กษิดิศ มรรคภาค ทายาทหนุ่มหนึ่งเดียวของตระกูลมรรคภาค เ้าของธุรกิจอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอางชื่อดังทำการตลาดด้วยวิธีการขายตรงอย่างแบรนด์ ‘ไบรท์ สตาร์’ ไม่เคยคิดว่าการที่เขาถูกส่งตัวให้ไปเรียนรู้งานที่สาขาแม่ที่อเมริกาจะทำให้เขาไม่ได้เจอหน้าพ่อของตนเองอีกเลยตลอดชีวิต
ชายหนุ่มวัย25 ปี ที่เคยสูญเสียแม่มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาคิดว่า นั่นคือการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตแต่นั่นก็ยังไม่เท่าครั้งนี้ ที่เขาต้องสูญเสียผู้เป็พ่อไปอีกคนจนทำให้ชีวิตเขาไม่เหลือร่มโพธิ์ร่มไทรใด ๆ ให้ได้พักพิงใจอีกต่อไปถึงแม้ว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาจะไม่อยากเจอหน้าท่านเพราะเจอกันก็มีแต่เสียงบ่นและทะเลาะกันเป็ส่วนใหญ่ แต่ในเวลานี้ กษิดิศกลับโหยหาเสียงบ่นเ่าั้อยากให้พ่อของเขาลุกขึ้นมาบ่นและมาทะเลาะกับเขาเหมือนเช่นเดิม
ถึงใจจะร่ำร้องเช่นนั้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่อาจจะเป็ไปได้ สิ่งที่เห็นอยู่ในขณะนี้คือรูปถ่ายของท่านที่ตั้งอยู่ข้างโลงศพซึ่งยกสูงตระหง่านอยู่ในศาลา ซึ่งขณะนี้ว่างเปล่าจากผู้คนที่จะมาร่วมนั่งฟังพระสวดอภิธรรมเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่แขกจะมา กษิดิศออกจากสนามบินก็รีบตรงมาที่วัดทันที และสิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือทรุดเข่าลงเคารพศพของผู้เป็พ่อ น้ำใส ๆ ไหลออกจากตาอย่างไม่รู้ตัวอีกครั้ง
“โถ..คุณหนูของนมคุณท่านไปสบายแล้ว คุณหนูไม่ร้องนะคะ คุณท่านจะได้ไม่ต้องเป็ห่วงป่านนี้คงมองดูคุณหนูอยู่กับคุณผู้หญิงแล้วล่ะค่ะ”ถึงปากจะบอกห้ามไม่ให้เ้านายคนเดียวที่เหลืออยู่ร้องไห้ทว่าน้ำเสียงที่ส่งไปบอกของนมแป้นก็ยังสั่นเครือเสียเอง
นมแป้นคือแม่นมที่เลี้ยงกษิดิศมาั้แ่เล็ก เข้ามานั่งลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจเ้านายของตนเธอรู้ว่าการสูญเสียครั้งนี้มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน คุณหนูของเธอคงช็อกและเสียใจมากต่างจากตอนที่สูญเสียผู้เป็แม่ไปด้วยโรคร้าย ซึ่งนั่นพอมีเวลาให้ทำใจที่จะยอมรับ
กษิดิศหันมาโอบกอดผู้สูงอายุที่เลี้ยงดูเขาเอาไว้แน่นเพราะตอนนี้เหมือนท่านจะเป็คนเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไว้ได้
“นม..พ่อทิ้งผมไปอีกคนแล้ว” เป็ประโยคแรกที่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
