“ข้าเปิดผ้าคลุมเ้าแล้ว” หวังหยางเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาสีนิลที่เ็านั้นไร้ซึ่งความยินดี ไร้ความตื่นเต้นใดๆ ในพิธีอันแสนสำคัญเช่นนี้
คำกล่าวของเขากลับดูราวกับประโยคที่ถูกเอ่ยเพื่อให้ครบตามหน้าที่ มากกว่าเป็คำบอกกล่าวที่แสดงถึงความเคารพหรือชื่นชมต่อผู้เป็เ้าสาว ลี่หยานิ่งงันอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้า
สีแดงสดของผ้าทอขึ้นเงาทอดยาวลงมาจนถึงหน้าอก เมื่อผ้าถูกปลดออกจนเผยให้เห็นใบหน้าของนางเต็มตา ความเยือกเย็นในสายตาของหวังหยางที่จับจ้องลงมาทำให้หัวใจของลี่หยากระตุกวูบ
“ข้าเปิดผ้าคลุมเ้าแล้ว” เขากล่าวซ้ำอีกครั้ง น้ำเสียงชัดเจนแต่ปราศจากความรู้สึกใดๆ เหมือนบ่งบอกว่าแม้จะเปิดผ้าคลุมหรือไม่เปิดก็หาได้มีความสำคัญแก่เขาแม้แต่น้อย ลี่หยาเม้มริมฝีปากแน่น สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความตึงเครียดในใจ พลันมองใบหน้าของเขาด้วยดวงตาไร้ซึ่งความหวาดกลัว
หวังหยางยืนตรง หน้าเรียวยาวของเขาประดับด้วยดวงตาคมกริบ ราวกับแสงแห่งความรื่นรมย์ถูกกลืนหายไปในความมืดมิด ชุดแต่งงานสีแดงชาดที่เขาสวมใส่ทำให้รูปลักษณ์ดูสง่างาม แต่เพียงแค่เห็นดวงตาเ็าของเขา ก็ทำให้ทุกอย่างดูไร้ซึ่งความหมาย ราวกับคำว่า ‘เ้าบ่าว’ ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้านางนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่บุคคลที่ควรค่าแก่การเป็คู่ชีวิตด้วยซ้ำ
“เ้าบ่าวเ้าสาวควรดื่มสุรามงคลพร้อมกัน เพื่อเป็การแสดงถึงความเคารพและผูกพันกันทั้งกายและใจ...”
เสียงของแม่สื่อที่ยืนอยู่ด้านนอกห้องหอดังขึ้น แววตาของนางลอบมองสีหน้าของคู่บ่าวสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ ประเมินท่าทีและอารมณ์ของคนทั้งคู่ หวังหยางเพียงพยักหน้าอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะหันกลับมามองถ้วยสุราบนโต๊ะเล็กข้างตัวที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต
“เอาล่ะ ข้าจะทำตามพิธี” หวังหยาง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาเดินตรงไปหยิบถ้วยสุราขึ้นมา ท่าทางของเขาดูสงบนิ่ง แต่ั์ตากลับว่างเปล่าราวกับการกระทำทุกอย่างเป็เพียงภาระหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จไป พลันยกถ้วยสุราขึ้นระดับอก แล้วหันมองลี่หยาผู้ที่นั่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน
ลี่หยาจ้องมองถ้วยสุราในมือของเขา สายตาซ่อนความขุ่นเคืองไว้อย่างยากจะสังเกตได้ แม้จะรู้ว่าพิธีนี้เป็เพียงพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติตาม
แต่นางก็ไม่คิดว่าเขาจะเพิกเฉยถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นเขายกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดโดยไม่รอให้นางหยิบถ้วยของตัวเองขึ้นดื่มพร้อมกัน ลี่หยาก็ได้แต่ยิ้มฝืน ความขมขื่นไหลซึมอยู่ในใจ ลี่หยาก้มมองถ้วยสุราของตนเองที่ยังคงอยู่กับที่ ไม่ถูกแตะต้อง นางไม่อยากยกมันขึ้นดื่ม แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้พิธีดำเนินไปอย่างผิดเพี้ยนในค่ำคืนสำคัญเช่นนี้ได้
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางแสงไฟวับแวมจากโคมแดงที่ส่องแสงสะท้อนลงบนพื้นไม้ขัดเงา ลี่หยายังไม่ขยับมือขึ้นไปหยิบถ้วยของตน ยังคงตรึงสายตาอยู่กับหวังหยาง
แต่หวังหยางกลับไม่สนใจแม้แต่จะหันมองนาง ความเ็าและเฉยเมยที่เขาแสดงออกมาทำให้ความอึดอัดเริ่มทวีคูณ
“เ้ารู้หรือไม่...” เสียงของลี่หยาเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา น้ำเสียงอ่อนหวานฟังคล้ายตัดพ้อ “ตามประเพณีแล้ว บ่าวสาวจะต้องดื่มสุรามงคลพร้อมกัน มิใช่ดื่มแยกกันเช่นนี้”
หวังหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยสุราลงเสียงดัง เขาเงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างเ็า แววตาสีนิลนั้นเต็มไปด้วยความเฉยเมย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มที่ไม่สื่อถึงความยินดีใดๆ ทั้งสิ้น
“ข้าไม่เห็นว่าจะมีความสำคัญอะไรนัก...” เขาตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ “แค่ดื่มสุรา เ้าจะใส่ใจทำไมกัน?”
