกจากหมู่บ้านเติ้งเจีย นางเติ้งอาศัยอยู่กับฉัน ส่วนเติ้งซานเป่าออกไปทำงานในเมือง ฉันเป็นเพียงคนเดียวที่ดูแลยายเฒ่ากับลูก ไม่มีพี่น้องคนไหนอาสาช่วยดูแลเลยสักคน”
อวี๋ซู่หลันบอกว่า “เป็นพี่น้องที่ดีจริงๆ”
บทที่ 92 แค่ทำมัน
นี่เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ สำหรับเล่อเวยและคนอื่นๆ ยิ่งคนในสกุลเติ้งที่เหลือไม่ต้องการดูแลหญิงชรามากเท่าไร ก็ยิ่งดำเนินการได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“ก่อนที่ฉันจะออกมา ตอนนั้นมีการคุยกันในครอบครัวบอกว่าให้น้องสาวคนเล็กเป็นคนดูแลนางเติ้ง เพราะเธอยังไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกให้ต้องดูแล ฉันคิดว่าน้องสาวของพวกเขาไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่เธอไม่มีงานทำ ยังต้องอาศัยนางเติ้งอีกอยู่ดี” ต่งเซียงบอก “ที่ดินหลายผืนของเติ้งซานเป่าอยู่ในมือยายเฒ่า หลังจ่ายค่าภาษีการเกษตรแล้วยังพอจะมีเงินเหลือ พวกลูกคนอื่นๆ ก็ให้เงินยายเฒ่าทุกปีเหมือนกัน ตอนที่เติ้งซานเป่ายังไม่เข้าไปทำงานในเมือง พวกเราเลยยังพอจะอยู่กันได้”
ไม่มีใครในห้องถามว่าทำไมเติ้งซานเป่าถึงไปทำงานในเมือง
เป็นคำถามที่ไม่จำเป็นจะต้องถาม จี่เฟิ่งเองก็มีลูกชาย เล่อเวยกับเล่อตงตระหนักดีถึงพฤติกรรมของหญิงชราที่รักหลานชายมากกว่าหลานสาว ส่วนอวี๋ซู่หลันเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ในเมื่อตอนนี้นางเติ้งมีหลานชายคนโตแล้ว ทำไมนางเติ้งจะไม่อยากเก็บเงินแต่งภรรยาไว้ให้หลานรัก ถึงแม้ว่าเติ้งหยางจะอายุเพียงแค่สองขวบ แต่สำหรับหญิงชราที่เป็นแบบนั้น เธอเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กครบร้อยวันเลยด้วยซ้ำ
“เติ้งต้าเป่ามีลูกสาวสองคน พี่สะใภ้คนโตกำลังเตรียมตัวมีลูกคนที่สามเพราะอยากได้ลูกชาย เติ้งเอ้อเป่ากับภรรยาย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านหูลู่ จริงๆ แล้วพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเอ้อเป่าอาศัยอยู่บ้านพ่อตา จะให้เขาพาเด็กที่ไม่ใช่ลูกตัวเองไปเลี้ยงได้ยังไง ครั้งนี้นางเติ้งคงไปอยู่ที่นั่นชั่วคราวโดยไม่บอกความจริงกับฝั่งพ่อตาแม่ยาย ส่วนเติ้งเสี่ยวเป่าเพิ่งจะแต่งงานเมื่อปีก่อน ภรรยาเขายังไม่ท้อง”
อวี๋ซู่หลันพูดว่า “แปลว่าฝั่งลูกชายไม่น่าจะมีใครอยากเลี้ยงดูนางเติ้ง แล้วลูกสาวคนโตล่ะ”
“ลูกสาวคนโตไม่ได้ไปไหน เธอแต่งกับคนในหมู่บ้าน ตอนนี้มีลูกชายแต่เป็นของสกุลอื่น นางเติ้งเลยไม่ถือเป็นหลานสายตรง”
หลังจากที่ได้ฟัง เล่อเวยก็คิดว่าสถานการณ์โดยรวมดีกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก ไม่มีครอบครัวไหนเต็มใจเลี้ยงดูเติ้งหยาง ยกเว้นน้องสาวคนเล็กที่ถูกนางเติ้งบังคับเนื่องจากไม่มีเงิน
แต่ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว ไม่ช้าก็เร็วเธอคงอยากจะแต่งงาน หากการดูแลเติ้งหยางทำให้เธอไม่สามารถแต่งงานกับครอบครัวดีๆ ได้ น้องสาวบ้านเติ้งคงไม่เต็มใจอย่างแน่นอน
“จะว่าไป” จู่ๆ เล่อเวยก็นึกขึ้นมาได้ “ตอนที่เราไปบ้านสกุลเติ้งวันนั้น ฉันเห็นมีเด็กอยู่ในบ้าน พวกเขาเป็นลูกใครเหรอคะ”
“ทุกคนเป็นญาติสกุลเติ้ง ยายเฒ่าคนนั้นคงจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ เลยจงใจเรียกเด็กสองสามคนจากบ้านญาติมาอยู่ที่บ้าน หลอกให้ฉันคิดว่าหยางหยางอยู่ในนั้น ฉันเลยต้องคอยดูอยู่ข้างนอก ไม่กล้าไปไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ เกรงว่าฉันจะยังติดอยู่ในลานบ้านกับพวกนั้นและก่อเรื่องจนถึงเช้า มีเวลาให้พวกเขาพาตัวหยางหยางออกไปได้”
เล่อเวยก็กลัวเช่นกัน ต้องขอบคุณการตัดสินใจที่แน่วแน่ของตัวเองในเวลานั้นที่รีบไปกับหลิ่วไถเฉิง ไม่เช่นนั้นวันนี้ต่งเซียงกับเธอคงได้แต่กังวลว่าจะพาเด็กออกมาได้ยังไง
ดูจากบ้านสกุลเติ้งแล้ว เธอไม่เชื่อว่าเติ้งหยางจะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีในบ้านหลังนั้น ถ้าไม่ถูกเลี้ยงอย่างปล่อยปละละเลย ก็คงโตมาเหมือนเล่อตงคนเก่า
ต้องให้ลูกอยู่กับแม่เท่านั้น ถึงจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างแท้จริง
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง” อวี๋ซู่หลันตบอกตัวเอง “ไม่ต้องห่วง แค่บอกฉันว่าหมู่บ้านเติ้งเจียกับบ้านพ่อแม่ของเธออยู่ตรงไหนก็พอ”
เมื่อเห็นท่าทีพร้อยลุยเดี่ยวของเธอ เล่อเวยก็รีบพูดออกมาว่า “ฉันไปด้วย”
“อย่าเลย” อวี๋ซู่หลันบอก “เธอเป็นเด็กสาวแถมยังสวย พาไปด้วยไม่สะดวกหรอก อีกอย่างสกุลเติ้งเคยเห็นเธอแล้ว คงไม่ดีแน่ถ้าพวกเขาเกิดจำได้ขึ้นมา”
“วันนั้นมืดมาก พวกเขาอาจจะเห็นไม่ชัดก็ได้” เล่อเวยกังวลว่าถ้าอวี๋ซู่หลันไปคนเดียว แล้วเกิดอะไรขึ้น เธอที่อยู่ฉางผิงจะช่วยอะไรไม่ทัน
“หน้าแบบเธอ ใครจะไปลืมได้” อวี๋ซู่หลันบอกด้วยรอยยิ้ม “หรือไม่ก็ให้พี่จี่ไปกับฉัน เธอจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ดีไหม”