จะว่าไปเรื่องทุกอย่างก็เป็นดังที่แม่เล้าคนนั้นคิดไว้ไม่มีผิด
แม้สกุลหยวนจะโกรธแทบกระอักเลือดเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรหอเฟิ่งไหลอย่างมากก็เพียงโทษเรื่องที่หยวนหยางฮุยเสื่อมสมรรถภาพทางเพศใส่หัวแม่นางเฉินเซียงและบังคับหอเฟิ่งไหลให้แม่นางเฉินเซียงเก็บตัวเท่านั้น แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องจ่ายเงินตามหน้าที่อยู่ดี
เก็บตัวอันดับต้นที่ร่วงโรยจนใกล้จะตกยุคอยู่แล้วน่ะหรือ?
แน่นอนว่าคุยง่าย ขอเพียงเงินถึงทุกอย่างย่อมไม่มีปัญหา
สองพันตำลึงทองซื้อเด็กสาวคนใหม่ได้ตั้งหลายคนหากสอนดีๆ บางทีอาจจะปั้นเด็กสาวออกมาเอาการเอางาน สามารถตกคนโง่งมเช่นนี้เหมือนกับเฉินเซียงได้!
หลังจากเหตุการณ์นี้ เยี่ยนเจาเจากับเจินเจินอ้ายอ้ายก็ติดต่อกันดังคาดนายหญิงใหญ่ยุ่งจนหัวหมุนเพราะเรื่องเหล่านี้ ตอนนี้จึงไม่มีเวลามาสนใจพวกนาง
แต่อย่าบอกว่าเจินเจินกับอ้ายอ้ายจะกระโดดเข้า“อ้อมกอด” เยี่ยนเจาเจาอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้นายหญิงใหญ่ด้วย
เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินสองพันตำลึงทองนั่น
นั่นเงินสองพันตำลึงทองเชียวนะ!
สำหรับคนตระหนี่อย่างนายหญิงใหญ่นี่ก็เหมือนเอาชีวิตครึ่งหนึ่งของนางไปเลย
นายหญิงใหญ่มองนายหญิงรองผู้โง่เขลานั่นเป็นถุงเงินของตนเองอยู่แล้วจึงเกลี้ยกล่อมปากเปียกปากแฉะ พูดจนเรื่องราวไร้ยางอายพรรค์นั้นฟังดูดีและยังเหมารวมความรุ่งโรจน์ของบ้านใหญ่และบ้านรองเข้าด้วยกัน
ซึ่งคำพูดเหล่านี้สามารถล้างสมองนายหญิงรองผู้ใสซื่อได้จริงๆทำให้นางเตรียมกลับไปรวบรวมสินเดิมที่เหลือเพียงน้อยนิดของตนอย่างเต็มใจ
เรื่องนี้ลอยเข้าหูเจินเจินอ้ายอ้ายอีกครั้ง ทำให้เจินเจินอ้ายอ้ายรำคาญจนแทบจะไปถามนาง
สินเดิมที่คงอยู่ของนายหญิงรองเดิมทีก็หายไปกว่าสองพันตำลึงทองแล้วนายหญิงใหญ่ยังจะบีบให้นายหญิงรองขายร้านค้าทั้งหมดที่เป็นสินเดิมของนางออกไปอีกหรือ?
ช่างน่าขันที่สุดในโลกเสียจริง!
เจินเจินอ้ายอ้ายกระวนกระวายใจจนต้องไปพบเยี่ยนเจาเจาถามนางว่ามีวิธีใดบ้าง
พวกนางรู้ว่าตนมิอาจรุนแรงได้ แต่เจินเจินกับอ้ายอ้ายรู้สึกว่าตนเองพูดแนะนำไปหมดแล้วไม่รู้ท่านแม่เป็นอะไร ถึงได้เชื่อใจนายหญิงใหญ่ยิ่งนัก ราวกับโดนทำคุณไสยหรือวิชากู่ตู๋[1] ใส่จนพูดอะไรก็ไม่เข้าหัวสักอย่าง
เจาเจากลับเข้าใจมากกว่าที่พวกนางคิด
แม้เจาเจาจะรู้สึกว่ามันแปลกนายหญิงรองและนายหญิงใหญ่ไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน เหตุใดนางจึงเชื่อฟังนายหญิงใหญ่ถึงเพียงนั้นหรือเป็นเพราะนายหญิงรองมีจุดอ่อนอยู่ในมือนายหญิงใหญ่?