คำ กล่าวเพียงประโยคเดียว เหมือนจะฉีกกระชากความตั้งใจของลี่หยาลงอย่างไร้เยื่อใย
หัวใจของนางบีบคั้นเจ็บแปลบ ความรู้สึกเ็ปเหมือนมีมีดเล่มคมทิ่มแทงซ้ำๆ จนนางแทบจะก้มหน้าลงไม่ให้เขาเห็นความรู้สึกที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
“เช่นนั้นหรือ...” นางกระซิบแ่ รอยยิ้มบางเบาประดับบนริมฝีปากที่เคยมีสีสดดูซีดจางลงไปในทันที
ความอับอายผสมเคล้าความคับข้องใจ ประดุจดั่งมีดเล่มคมที่กรีดผ่านดวงใจของลี่หยา ทว่าดวงตาคู่งามยังคงจับจ้องอยู่ที่หวังหยาง ก่อนจะค่อยๆ ยกถ้วยสุราของตนขึ้นดื่มตาม ในขณะที่ลมหายใจของนางหนักอึ้ง เสียงของสุรารินผ่านลำคอ แต่ความขมขื่นกลับท่วมท้นอยู่ในใจ
“แม้เ้าจะคิดเช่นนั้น...” ลี่หยาเอ่ยเบาๆ ขณะที่หันไปวางถ้วยสุราลงบนโต๊ะ แต่เพียงแค่ได้ยินเสียงของนาง หวังหยางกลับหันหลังให้ ร่างสูงเพรียวในชุดสีแดงของเขาเคลื่อนไปยังอีกฝั่งหนึ่งของห้อง
ลี่หยารู้สึกถึงความเย็นะเืในอก นี่คือคืนแต่งงานของนาง คืนแรกของการเป็สามีภรรยา แต่เ้าบ่าวของนางกลับยืนหันหลังให้อย่างไม่ไยดี ราวกับไม่ยี่หระว่าอีกคนกำลังรู้สึกอย่างไร เขาเลือกที่จะไม่สนใจในความรู้สึกของนาง ไม่ใยดีในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างกัน
“เ้าพักผ่อนเสียเถอะ” หวังหยางเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง “ประเพณีหรือพิธีใดๆ ข้าไม่ถือสาอยู่แล้ว เ้าไม่ต้องทำตามให้มากความ”
ลี่หยาได้แต่ยืนนิ่ง น้ำเสียงของเขาช่างเย็นเยียบ ราวกับลมหนาวพัดผ่านหัวใจ แม้นางอยากจะเอ่ยคำใดๆ เพื่อตอบโต้กลับ แต่ก็ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บเจียนขาดใจ เขาไม่้านาง ไม่้าแม้แต่จะเอ่ยถ้อยคำดีๆ ใดๆ แก่นาง
น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในเบ้าตากลับไม่ยอมหลั่งรินออกมา แม้จะรู้ว่าความเ็ปครั้งนี้ร้องไห้สักเท่าไหร่ก็ใช่ว่าจะช่วยบรรเทา ความเงียบยิ่งทำให้ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นกระหน่ำ
นางเก็บงำความรู้สึกทั้งหมดไว้อย่างแเี ก่อนจะฝืนยกยิ้มแม้จะรู้ว่ามันเป็เพียงรอยยิ้มที่ไร้ความหมายใดๆ สำหรับคนตรงหน้า