คาร์ลได้ยินคำถามของแคเรนก็พยายามย้อนนึกถึงความทรงจำในสมัยเด็กใบหน้าของหมอสมุนไพรคนนั้นเลือนลางเต็มที แต่การแต่งกายและลักษณะท่าทางของเธอแตกต่างจากชาวอาณาจักรลอฟท์เรียเป็อย่างมาก
“เธออาจจะมาจากอาณาจักรริคมาก็ได้จำได้ว่าเธอเป็ผู้หญิงไว้ผมยาว เสื้อผ้าก็ไม่ใช่เสื้อหรือชุดกระโปรงแบบที่พวกเราใส่กัน”
ทันทีที่คาร์ลพูดจบแว็กเนอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นบนศาลาไม้ก่อนชี้ดาบจ่อหน้าคาร์ลที่กำลังนั่งอยู่ทำให้แคเรนใลุกขึ้นยืน เธอถามเสียงเข้ม
“ท่านคิดจะทำอะไร”
“เขาถูกวางยามีความเป็ไปได้ว่าถูกบีบให้ทรยศอาณาจักรลอฟท์เรีย”
“แต่ข้าไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากยานั่นท่านไม่จำเป็ต้องหาข้ออ้างสังหารข้าหรอก ลงมือเลยเถอะ”
แว็กเนอร์จะลงดาบฟันคอของคาร์ลแต่แคเรนดึงเก้าอี้ให้หงายหลังลงทำให้คาร์ลเสียหลักหงายหลังตามเก้าอี้ไปด้วยเขารีบกลิ้งลงไปนั่งข้างเก้าอี้ ในขณะที่แคเรนวิ่งไปยืนบังหน้าคาร์ลเอาไว้เธอะโเสียงดัง
“ท่านให้ข้าถามคาร์ลเื่นี้เพื่อที่จะทำร้ายเขางั้นหรือ”
“ท่านหญิงหลบไป”
“ไม่หลบ”แคเรนกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นไม่ได้สนใจคาร์ลที่กำลังลุกขึ้นยืนอยู่ด้านหลังเธอยื่นคำขาดกับแว็กเนอร์ “ถ้าจะทำร้ายคาร์ล ก็ผ่านข้าไปก่อน”
แว็กเนอร์ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าเขาทิ้งดาบลงพื้นก่อนกำหมัดจะต่อยเข้าที่ท้องของแคเรนคาร์ลผลักแคเรนออกแล้วรับหมัดนั้นด้วยมือ แรงปะทะทำให้เขาก้าวถอยหลังก้าวหนึ่ง
“บังอาจคิดทำร้ายแม้แต่ท่านหญิงหรือ”
แว็กเนอร์รีบถอนมือกลับก่อนที่คาร์ลจะบิดมือของเขาเขายืนเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก่อนตั้งข้อสงสัย
“พ่อบ้านผอมแห้งแต่มีแรงรับหมัดข้าได้เลยหรือ ข้าแทบไม่ได้ออมแรงเลยนะ”
“คาร์ลเคยฝึกดาบกับข้าเขาไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”
แคเรนแก้ตัวแทนก่อนจะยันตัวลุกชึ้นแล้วกล่าวกับแว็กเนอร์
“ถ้าเลิกคิดร้ายคาร์ลเื่เมื่อครู่ข้าจะไม่เอาเื่”
“พอได้แล้วแว็กเนอร์”
เสียงของไกอัสดังขัดขึ้นก่อนที่เขาจะเดินนำทากัสเกร็น และเดวิดเข้ามาในสวน
“เ้าสัญญาแล้วว่าถ้าคาร์ลยอมแสดงตัวเพื่อปกป้องท่านหญิงเ้าจะยอมเชื่อใจคาร์ลไง”
เดวิดก้าวช้าๆเดินตรงไปทางคาร์ล ก่อนมองสำรวจเขาั้แ่หัวจรดเท้าแล้วกล่าวขึ้น
“เ้าคือเด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีสสินะ”
“พวกท่านทราบเื่แล้วหรือ”คาร์ลถาม สีหน้าของเขาเครียดลง
“ข้าได้ยินเื่ทั้งหมดจากเกร็นกับทากัสแล้วบิดาของเ้าเป็พี่ชายข้าก็จริงแต่ตระกูลวอเตอร์พรูฟไม่ได้เห็นด้วยกับการฆ่าเด็กั้แ่แรกในฐานะอัศวินคู่บัลลังก์ พ่อเ้าจำเป็ต้องทำเพื่อให้องค์ราชินีเชื่อใจ”