แต่ไม่ว่าเยี่ยนเจาเจาจะสงสัยสิ่งใดในใจนางกลับกล่าวเพียงสองคำต่อสภาพยากลำบากของเจินเจินและอ้ายอ้ายตอนนี้
“สินเดิม”
สินเดิม?
นี่อาจเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาต้องการให้พวกนางตระหนักได้ด้วยตนเอง
ในที่สุดเจินเจินและอ้ายอ้ายก็เข้าใจความหมายของเยี่ยนเจาเจาก่อนช่วงเวลาสุดท้ายที่นายหญิงรองจะเตรียมเฉือนสินเดิมอันน่าสงสารของนางออกไปพวกนางคือบุตรสาวแท้ๆ ของนายหญิงรอง ไม่ว่าอย่างไรนายหญิงรองย่อมไม่มีทางละเลยพวกนาง
แม้นายหญิงรองจะดีต่อนายหญิงใหญ่แค่ไหน ในใจนางคนที่ใกล้ชิดที่สุดยังเป็นบุตรสาวฝาแฝดของตนอย่างไม่ต้องสงสัยดังนั้นสิ่งที่เจินเจินและอ้ายอ้ายควรยกมาเตือนนายหญิงรอง ก็คือตัวของพวกนางเอง
ถูกต้องนายหญิงรองควรคำนึงว่านางมีบุตรสาวอยู่ในวัยแรกแย้มแล้ว สกุลหยวนให้บุตรสาวแต่งออกก็ต้องแต่งกับตระกูลเก่าแก่ที่มีฐานะเท่าเทียมกัน
อยากให้บุตรสาวแต่งออกอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจสินเดิมและภาพพจน์ของเหล่าหญิงสาวจะต้องพอเชิดหน้าชูตา หากไม่ก็คงเป็นเลือดเนื้อตนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน
นายหญิงรองชะงักกับคำพูดนี้ของเจินเจินและอ้ายอ้ายตามคาด
ไม่ว่าสกุลหยวนจะสำคัญเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าบุตรสาวที่ถึงวัยออกเรือน!
มิหนำซ้ำยามนี้นางยังไม่มีบุตรชาย แม้จะนางพยายามเติมเต็มช่องว่างระหว่างบ้านใหญ่และจวนสกุลหยวนไปแต่นางก็ไม่มีบุตรชายให้มาพิจารณาเรื่องสืบทอดทรัพย์สินของสกุลอยู่ดี
นอกจากนี้ นางซื้อสินเดิมให้บุตรสาว ก็ไม่มีทางใช้เงินจากสกุลหยวนได้แน่นอน
กับสามีของตนยิ่งหวังพึ่งไม่ได้เขาเป็นขุนนางอยู่ข้างนอกแรมปี เงาคนยังแทบไม่เห็น และเบี้ยหวัดของขุนนางขั้นเล็กๆก็น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เหลือเพียงสินเดิมและเงินออมเก่าเก็บของตัวเองเท่านั้นที่ยังพอจะใช้ได้
หลายปีมานี้นางคอยช่วยเหลือนายหญิงใหญ่ดูแลเรือนอย่างระมัดระวัง แม้สมัยที่นางแต่งเข้ามานับว่าขบวนริ้วแดงสิบลี้[2] แต่หลังจากสิ้นเปลืองมาหลายปี และฝั่งนายหญิงใหญ่ก็ราวกับหลุมไร้ก้นบึ้งสินเดิมของนางกลับใกล้จะหมดแล้ว
หลังจากใคร่ครวญ สินเดิมที่เหลือของนางหญิงรองก็มีเงินสดไม่เท่าไรตำลึงทองยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีก็เพียงร้านค้าที่อยู่ในมือเท่านั้น
หากขายร้านค้าของตนตอนนี้แก้วตาดวงใจทั้งสองของตนจะทำอย่างไรตอนแต่งงาน จะแต่งออกโดยไม่มีสินเดิมหรือ?
คงจะกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองซูโจวแน่และบ้านสามีกับบ้านเดิมก็จะอับอายขายหน้า ต่อไปคงไม่มีวันเวลาดีๆ แล้ว
โชคยังเข้าข้าง ร้านค้าพวกนี้ยังดำเนินไปด้วยดี สามารถทำกำไรมากมายทุกปีเก็บร้านไว้เป็นทุนหาเงิน ถึงที่เวลาบุตรสาวต้องออกเรือน นางค่อยบากหน้ากลับบ้านเดิมขอร้องให้คนทางนั้นช่วยเพิ่มสินเดิมสำหรับแก้วตาดวงใจทั้งสองก็คงจะเพียงพอแล้ว
แน่นอนว่านายหญิงรองหยุดการกระทำทันทีไปขอโทษนายหญิงใหญ่ต่อหน้า และเอ่ยย้ำถึงการแต่งงานของบุตรสาวว่าเป็นเช่นนี้ บ้านรองก็ต้องดิ้นรนเช่นกันครั้งนี้นางมิอาจมอบเงินให้ได้
พูดออกมาถึงขั้นนี้ นายหญิงใหญ่ซึ่งรู้นิสัยนายหญิงรองดีย่อมตระหนักว่าเมื่อใดที่นางตัดสินใจลงไปแล้วทั้งยังเกี่ยวข้องกับบุตรสาวทั้งสองของตน นางย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจ
นายหญิงใหญ่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวที่ตนคิดมาดีแล้วจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันถุงเงินที่ทุ่มเทสุดชีวิตให้ตนเองมาตลอดคราวนี้ไม่ยอมแล้ว กระแทกจนนางตั้งตัวไม่ทัน
พวกคนต่ำทรามไร้ยางอายในหอเฟิ่งไหลนั้นกดดันยิ่งกว่าถึงขั้นกล่าวว่า หากฮุยเกอเอ๋อร์จากสกุลหยวนมิอาจชดใช้เงินสองพันตำลึงทองพวกนางก็เป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จะยอมยกโทษให้แก่ความยังเป็นเด็กของฮุยเกอเอ๋อร์ และยกเลิกหนี้สองพันตำลึงทองนี้ไป
ถอยก่อนเพื่อรอคอยจังหวะอิทธิพลมืดใครบ้างจะไม่เข้าใจ?
นายหญิงใหญ่รู้ว่าชื่อเสียงด้านนอกของบุตรชายนางย่ำแย่เพียงใดหากยังปล่อยให้หอนางโลมแห่งหนึ่งดูถูกบุตรชายตนเองได้ตามอำเภอใจ ในฐานะมารดานางก็สมควรตายแล้ว
นายหญิงใหญ่ไม่มีทางเลือก นางกัดฟัน หยิบเงินสองพันตำลึงทองออกมาจากสินเดิมของนางราวกับโลหิตกำลังหลั่งริน สุดท้ายก็ส่งไปยังหอเฟิ่งไหล
หอเฟิ่งไหลเองก็รู้จักความพอดี ไม่กล่าวซุบซิบนินทาอีกกระทั่งกล่าวอย่างนอบน้อมว่าหากวันหน้าฮุยเกอเอ๋อร์กลับมาใช้บริการอีก สาวๆ ในหอจะกวาดตั่งต้อนรับ[3] เขาอย่างแน่นอน
กวาดตั่งต้อนรับอย่างนี้น่ะหรือ!เอามาใช้เช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
แต่พวกเขากวาด “ตั่ง” ต้อนรับจริงๆ!
ก็กิจการพวกหอนางโลมเกิดขึ้นบนตั่งจริงๆ นี่?
