หลังได้ยั่วอารมณ์จนสืออวิ๋นจากหน้านิ่งเปลี่ยนเป็หน้าตาเขียวคล้ำจนดำกว่าเก่าเป็ที่พอใจแล้วหวงเฟิ่งเหยาก็เดินหัวเราะร่าเริงออกจากลานหินไป ตานเอ๋อร์ลอบถอนหายใจด้วยเห็นใจบ่าวรุ่นน้องเต็มอกยิ่ง
คราวเคราะห์ของสืออวิ๋นยังไม่หมดเพราะยังไม่มีคำสั่งจากนายผู้เฒ่าให้เลิกคุกเข่าด้วยเหตุว่าหวงเฟิ่งเหยาประกบท่านปู่ตลอดเวลาเด็กหญิงชวนชายชราพูดคุยสารพัดเื่ทำให้คนแก่ลืมเลือนกำหนดเวลาว่าจะให้เขาคุกเข่าสักหนึ่งชั่วยามก็พอ
ฤดูใบไม้ผลิฟ้ายังหลั่งสายฝน ค่ำนี้ก็เช่นกัน จู่ๆ เบื้องบนก็กระหน่ำเทไม่ขาดสายหลังกลับจากห้องของท่านปู่ หวงเฟิ่งเหยาก็ร่าเริงยิ่งแต่คนที่รู้สึกห่วงใยสืออวิ๋นจนอดเอ่ยปากขึ้นมาไม่ได้ก็คือตานเอ๋อร์
“ไม่รู้ป่านนี้เสี่ยวสือจะเป็อย่างไรบ้างนะเ้าคะ”พลั้งเผลอพูดออกไปแล้วตานเอ๋อร์ก็รีบปิดปากตัวเองเพราะกลัวคุณหนูจะโกรธ ด้วยละอองฝนกระเซ็นเข้ามาในห้องนางจึงเดินไปปิดหน้าต่าง
คราแรกหวงเฟิ่งเหยาก็โกรธอยู่หรอกว่าตานเอ๋อร์พูดถึงเขาทำไมให้นางเสียอารมณ์ขณะเล่นตุ๊กตาผ้าแต่เมื่อได้ยินเสียงฝนนอกหน้าต่างตกหนักขึ้นเรื่อยๆก็อดนึกถึงคนที่กำลังถูกลงโทษไม่ได้
“ข้าอยากได้อะไรร้อนๆสักถ้วย”
“กินข้าวไม่อิ่มหรือเ้าคะ”ตานเอ๋อร์ถาม ปรกติคุณหนูก็กินน้อยอยู่แล้วหลังกินข้าวก็ไม่กินของว่างอาจจะเป็เพราะี้เีฟังฟูเหรินเฒ่าบ่นเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็ได้
‘โตจะเป็สาวอยู่แล้วยังเล่นเป็เด็กไร้ความเป็กุลสตรี’
‘พี่จิ่วเอ๋อร์ก็ยังเล่น’
พอแย้งด้วยเื่จริงแล้วคุณหนูก็ถูกตำหนิเสียใหญ่โตว่าไร้มารยาทกล้าย้อนยอกผู้ใหญ่กินข้าวเสร็จแบบไม่อิ่มท้องแล้วก็แบกใบหน้าบึ้งตึงกลับมายังห้อง
“ตอนนี้ข้าอยากกินเ้าก็ไปเอามาให้ข้ากินเถอะ ไม่ได้กินตอนนี้ข้าก็จะหิวดึกๆ ให้เ้าลุกจากผ้าห่มคิดเอาว่าจะไปตอนนี้ดีหรือไม่” หวงเฟิ่งเหยาไม่อยากให้พี่เลี้ยงเซ้าซี้ทำนางเสียเวลา
“เ้าค่ะๆ” ตานเอ๋อร์ไหนเลยจะกล้าขัดใจ รับคำแล้วก็จุดตะเกียงเล็กเดินออกจากห้องไปทั่วบริเวณบ้านมีเวรยามคอยเดินตรวจตราความปลอดภัยทุกๆ ครึ่งชั่วยามเพราะไม่ชอบคนเยอะวุ่นวายเรือนฝั่งนี้จึงมีหวงเฟิ่งเหยากับพี่เลี้ยงสาวอยู่เพียงสองคน
หลังจากตานเอ๋อร์ไปแล้วหวงเฟิ่งเหยาก็ลุกขึ้นแล้วลอบออกจากห้องนอน เ้าของร่างเล็กสะท้านในหะแรกที่ใบหน้าปะทะเข้ากับฝนเม็ดโตแต่ความอยากรู้อยากเห็นว่าคู่อาฆาตของนางตอนนี้เป็อย่างไรกำลังเคี่ยวกรำจิตใจนางยิ่งป่านนี้สืออวิ๋นจะยังคุกเข่าตากฝนรอนางไปสมน้ำหน้าอีกรอบหรือท่านปู่ส่งคนไปบอกให้เขากลับห้องแล้ว