“ท่านก็เลยพยายามทดสอบว่าข้าคิดทรยศต่อท่านหญิงหรือไม่อย่างนั้นหรือ”
“ข้าจำเป็ต้องพิสูจน์เื่นี้เพื่อให้มั่นใจว่าเ้าจะไม่ทรยศอาณาจักรลอฟท์เรียและข้าจะได้ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นซะ”
คาร์ลเห็นสีหน้าของเดวิดที่บ่งบอกว่าเขาเองก็ลำบากใจเช่นกันจึงสูดหายใจลึกก่อนเงยหน้ามองดูผู้เป็ลุงอย่างเต็มตาแล้วกล่าวอย่างหนักแน่น
“ข้าขอสาบานตราบเท่าที่ข้ายังไม่ตายจะไม่มีวันหักหลังอาณาจักรลอฟท์เรียและท่านหญิงแคเรนเป็อันขาด”
“พอแล้ว”เดวิดกล่าว “ข้าเชื่อเ้า คอยดูแลท่านหญิงให้ดี”
เมื่อพูดกับคาร์ลเสร็จแล้วเดวิดก็หันไปบอกกับพวกไกอัสที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“พวกเ้าไปพักผ่อนเถอะวันพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่อ”
“มีเื่หนึ่งที่ข้าต้องทำก่อน”
แว็กเนอร์กล่าวแทรกขึ้นก่อนจะโค้งให้แคเรนอย่างสุภาพเขาพูดกับเธอ
“ขออภัยด้วยที่คิดทำร้ายท่านหญิง”
“ไม่เป็ไรแค่ท่านเลิกสงสัยคาร์ลก็พอ”
“ข้าไม่ติดใจแล้วแต่จะบังอาจขออนุญาตทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านเพื่อเป็การไถ่โทษครับ”
แว็กเนอร์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังการทำพันธะไอรอนบอนด์ก็เปรียบเสมือนคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อแคเรนเขาจึงจงใจขออนุญาตจากเธอในสถานการณ์แบบนี้
“ช้าไม่ได้ขัดข้องหรอก”
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วแว็กเนอร์จึงหันซ้ายขวามองเห็นแก้วเปล่าที่แคเรนใช้ดื่มนมจนหมดเมื่อครู่นี้ก็คิดจะหยิบแก้วนั้นมาใช้แต่คาร์ลดึงแก้วออกจากมือของแว็กเนอร์ แล้วพูดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก
“แก้วนี้ใช้ไม่ได้”
แว็กเนอร์เหลือบตามองคาร์ลด้วยสายตาเย็นเยียบก่อนจะเดินไปดึงมือแคเรนแล้วใช้มีดสั้นที่พกมาด้วยปาดฝ่ามือของเธอให้พอเป็รอยแผลบางๆ เมื่อเืไหลซึมไปตามฝ่ามือเขาก็ประกบริมฝีปากลงบนฝ่ามือของเธอเพื่อดื่มเืทำให้ทั้งไกอัสและคาร์ลต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตะลึง
“เ้าทำบ้าอะไร”
พวกเขาร้องะโพร้อมกันแว็กเนอร์ปล่อยมือแคเรนแล้วกล่าวกับเธอ
“ขออภัยที่เสียมารยาทข้าไม่ได้นำภาชนะอะไรติดมือมาด้วยจึงต้องใช้วิธีนี้”
สีหน้าของแคเรนเจือสีแดงระเรื่อพูดอะไรไม่ออกในขณะที่ไกอัสเดินเข้าไปดึงมือของแคเรนมาตรวจดูาแ
“ท่านหญิงตามข้าไปทำแผลก่อนค่อยกลับไปพักผ่อนเถอะ”
แคเรนพยักหน้าก่อนเดินตามไกอัสไปเงียบๆ โดยมีทากัสเดวิดและเกร็นเดินตามหลังไปด้วยแว็กเนอร์เห็นคาร์ลได้แต่ยืนมองแคเรนเดินไปกับไกอัสตาไม่กระพริบถึงจะไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดแต่การที่คาร์ลยืนตัวแข็งอยู่กับที่ก็บ่งบอกแล้วว่าเขากำลังเ็ปไม่มากก็น้อย