คำพูดพวกนี้ติดอยู่ที่ลำคอนายหญิงใหญ่จนพูดไม่ออกนางโกรธจนแทบสิ้นสติ แต่นางกลับทำได้เพียงขบฟันกรามกลืนโลหิต [4]
ทันทีที่เรื่องราวจบลง นายหญิงใหญ่ก็ล้มป่วยเฉียบพลันจนมิอาจพบหน้าผู้ใดไม่รู้ว่านางป่วยจนไม่อาจพบผู้คนได้จริงๆหรือเป็นเพราะหน้าตาและภาพลักษณ์เสียหายยับเยินจากเหตุการณ์นี้ จนยากที่จะพบหน้าผู้ใดได้กันแน่
หยวนหยางฮุยก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไรเมื่อเขาเริ่มกินเนื้อ [5] ไปแล้ว ก็อดนึกถึงเรื่องสำเร็จความใคร่ไม่ไหว
วันนั้นเขาตกใจจนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศซึ่งความจริงไตของเขาได้ขาดดุลถึงขีดสุดแล้ว
แต่ทั้งหมอและนายหญิงใหญ่ในจวนต่างเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่ปล่อยให้เขารู้หยวนหยางฮุยจึงคิดว่าตนเองแค่บังเอิญใช้งานไม่ได้ครั้งเดียวเท่านั้นและลืมสิ่งที่หมอห้ามไม่ให้เขาทำไปเสียสนิท
ในเรือนยังมีเด็กสาวหน้าตาสะสวยและ“แสวงหาความก้าวหน้า” อยู่
ตอนนี้นายหญิงใหญ่ล้มป่วย ไม่มีเวลาดูแลพวกนางพวกนางจึงทุ่มสุดตัวเพื่อปีนป่าย เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเจ้าคนนายคนมา
คุณชายไม่เอาไหนไม่เป็นไรบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่พยายามแล้วไปไม่ถึง
ยาหู่หลาง [6] ถูกซื้อมาจากข้างนอก ใช้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ตื่นเต้นฮึกเหิมตราบใดที่มีเจ้าตัวเล็กอยู่ในท้อง ยังจะเป็นเจ้าคนนายคนไม่ได้อีกหรือ?
ส่วนยาหู่หลางนี่จะทำร้ายร่างกายเด็กหนุ่มหรือไม่นั้นไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของคนเหล่านี้แล้ว
เพราะเหตุนั้น ยังไม่ทันถึงเดือนสิบ เด็กสาวข้างกายหยวนหยางฮุยคนหนึ่งก็มีอาการแพ้ท้องเอะอะจนทั้งจวนตกอยู่ในความอลหม่าน บีบคั้นให้นายหญิงใหญ่ที่ป่วยอยู่ต้องลงมือส่งยาหงฮวา[7] ไปฆ่าสาวใช้ตั้งครรภ์คนนี้ด้วยตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น หยวนหยางฮุยนับวันก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
นายหญิงใหญ่เห็นว่าใบหน้าที่เดิมทีอวบอิ่มเต่งตึงซูบตอบลงสีหน้าซีดเหลือง ฝีเท้ายังไร้เรี่ยวแรง สัญญาณเตือนในใจพลันกรีดร้อง จนต้องรีบร้อนตามหมอมาดู
แต่ท่านหมอกลับบอกว่าเด็กหนุ่มอายุยังน้อยเริ่มกินเนื้อและไม่รู้จักควบคุม ไตของเขาจึงพร่องและยากในการบำรุงนานแล้วอีกทั้งเขาเอาแต่สำมะเลเทเมาทุกวัน รวมกับใช้ยาเพื่อเพิ่มสมรรถภาพไม่น้อยไตจึงถูกทำลายโดยสมบูรณ์
หมอยังกล่าวอีกว่าต่อให้เป็นฮว่าถัวและเปี่ยนเชว่ [8] ฟื้นคืนชีพ ก็ยากที่จะรักษาไตของหยวนหยางฮุยได้แล้วอีกความหมายหนึ่งก็คือ หยวนหยางฮุยกลายเป็นผู้ไร้สมรรถภาพ ธูป [9] ของบ้านใหญ่ก็คงจะสิ้นสุดลงตรงนี้