ตลอดการเดินทางชายหนุ่มนิ่งเงียบจนคนข้างกายที่เดินทางกลับมาด้วยอย่างสาธกายังไม่กล้าจะพูดอะไรด้วยเพราะเดาอารมณ์เขาไม่ถูก จึงได้แต่ปล่อยให้เขานิ่งอยู่กับตัวเองไปเช่นนั้น
สาธกาเดินเข้ามาจุดธูปไหว้ศพเสร็จแล้วหันมาเอ่ยกับทั้งสองคนที่กอดกันร้องไห้
“ดิศคะนุกนิกขอตัวกลับบ้านก่อนนะ เดี๋ยวค่ำนี้นุกนิกจะมาใหม่ค่ะ”หญิงสาวหันมาบอกคนรักและลุกขึ้นเดินออกจากศาลาโดยไม่ได้รอให้เขาหันมาตอบใด ๆ
จากอากาศที่แตกต่างกันระหว่างสองประเทศทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดกับความร้อนที่รุมเร้ากายเธออยู่ขณะนี้ หญิงสาวขอกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตากแอร์เย็น ๆ ให้ชื่นใจ ไม่เหนียวเนื้อเหนียวตัวเช่นนี้น่าจะทำให้เธออารมณ์ดีขึ้น
สาธกา แย้มลิขิต เป็ลูกสาวของคณิน แย้มลิขิตซึ่งเป็ทั้งเพื่อนรักและเป็ทั้งรองประธานบริษัทช่วยงานศศินมาั้แ่เพิ่งเปิดตัวแบรนด์ ‘ไบรท์ สตาร์’
“ไม่ร้องนะคะคุณหนูของนมเข้มแข็งนะคะ คุณท่านกับคุณผู้หญิงจะได้ภูมิใจและไม่ต้องเป็ห่วงค่ะ” นมแป้นผละออกจากเ้านายของเธอเล็กน้อย สองมือที่เหี่ยวย่นกอบกุมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาเอาไว้ใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาลูกผู้ชายทิ้งไปเสียจากดวงหน้าที่เศร้าหมอง
“ผมจะพยายามนะครับนมผมจะทำให้ท่านทั้งสองคนภูมิใจ แต่ว่าตอนนี้มันไม่ไหว ขอผมพักเอาแรงหน่อยนะครับ”ชายหนุ่มพูดจบ ก็ขยับตัวนอนหนุนตักอุ่นของนมแป้นที่นั่งพับเพียบอยู่จับมือที่เต็มไปด้วยรอยประสบการณ์ของท่านมากอดเอาไว้แนบอกให้อุ่นใจ ว่าท่านจะอยู่กับเขาไม่จากไปไหนอีกคนก่อนจะหลับตาลงตั้งสติ และเตรียมพร้อมตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
“ครู่เดียวนะนมครู่เดียว แล้วผมจะตื่นมาพร้อมกับความเข้มแข็ง” เสียงพึมพำดังออกมาจากคนที่นอนหลับตาบอกแม่นมของเขานมแป้นก้มมองชายหนุ่มที่เลี้ยงดูมาเองกับมือด้วยความสงสารจับหัวใจ
เมื่อใกล้เวลาที่แขกจะเริ่มมากันคนที่มาเป็คนแรกนั้น ไม่ใช่แขก หากแต่เป็คุณจเร ทนายความคนสนิท ซึ่งเป็คนโทรไปแจ้งข่าวตามให้กษิดิศกลับมานั่นเอง
“คุณแป้นคุณดิศกลับมาถึงแล้วใช่ไหม?” เป็เสียงที่ส่งมาก่อนตัวจนเข้ามาก้องอยู่ในศาลาปลุกให้คนที่อยู่ในนิทรารู้สึกตัว
“เบาๆ ค่ะคุณทนาย คุณหนูหลับอยู่”นมแป้นที่นั่งอุทิศตักของตัวเองให้คุณหนูของเธอนอนหลับอยู่นั้นยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปาก ทั้งส่งสัญญาณและส่งเสียงบอกทนายประจำบ้านด้วยเสียงที่พยายามจะให้เบาที่สุดแต่กลับเป็เสียงจากคนที่นอนหนุนตักเธอเป็คนตอบกลับมา