ปรกติหวงซวนเป็คนจิตใจดีมีเมตตาต่อบ่าวไพร่ในเรือนตอนใกล้ค่ำถูกหลานสาวพัวพันจึงลืมเื่จะบอกให้สืออวิ๋นเลิกคุกเข่าก่อนสิ้นกำหนดหนึ่งชั่วยามไปเสียสิ้นพอไม่มีคนเตือน อากาศเย็นเป็ใจก็เข้าห้องปิดประตูนอนเรียบร้อย
เ้าของร่างเล็กย่องกายลัดเลาะไปจนถึงลานหลังบ้านฟ้าแลบแต่ละคราวจึงเห็นร่างของเหนียงเซียงถือร่มนั่งอยู่ข้างลูกชายหวงเฟิ่งเหยาได้ยินเสียงแม่ครัวตะเบ็งแข่งกับเสียงฝน
“ทนเอาหน่อยนะลูกแม่ให้คนไปบอกกล่าวนายท่านแล้ว นายท่านคงจะลืม”
ท่านปู่ลืมเื่เ้าหน้าดำจริงๆด้วย!
ตายจริง...นางไม่อยากเห็นเหนียงเซียงทุกข์ร้อนใจแบบนี้เลยลูกชายอยู่ใต้ร่มสภาพเปียกปอน ผู้มารดาก็มิต่างกันขณะกำลังจะป้องปากบอกให้ทั้งสองเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเรือนสืออวิ๋นก็หันมาคล้ายเห็นเงาร่างของนางที่แอบอยู่มุมเสา
สืออวิ๋นจ้องหวงเฟิ่งเหยาเขม็งผ่านม่านฝนหนาหนักก่อนเมินหน้าหนีไปอีกทาง ตัวเขาลำบากไม่เป็ไรหรอกที่ไม่พอใจคือความเอาแต่ใจชอบรังแกผู้น้อยของนางทำให้มารดาเขาต้องพลอยฟ้าพลอยฝนลำบากไปด้วย
คนถูกเมินหน้าตึง...สายตาจองหองอวดดีเหลือเกินนะตากฝนตายไปเสียได้ก็ดี!
หวงเฟิ่งเหยากระทืบเท้าระบายอารมณ์ก่อนหันกายพกพาความแค้นเคืองกลับไปยังห้องนอนของตน โดยไม่ทราบว่าหลังจากนั้นไม่นานบ่าวผู้หนึ่งก็นำคำพ่อบ้านหวางมาบอกให้สืออวิ๋นลุกกลับห้องได้
ผลจากการถูกลงโทษทำให้รุ่งเช้าสืออวิ๋นจับไข้ตัวร้อนจี๋นางเหนียงเซียงวานบ่าวคนหนึ่งออกไปซื้อยาหนึ่งเทียบมาต้มให้ลูกชาย ตกบ่ายเื่เด็กหนุ่มป่วยเพราะคุกเข่าตากฝนทำให้หวงซวนรู้สึกผิดที่หลงลืมเขา
หวงเฟิ่งเหยานั้นด้วยกลัวสืออวิ๋นจะตายจริงๆเพราะเขาเคยขู่ว่า ถ้าเขาตายก็จะเป็ผีมาหลอกหลอนนางจึงกลืนความแค้นที่ถูกเมินกลับเข้าไปในอกแล้วอ้อนวอนท่านปู่ให้ตามหมอมารักษาเขา
“ให้ท่านหมอมาดูอาการจะได้หายเร็วๆไงเ้าคะ ก็ไหนท่านปู่เคยบอกว่าเขาทำงานดี ป่วยนานๆ ก็ไม่ได้ทำงานนะเ้าคะ”นางเสียเวลาไปไม่น้อยกว่าจะคิดหาเหตุผลมาอ้างได้แล้วสำทับด้วยสายตาอ้อนวอนอีกหลายส่วน
“เ้ายกโทษให้เขาแล้วรึถึงได้ขอโทษแทนเขาได้” หวงซวนถามยิ้มๆ
“เขาได้รับโทษแล้วนี่เ้าคะเฟิ่งเอ๋อร์มิใช่คนผูกใจเจ็บเสียหน่อย” นางแค่กลัวผีสืออวิ๋นมากเท่านั้นเอง