นายหญิงใหญ่ตกใจและโกรธหนักจนเป็นลมไปในห้องโถงหลัก
หลังตื่นขึ้น นางราวกับแก่ขึ้นไปสิบปีการโดนกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้นางรับไม่ไหวจอนผมที่เคยเป็นสีดำเงางามก็เริ่มแซมสีขาว
กระดาษมิอาจทนไฟสุดท้ายข่าวนี้ก็ปิดบังหยวนหยางฮุยไม่อยู่
เค่อก่อนหน้านี้เขายังฝันหวานถึงชีวิตหนึ่งภรรยาหลายอนุภรรยาของตนเองเค่อถัดมาก็ถูกท่านหมอวินิจฉัยว่าตนอาจเป็นผู้ไร้สมรรถภาพในอนาคตอารมณ์พลันเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมและรุนแรงทันที
หยวนหยางฮุยเริ่มด่าทอเฆี่ยนตีตะโกนเหยียดหยามสาวงามในลานเรือนตนเองตามอำเภอใจ ในอดีตรักใคร่พวกนางเพียงใดตอนนี้ยิ่งเกลียดนางงูพิษเหล่านี้มากเท่านั้น
กระทั่งครั้งหนึ่ง หยวนหยางฮุยเดินผ่านเรือนของเยี่ยนเจาเจาเขาเห็นหงซิ่วนั่งยองซักผ้าอยู่ในลานเรือน ไม่รู้คิดบ้าอะไรอยู่สั่งให้คนลากหงซิ่วออกมา กระทำการหยามเกียรตินางถึงหน้าประตูลานเรือน
ตอนที่เยี่ยนเจาเจารีบร้อนออกมาหลังได้ยินข่าวอาภรณ์ของหงซิ่วก็ถูกฉีกขาดไปครึ่งท่อน นางยอมตายดีกว่าก้มศีรษะขอร้องใกล้จะโหม่งศีรษะชนกำแพงเพื่อฆ่าตัวตายแล้ว
--------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] วิชากู่ตู๋ หมายถึงวิชาพิษที่มีมาแต่โบราณของชนเผ่าเหมียวที่อาศัยอยู่ในยูนนาน สกัดจากพิษของแมลงหรืองูโดยใช้คาถาของหมอผีร่วมด้วย
[2] ขบวนริ้วแดงสิบลี้ หมายถึง ความยิ่งใหญ่ในการจัดสินเดิมของเจ้าสาวของตระกูลร่ำรวยที่ยิ่งใหญ่อลังการจนมองเห็นมาแต่ไกล
[3] กวาดตั่งต้อนรับ หมายถึง การต้อนรับแขก
[4] ขบฟันกรามกลืนโลหิต หมายถึงไม่ให้คนอื่นรู้เมื่อต้องทนทุกข์ทรมาน หรือแสร้งทำเป็นวีรบุรุษแม้ล้มเหลว
[5] เริ่มกินเนื้อ อุปมาถึง ลิ้มรสชาติของสตรี
[6] ยาหู่หลาง หมายถึง ยาฤทธิ์แรง ใช้บำรุงกำลังผู้ป่วยหาเองไม่ได้ อ้างอิงมาจากบทประพันธ์เรื่อง “ความฝันในหอแดง”
[7]ยาหงฮวา หมายถึง ยาสมุนไพรจีนที่มีคุณสมบัติหลักอยู่ในยาประเภทกระตุ้นการไหลเวียนเลือดลดอาการปวด สลายเลือดคั่ง แต่มีข้อควรระวังก่อนทานในหญิงตั้งครรภ์ คนไทยรู้จักกันในชื่อดอกคำฝอย
[8] ฮว่าถัวและเปี่ยนเชว่ คือแพทย์ในประวัติศาสตร์จีน บันทึกว่าไว้ว่าฮว่าถัวเป็นคนแรกในประเทศจีนที่ใช้ยาชาระหว่างผ่าตัดอีกทั้งยังมีชื่อเสียงในด้านการฝังเข็ม รมยา การใช้สมุนไพรและกายบริหารทางการแพทย์ ส่วนเปี่ยนเชว่เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงด้านการรักษาโรคนอนไม่หลับมีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโดยใช้สัมผัสทั้งห้า
[9] ธูป หมายถึง ธูปบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งคนจีนมีความเชื่อว่าบุตรชายต้องไหว้บรรพบุรุษสืบทอดตระกูลต่อไปเรื่อยๆ