“คู่แข่งของเ้าไม่ธรรมดาเลยนะ”
แว็กเนอร์กล่าวสั้นๆก่อนจะเดินผ่านหน้าคาร์ลไปอย่างเงียบเชียบ
“ขอบใจที่ไม่พูดว่าตัดใจเถอะ”
คาร์ลบ่นพึมพำแล้วจึงเดินตามแว็กเนอร์กลับเข้าไปในคฤหาสน์
รถม้าถูกเตรียมพร้อมรออยู่ที่หน้าคฤหาสน์ั้แ่เช้าหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว แคเรนกับคาร์ลก็เดินไปขึ้นรถม้าในขณะที่ไกอัสกับทากัสยืนคุยกับแว็กเนอร์และเกร็นที่หน้าคฤหาสน์เกร็นเริ่มบทสนทนาโดยกล่าวกับไกอัส
“ของจำเป็อย่างยาคืนชีวิตกับยารักษาข้าเตรียมไว้ให้บนรถม้าแล้วนะ”
“แล้วเ้าจะไม่ไปกับเราหรือ”
“ข้ามีเื่ต้องคุยกับตระกูลวอเตอร์พรูฟต่อพวกเ้าเดินทางกันดีๆ ล่ะ”
“แล้วเ้าล่ะ”ไกอัสหันไปถามแว็กเนอร์บ้าง แต่เขาส่ายหน้าตอบ
“่นี้ต้องช่วยท่านพ่อตรวจตราสินค้าจำพวกผลึกคอร์กัสไม่สะดวกจะเดินทางไปไหน พวกเ้าก็คอยจับตาดูคาร์ลแทนข้าหน่อยนะ”
“เ้ายังติดใจเื่คาร์ลอยู่อีกหรือ”ทากัสถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ก็ไม่เชิงข้าแค่รู้สึกว่าเขาจะเดือดร้อนเพราะตนเองเข้าสักวันถึงยังไงเขาก็ถือว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้า ช่วยดูเขาให้หน่อยก็แล้วกัน”
“เขาเรียกฝากดูแลไม่ใช่จับตาดู”เกร็นแทรกขึ้นบ้าง “ข้าก็ยังสงสัยเื่หมอสมุนไพรที่เขาพูดถึงว่าจะลองไปสืบเพิ่มเติมดู ระหว่างนี้อย่าให้ถูกพวกดาทนอร์ธหมายหัวเข้าเสียก่อนล่ะ”
“เท่าที่รู้ตอนนี้ตระกูลดาทนอร์ธยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรคงยังไม่รู้เื่เด็กต้องห้ามยังมีชีวิตอยู่”แว็กเนอร์กล่าวตอบสีหน้าเครียดลงนิดหนึ่ง
“สำหรับแว็กเนอร์ข้าเข้าใจนะ แต่เ้าเนี่ย...” ทากัสกล่าวพลางเหลือบตามองเกร็นอย่างไม่ไว้ใจนัก“เป็ห่วงคาร์ล หรือแค่ยังได้ข้อมูลไม่ครบก็เลยกลัวแหล่งข้อมูลจะตายเสียก่อนกันแน่”
เกร็นรีบโบกมือปฏิเสธ“ไม่ใช่ทั้งนั้นล่ะ เพราะข้อมูลยังไม่พอ ข้ายังบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็อะไรเพราะงั้นขอยังไม่ออกความเห็นก็แล้วกันนะ”
“ก็เป็แบบนี้ตลอด”ทากัสกล่าวท่าทางไม่ได้แปลกใจกับคำตอบครึ่งๆ กลางๆ ของเพื่อน
“เกร็นเป็หน่วยข่าวกรองไม่แปลกหรอกที่เขาจะยึดตามข้อมูลที่ได้ก่อน” ไกอัสแทรกขึ้น
“เ้าก็อย่าเข้าข้างเขามากถึงเวลาใช่ว่าเขาจะเข้าข้างเรา”ทากัสกล่าวจบเกร็นก็ย่นคิ้วหันไปมองหน้าเขาอย่าง้าคำอธิบายทากัสเพียงแต่ยิ้มแล้วหันไปพูดกับไกอัส “เราไปกันเถอะ”
ไกอัสหันไปกล่าวกับแว็กเนอร์“ไม่ต้องห่วง ข้าจะคอยดูคาร์ลไว้ให้”
แว็กเนอร์พยักหน้าแล้วยืนมองไกอัสกับทากัสเดินไปะโขึ้นรถม้าก่อนควบออกจากคฤหาสน์ไป