ยามเป็ดูแลอย่างดียามป่วยไข้รักษา ความเมตตาเกื้อกูลคือ พื้นเพนิสัยของนายบ้านสกุลหวงหากบ่าวไพร่ทำผิดไม่ร้ายแรงจริงๆ ก็แค่ตักเตือนเื่ลงโทษรุนแรงให้หลาบจำมีไม่บ่อยนัก เมื่อวานหวงซวนคิดลงโทษสืออวิ๋นแค่หนึ่งชั่วยามทว่าความแก่ชราทำให้หลงลืม ส่งผลให้เด็กหนุ่มสุขภาพดีเจ็บป่วยเหนียงเซียงมีลูกชายคนเดียวเป็ที่พึ่งพิงถ้าเกิดเป็อะไรไป...คิดแล้วหวงซวนก็ทอดถอนใจคิดถึงเมื่อครั้งลูกชายอันเป็ความหวังของตนเองตายจาก
ความสูญเสียเป็เช่นไรเขารู้ดีหลังจากนั้นหวงซวนก็ออกคำสั่งให้พ่อบ้านหวางส่งคนไปตามท่านหมอมาดูอาการของสืออวิ๋น
หลังอาหารค่ำบ่าวรับใช้ทยอยยกถ้วยพุทราต้มหัวหอม[1]เข้ามาวางหวงเฟิ่งเหยาโรยเมล็ดสนลงในถ้วยของหวานในขณะที่ท่านปู่ของนางเลื่อนจานลูกพลับแห้งมาวางไว้ตรงหน้าเพราะรู้ดีว่าหลานสาวโปรดปรานของหวานถ้วยนี้เป็พิเศษ
“พักนี้คุณชายติงแวะเวียนมาบ่อยเหลือเกิน”นางหวางกุ้ยภริยารองของหวงซวนเกริ่นพร้อมชำเลืองมองหวงเฟิ่งเหยาซึ่งกำลังตักลูกพุทราเข้าปาก
“สกุลหวงมีสาวงามเป็ธรรมดาที่จะมีคุณชายสักคนมาหมายปองนะเ้าคะท่านแม่” อี้หงเอ่ยนางเป็สะใภ้ซึ่งแต่งกับบุตรชายคนเดียวของนางหวางกุ้ยในใจของอี้หงหมายอยากให้ติงเฉิงคุนชอบพอหวงจิ่วหลิน มากกว่าสนใจหวงเฟิ่งเหยา
“คุณชายติงอายุสิบห้าแล้วเข้านอกออกในบ่อยๆ เกรงจะเกิดคำครหาได้หรือผู้ใหญ่อย่างเราควรเปิดใจคุยกับบ้านสกุลติงเพื่อทำให้เื่ถูกต้องตามประเพณี”นางหวางกุ้ยรู้สึกเป็กังวลเื่ความสัมพันธ์ต่างเพศที่อาจจะนำความเสื่อมเสียมาวันใดก็วันหนึ่ง
“จิ่วเอ๋อร์ยังเล็กนัก นางเพิ่งจะสิบสอง” หวงกว่างฝูเป็อีกคนที่้าให้คุณชายติงมาชอบบุตรสาวตน
“เอ๋...” หวงจื่อฉินครางเบาๆเด็กชายวางมือจากช้อนขนมหวาน ทอดสายตามองญาติผู้น้องครู่หนึ่งแล้วกล่าวตามที่ตาเห็น “ข้าไม่เห็นเขาจะสนใจจิ่วเอ๋อร์เท่าเฟิ่งเอ๋อร์เลยสักนิด”
ที่คิดจะเอ่ยโน้มน้าวใจพ่อสามีเื่การหมั้นหมายของสองตระกูลดันมีคนสอดความเสียได้ อี้หงถลึงตาใส่บุตรชายตนแล้วกล่าว “เ้ายังเป็เด็ก จะรู้อะไร”
เคร้ง...เสียงช้อนกระทบขอบถ้วยกระเบื้องประมุขของบ้านสกุลหวงถอนหายใจหนึ่งหน
“พวกเ้าสามคนเป็ผู้ใหญ่เสียเปล่าจื่อเอ๋อร์พูดตามที่ตาเขาเห็น พวกเ้าแต่ละคนคิดเองเออเองทั้งนั้นเคยได้เห็นพวกเขาเล่นหรือคลุกคลีกันตลอดเวลารึ” ปลายหางเสียงหวงซวนมีแววตำหนิ
ชายสูงวัยเบื่อหน่ายความปากมากของนางหวางกุ้ยเต็มทนฟูเหรินรองผู้นี้เอาแต่พูดจ้อไม่หยุดในทุกเื่ที่คิดเขายอมให้นางเปิดบ้านเรียกบรรดาเพื่อนฝูงมาเล่นไพ่นกกระจอกหวังเพื่อให้นางมีเพื่อนคุยวันเวลาของหญิงสูงอายุจะได้ไม่น่าเบื่อแต่ที่ไหนได้ คนยิ่งมาก เื่ยิ่งมาก นางได้รู้ ได้ฟังเื่ใดมาแม้ไม่เกิดประโยชน์กับสกุลหวงก็เสียเวลาเล่าได้เป็วรรคเป็เวรป่านนี้คงนำเื่ในบ้านพูดคุยสนุกปากไปมากแล้วกระมัง