“ไม่เป็ไรผมตื่นแล้วครับนม” กษิดิศลุกขึ้นยืน “สวัสดีครับคุณจเร”ชายหนุ่มยกมือไหว้ผู้ใหญ่อีกหนึ่งคนที่นับถือก่อนจะหันกลับมาช่วยพยุงนมแป้นให้ลุกยืน
“สวัสดีครับคุณดิศผมขอเวลาคุยด้วยสักครู่สิครับ”
“ได้ครับแต่ขอผมไปล้างหน้าแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวผมมาคุยด้วย” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงนิ่งเหมือนกับใบหน้าและแววตาที่นิ่งจนอ่านไม่ออก ก่อนจะเดินออกจากศาลาไป
นมแป้นมองตามร่างสูงจนลับสายตาคุณหนูของเธอคงตื่นมาพร้อมกับความเข้มแข็งอย่างที่บอกไว้แล้วจริง ๆ
กษิดิศใช้เวลาล้างหน้าล้างตาไม่ถึงสามนาทีก็เดินกลับมาหาคุณจเร
“ผมพร้อมแล้วครับคุณจเรมีอะไรก็พูดมาได้เลย”
“ผมเพิ่งได้รับแจ้งจากตำรวจว่าการตายของคุณศศินไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา เพราะพบว่าสายเบรกรถของคุณศศินถูกตัดครับ”
“ใคร?!!” กษิดิศเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ในขณะที่สองมือกำเอาไว้แน่น
ถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะเย็นราวกับน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือแต่ทว่าภายในจิตใจของเขาตอนนี้ร้อนรุ่มดั่งลาวาที่กำลังไหลออกจากปล่องูเาไฟ
“ยังไม่ทราบครับ”
“แล้วความเป็ไปได้ล่ะครับคุณจเรคิดว่าเป็ใครได้บ้าง”
“มันก็พูดยากนะครับคุณศศินขึ้นมาอยู่จุดนี้ ก็ต้องมีหลายคนที่จ้องอยู่ ทั้งคนนอกคนในศัตรูที่มาแบบเปิดเผยก็มี ที่ซุ่มอยู่ในที่มืดก็มี ผมไม่กล้าพูดไปหรอกครับไม่มีหลักฐานอะไร เดี๋ยวจะกลายเป็การปรักปรำไปเสียเปล่า ๆ”
“แล้วตอนนี้มันมีเื่อะไรที่ไอ้คนพวกนั้นถึงกับจะต้องมาเอาชีวิตพ่อขนาดนี้ด้วยล่ะครับ?”กษิดิศเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจนัก เพราะเอาจริง ๆ คนประเภทที่ทนายประจำบ้านกล่าวมาเขาก็พอจะรับรู้อยู่บ้าง แต่ก็เห็นว่าอยู่กันมาได้ตั้งนานไม่น่าจะถึงกับต้องเอาชีวิตกัน
“ผมก็ไม่แน่ใจนะครับเพราะคุณศศินก็ทำอยู่หลายอย่างงานที่บริษัทก็เพิ่งเปิดตัวโครงการทำสินค้ากลุ่มใหม่จะเพิ่มพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอะไรพวกนี้เข้าไปด้วยคู่แข่งก็คงต้องจับตามองกันเป็พิเศษ ส่วนเื่ส่วนตัวก็ยังมีอีหนูของท่านอีกหลายคนไม่รู้ว่าไปโดนคนมีเ้าของเอาบ้างซะก็ไม่รู้ หรือว่าอารมณ์ร้อน ๆ ของท่านเองที่ทำให้ไปทะเลาะกับใครที่ผมไม่รู้บ้างหรือเปล่า ขนาดกับคุณธนิตเองยังทะเลาะกันเป็กิจวัตรล่าสุดในการประชุมบอร์ดครั้งที่ผ่านมายังไม่เว้นเลย”
“คุณจเรคงไม่ได้คิดว่าคุณอาธนิตจะเป็คน...”
น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นเบาจนขาดหายไปในที่สุด เขากระดากใจจนเกินกว่าที่จะพูดมันออกมาทั้งที่รู้ว่าพี่น้องคู่นี้เจอหน้าเป็ทะเลาะกันตลอดแต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องหมายเอากันถึงชีวิต ทว่านับต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็ความสงสัยใด จะมีความเป็ไปได้น้อยหรือมาก กษิดิศจะไม่มองข้าม เขาจะลากตัวคนทำผิดออกมารับโทษให้ได้พ่อของเขาต้องไม่ตายฟรีแน่นอน
“เอ่อ...ผมยังไม่ปักใจใครทั้งนั้นแหละครับอย่างที่บอกว่าผมยังไม่มีหลักฐานอะไร” คุณจเรเอ่ยตอบกษิดิศแบบเป็กลาง ๆ ไว้ด้วยความที่เป็ทนาย เขาจะไม่ปรักปรำใครจนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน
ศศินและธนิตเป็พี่น้องที่มีความคิดขัดแย้งกันเกือบทุกเื่ หนึ่งคนหัวคิดการค้าหนึ่งคนหัวศิลปะไม่สนใจตัวเงิน แต่ที่เหมือนกันคงเป็นิสัยไม่ยอมคนรวมถึงไม่ยอมกันด้วย สองพี่น้องจึงเป็ไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดไม่มีใครคิดจะยอมใคร กระทั่งวันก่อนที่ศศินจะเสียชีวิต ทั้งสองคนก็ยังมีปากเสียงกันในการประชุมบอร์ดผู้บริหารบริษัทถึงขนาดศศินชี้หน้าไล่ธนิตกลางที่ประชุมเนื่องจากน้องชายเหมือนตั้งใจจะเข้าไปก่อกวนเพราะขัดทุกข้อเสนอที่ผู้เป็พี่ชายเสนอไปหนึ่งคนหวังสร้างกำไรให้บริษัทเติบโตออกดอกออกผลแต่อีกหนึ่งคนกลับเหมือนจะพาบริษัทเข้าสู่มูลนิธิช่วยเหลือคนแบบไม่หวังผลกำไรเสียอย่างนั้น
บริษัทที่ศศินผู้พี่เป็คนสร้างและถือหุ้นใหญ่ 40%ส่วนผู้น้องช้อนซื้อหุ้นของบริษัทผู้เป็พี่จนได้ถือหุ้นอยู่ในมือถึง 15% และมีสิทธิ์มีเสียงในบริษัทได้เช่นเดียวกัน
‘คุณจะไปซื้อหุ้น ไบรท์ สตาร์ ของพี่ชายคุณไว้เยอะแยะทำไมคะเจอกันฉันก็เห็นทะเลาะกันทุกที ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่จะได้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย’
เป็คำถามที่ อุษา ภรรยาของธนิตเคยถามผู้เป็สามี ในสมัยที่เขาลงทุนไปกว้านซื้อหุ้นของไบรท์สตาร์
‘ซื้อเอาไว้ จะได้มีปากมีเสียงขัดคนเห็นแก่เงินอย่างมันยังไงล่ะ’
คำตอบที่ได้ทำให้ผู้เป็ภรรยาถึงกับถอนหายใจส่ายหน้า ให้กับเหตุผลที่ได้ยิน เธอรู้ว่าสามีของเธอต้องมีเหตุผลมากกว่านี้แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะรู้ดีว่าซักถามอะไรต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์หากเขาไม่้าบอก ต่อให้ซักอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี
สิ่งที่พี่น้องสองคนนี้เหมือนกันก็คือความดื้อรั้นเมื่อ้าจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ได้ และอย่าทำให้โกรธ เพราะหากโกรธทั้งสองคนก็พร้อมจะกลายเป็ไฟที่ลุกโชน เผาอีกฝ่ายให้มอดไหม้ไปได้เลยจนหลายครั้งที่อุษานั้นยังนึกแปลกใจว่างานศิลปะที่สามีชอบนั้นไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเขาให้เย็นลงบ้างเลยหรือ?หรือว่าสามีของเธอจะเป็ไบโพลาร์?