“โธ่...ท่านพี่ถ้ายังไม่แน่ใจก็ต้องลองเลียบเคียงถามดู ใครกันแน่ที่คุณชายน้อยสกุลติงหมายปองจะได้ทำการหมั้นหมายไว้ให้ถูกต้องตามประเพณี จะพูดปากเปล่าคงไม่ได้จะว่าไปแล้วจิ่วเอ๋อร์เป็พี่สาว หากมีการหมั้นหมายก็คงต้องตามลำดับ” หญิงสูงวัยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าติงเฉิงคุนชอบพอหลานสาวคนใดกันแน่
“พอเถอะเื่ของผู้ใหญ่ ไม่ควรพูดต่อหน้าเด็ก” คนเป็ปู่เบนสายตาซึ่งเริ่มฝ้าฟางมองหลานสาวที่นั่งอยู่ข้างกายนางยังคงเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินพุทราต้มหัวหอมไม่สนใจรับรู้เื่ราวที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกันมองอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปมองหลานสาวอีกคน ทว่าเด็กหญิงกลับหลบสายตาเขาทันที
ใจของหวงจิ่วหลินรู้ดีว่าท่านปู่รักลูกสาวลุงมากกว่านางนางไม่อยากให้ท่านปู่รู้สึกไม่ชอบนางเพราะคำพูดของท่านย่า ท่านพ่อและท่านแม่ทั้งที่ใจนางก็ชอบพอคุณชายติงมาก
“จิ่วเอ๋อร์อย่าเสียใจไปเลยท่านปู่ก็แค่เสียงดังไปบ้าง” อี้หงปลอบบุตรสาวที่นั่งหงอคอตกสีหน้าสลดราวกับว่าถูกคนเป็ปู่เอ็ดเอาอย่างร้ายแรงหวงซวนส่ายหน้ากับสะใภ้ที่มักใช้คำพูดตีน้ำให้ขุ่นไม่ผิดกับแม่ผัว
ฝนตกหลายวันก่อนด้วยความชราทำให้ป่วยไข้ เ็ปตามข้อและเนื้อตัวหวงซวนไม่ได้ออกไปที่ร้านหวงเสียงเป่า จึงถามความเคลื่อนไหวในร้านกับบุตรชาย
“พวกร้านใหญ่ๆก็ยังคงสั่งซื้อสม่ำเสมอ ยอดขายปลีกหน้าร้านไม่เคยตกมีแนวโน้มว่าลูกค้าจะ้าน้ำมันจากร้านเรามากขึ้นแต่หวงเสียงเป่าเริ่มมีปัญหาด้วยจำนวนถั่วส่งมาน้อยข้าเกรงว่าจะมีเ้าอื่นเปิดตลาดแข่งค้าน้ำมันและไปกว้านซื้อเมล็ดถั่วตัดหน้าเราถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จริงการผลิตน้ำมันของหวงเสียงเป่าจะต้องชะงักในสักวันแน่ขอรับท่านพ่อ”
กิจการที่เฟื่องฟูย่อมต้องมีคู่แข่งเป็ธรรมดายิ่งถ้าคู่แข่งเกิดในยามที่ผลผลิตของเรากำลังถดถอย ก็นับว่าเป็เื่น่าห่วงหวงซวนอยากจะรักษากิจการนี้ให้ลูกหลานได้เก็บผลประโยชน์กินไปอีกหลายรุ่น “นอกจากรับซื้อถั่วเห็นทีสกุลหวงต้องมองหาแปลงปลูกถั่วเองตามความคิดของพี่ชายเ้าแล้วกระมัง”
[1]พุทราแห้งต้มกับหอมหัวแดงและน้ำตาลทรายถือเป็ของหวานป้องกันหวัด