‘ไม่นะ ไม่ใช่สิ...’ ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่อุษาก็มีคำตอบให้ตัวเองอยู่ในใจ
และด้วยเหตุศรศิลป์ไม่กินกันทั้งสองคนจึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันเท่าใดนัก ที่ยังได้เห็นหน้ากันอยู่บ้างก็เมื่อมีการประชุมบอร์ดผู้บริหารของบริษัทที่คนน้องตั้งใจไปป่วนหรือไม่ก็ที่บริษัทบ้างเป็ครั้งคราว
คนที่มาก่อนแขกนอกจากจะมีคุณจเรแล้ว ยังมี ชัชชญา นฤบดินทรบุตรบุญธรรมของธนิต มรรคภาค ทว่าเธอยังคงใช้นามสกุลของพ่อผู้ให้กำเนิด ซึ่งก็เป็นามสกุลเดิมของคุณอุษาภรรยาของธนิตนั่นเอง
ธนิตได้รับลูกสาวของน้องชายภรรยามาเป็บุตรบุญธรรม เนื่องจากเขาและภรรยาไม่มีบุตรกอปรกับน้องชายของภรรยาได้เสียชีวิตลงทิ้งลูกน้อยให้มีชีวิตอยู่เผชิญโลกนี้ตามลำพัง คนเป็ป้าอย่างอุษาจึงได้แสดงความจำนงรับเด็กน้อยมาเป็บุตรบุญธรรมซึ่งธนิตเองก็ไม่ขัดข้อง เพราะรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยอยู่เช่นกัน
หญิงสาวขับรถเข้ามาจอดข้างศาลาและขนดอกไม้ลงจากรถหลายถุงใหญ่นมแป้นเห็นเข้าจึงได้เดินเข้ามาทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณน้ำตาล ขนอะไรมาเยอะแยะคะนั่น”
“สวัสดีค่ะนมแป้น”ชัชชญาวางมือจากถุงดอกไม้ หันมาไหว้ผู้ใหญ่ที่เดินเข้ามาทักทายเธอ ก่อนจะตอบคำถาม“เมื่อวานน้ำตาลมาแล้วเห็นดอกไม้ที่จัดไว้ยังไม่เต็มน่ะค่ะวันนี้ก็เลยเอาดอกไม้จากร้านมาช่วยเติมให้เต็มค่ะ”
“โถ...แม่คุณมีน้ำใจจริง ๆ เลย มาค่ะ..เดี๋ยวนมช่วยยกนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”ชัชชญาส่งถุงดอกไม้ให้ผู้สูงอายุช่วยถือหนึ่งถุง ด้วยเกรงว่าผู้ใหญ่ใจดีจะเสียน้ำใจ
“อีกไม่นานแขกก็คงเริ่มทยอยกันมาแล้วนะคะคุณน้ำตาลจะจัดทันเหรอคะ หรือว่าให้นมหาคนมาช่วยเอาไหมคะ?”นมแป้นประเมินจากดอกไม้ที่หญิงสาวขนมานั้นจำนวนไม่ใช่น้อย จึงเริ่มเป็กังวลว่าเธออาจจะจัดดอกไม้เสร็จไม่ทันก่อนที่แขกจะมาเพราะหากเป็เช่นนั้น ก็อาจจะไม่สะดวกทั้งเธอเองและแขกที่จะเข้ามาไหว้เคารพศพ
“ไม่เป็ไรค่ะนมแป้นน้ำตาลจัดแป๊บเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ ไม่เชื่อนมคอยดูสิคะ”
“อ้อ! นมก็ลืมไปค่ะ ว่าคุณน้ำตาลน่ะเปิดร้านดอกไม้ จัดดอกไม้จนชำนาญแล้วอย่างนั้นนมเชื่อละกันนะคะ”
“แหม! นมแป้นก็เชื่อง่ายจัง รอดูผลงานน้ำตาลก่อนก็ได้ค่ะ” หญิงสาวหันมาตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
จนเข้ามาถึงในศาลาหญิงสาวก็เริ่มทำงานของตนเองทันที สองมือหยิบจับดอกไม้และอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยความชำนาญปักดอกไม้ลงไปตรงไหนก็สวยตรงนั้น เธอเล็งและปักได้อย่างแม่นยำ นมแป้นมองยังเพลินตา
“คุณน้ำตาลนี่เก่งนะคะจัดดอกไม้ คนแก่มองเพลินเลยค่ะ”
“....”หญิงสาวหันมาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“แล้ววันนี้คุณธนิตจะมางานไหมคะ?เมื่อวานนมคิดว่าจะมาก็ไม่เห็นมา” นมแป้นเอ่ยถาม เ้าของร้านดอกไม้สาว
“เหมือนคุณพ่อจะยังทำใจไม่ได้ค่ะวันนี้ก็คงอาจจะยังไม่ได้มา อันนี้น้ำตาลเดาเอานะคะ เพราะเมื่อเช้าตอนที่น้ำตาลจะออกมาร้านดอกไม้ได้ยินคุณแม่ถาม แต่ท่านก็ไม่ได้ตอบอะไรค่ะ”
“ทำใจไม่ได้หรือว่าสำนึกผิดอยู่กันแน่?” เสียงที่ดังกลับมา หาใช่เสียงจากนมแป้นไม่ทว่าเป็เสียงจากกษิดิศ ที่กำลังเดินเข้ามาหาแม่นมของเขาและได้ยินประโยคของชัชชญาเข้าพอดี
“นายหมายความว่ายังไง?”ประโยคที่ไม่เข้าหูจากลูกชายของผู้เสียชีวิตทำให้หญิงสาวหันกลับไปตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่พอใจนัก
ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะมีศักดิ์เป็ลูกพี่ลูกน้องกันและอายุก็ไล่เลี่ยกัน ทว่าไม่ได้มีความสนิทสนมกันฉันญาติมิตร เนื่องจากผู้เป็พ่อของทั้งสองคนไม่ได้ไปมาหาสู่กันแต่ที่ชัชชญามาช่วยงานก็เพราะอยากมาเป็ตัวแทนของพ่อเธอตามมารยาทสังคมและเพื่อไม่ให้คนเอาไปพูดนินทากันได้ว่าครอบครัวของน้องชายไม่มีใครมางานศพของพี่เลย
“ไม่เห็นต้องแปลความหมายก็ตามที่พูด” กษิดิศจ้องมองใบหน้าเรียวสวยตรงหน้าตาเขม็ง
“พ่อฉันไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมจะต้องสำนึกผิดด้วยไม่ทราบ” หญิงสาวตอบกลับเสียงแข็ง
“ก็แล้วไปสิ” ชายหนุ่มยักไหล่ ก่อนหันมาพูดกับนมแป้นตามที่ตั้งใจแต่แรก“นมครับ ผมหิวแล้ว มีอะไรให้ทานบ้างหรือเปล่าครับ”
“ตายจริง!..นมก็ลืมไปเลยค่ะ คุณหนูเพิ่งกลับมา ยังไม่ได้ทานอะไรมาใช่ไหมคะ”
“ทานตอนอยู่บนเครื่องครับตอนนี้ย่อยหมดแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นตามนมมาทางนี้เลยค่ะ เดี๋ยวนมหาอะไรให้ทานรองท้องก่อนค่ะ”พูดจบนมแป้นก็ดึงมือของคุณหนูของเธอให้เดินตามไปทางครัวที่อยู่ด้านหลังศาลาทันทีด้วยไม่อยากให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน เพราะเกรงว่าจะเกิดทะเลาะกันเป็เื่เป็ราวเหมือนกับคู่พี่น้องศศินกับธนิตไปอีกคู่หนึ่ง
“ประสาท!” เป็เสียงพึมพำที่หลุดออกมาจากปากของชัชชญาสายตาคู่สวยมองตามหลังชายหนุ่มไปด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับส่ายหัวให้กับเขาก่อนจะกลับมาตั้งใจทำงานของเธอต่อ