เมื่อมารเฒ่าไปจากูเาแล้วเด็กน้อยเทียนิชูก็จัดแจงเก็บข้าวของวิ่งลงเขามาทันที คราวนี้เขาใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงตีนเขาสภาพหมู่บ้านนอกกำแพง และเมืองหลงซานยังดูคุ้นตาไม่เปลี่ยน ควันไฟพวยพุ่งขึ้นจากมุมหนึ่งของเมืองเสียงต่อยตีประลองกำลังของจอมยุทธ์ดังสลับไปกับเสียงเฮของผู้คนบ้านเรือนหลายหลังกำลังถูกซ่อมแซมอยู่ และบ้างก็กำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เสียงตอกค้อนดังเป็จังหวะล่องลอยมาตามสายลมชวนให้รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย
เด็กชายมองภาพตรงหน้าแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆทีหนึ่ง ตอนนี้จิตใจของเขาปลอดโปร่งยิ่งนัก ไม่ต้องทนรองรับอารมณ์ร้ายของมารเฒ่าไม่ต้องเฝ้าแสวงหากำไรจนปวดหัว ชีวิตอันแสนสงบสุขของเทียนิชูได้กลับคืนมาแล้ว
ร่างเล็กๆสูงไม่เกินเอวของผู้ใหญ่แบกตะกร้าสานใบโตเอาไว้บนหลัง ข้าวของภายในนั้นอัดแน่นจนล้นท่วมศีรษะของเด็กน้อยที่ไหล่ทั้งสองข้างยังสะพายไว้ด้วยกระบอกไม้ไผ่ผูกเชือกหลายกระบอกแลดูพะรุงพะรังยิ่ง ิชูเดินไปอย่างไม่รีบร้อนส่งยิ้มทักทายเพื่อนบ้านที่พบกันระหว่างทางจนได้ขนมติดไม้ติดมือมาด้วยจำนวนหนึ่งเขาใช้เวลาอีกไม่นานนักก็มาถึงที่นาของครอบครัว
“ท่านพ่อ! ข้ากลับมาแล้ว!”
เมื่อเห็นเงาร่างคุ้นตาของบิดาอยู่ในสวน เด็กชายก็ส่งเสียงร้องเรียกออกไปสองเท้าเปลี่ยนเป็วิ่งเหยาะๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มสดใส ถึงอย่างไริชูก็ยังเป็เด็กจากบ้านไปหลายเดือนย่อมต้องคิดถึงครอบครัวเป็ธรรมดา
“ชูเอ๋อร์!”
เทียนซานทิ้งจอบในมือลงกางสองแขนออกกว้างและรับร่างน้อยๆ ของบุตรชายเข้าสู่อ้อมกอด ตลอดหลายเดือนมานี้เขาและภรรยาต่างเป็ห่วงลูกน้อยจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับแต่เพราะจอมยุทธ์ท่านนั้นไม่้าพบหน้าใคร สองสามีภรรยาจึงไม่กล้าขึ้นเขาไปเยี่ยมเยียนลูกน้อยผู้เป็พ่ออย่างเทียนซานจึงได้แต่เฝ้ารออย่างอดทนและทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวให้ดีที่สุดเท่านั้น
เงินกว่าสามร้อยเหรียญทองแดงที่ิชูนำมามอบให้เมื่อครั้งก่อนเทียนซานนำไปใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เขาซื้อยามารักษาตนเอง ซ่อมแซมบ้าน ซื้อเสื้อผ้าเครื่องนอนสำหรับฤดูหนาวซื้อแพะ เป็ด และไก่มาเลี้ยง พร้อมกับสร้างโรงเลี้ยงสัตว์ขึ้นด้วยเพื่อไม่ให้พวกมันตกตายไประหว่างฤดูหนาวอันโหดร้ายที่กำลังจะมาถึงเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ยังเหลือเงินอยู่อีกเกือบร้อยเหรียญทองแดงคาดว่าฤดูหนาวครานี้บ้านสกุลเทียนคงไม่ลำบากมากนัก
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฮวาเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้างขอรับ? ลูกอกตัญญูจากบ้านไปหลายเดือน ลูกรู้สึกผิดยิ่งนัก”
“เด็กโง่ อกตัญญูอะไร เ้าเป็เด็กจะไปเที่ยวเล่นบ้างก็ไม่แปลกอันใด อีกอย่าง เงินที่เ้าหามาได้คราวก่อนก็ช่วยบ้านเราไว้มากทีเดียว”
เทียนซานลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดูหากเด็กน้อยที่ขยันขันแข็งผู้นี้เป็ลูกอกตัญญูแล้ว ผู้อื่นมิเป็ลูกทรพีหรอกหรือ?
“ว่าแต่เ้าขนของมามากเช่นนี้ ท่านจอมยุทธ์ออกจากการฝึกตนแล้วหรือ?”
“ถูกแล้วขอรับท่านพ่อ ผู้าุโกลับบ้านไปแล้ว”
เด็กน้อยตอบอย่างฉะฉาน คำพูดคำจาน่าเอ็นดูเสียจนผู้เป็พ่ออดไม่ได้ที่จะขยี้ผมของลูกชายอย่างมันเขี้ยวมองดูใบหน้าน่ารักน่าชังของบุตรชายแล้วเทียนซานก็อดใจหายไปวูบหนึ่งไม่ได้จิตประหวัดนึกไปถึงภาพของสตรีนางหนึ่งในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน สตรีที่ตระกองกอดทารกในอ้อมแขนเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้ว่าเรี่ยวแรงของนางใกล้จะหมดลงเต็มที
เขายังจำได้ดีถึงวันที่ได้พบกับสตรีโชคร้ายนางนั้นคำฝากฝังกระท่อนกระแท่นแ่เบาของนางยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำตอกย้ำว่าเด็กน้อยนี้หาใช่เืเนื้อเชื้อไขของตนไม่หลายครั้งที่เทียนซานอดคิดไปไม่ได้ว่าครอบครัวแท้ๆของเด็กน้อยผู้นี้จะคิดถึงเด็กชายบ้างหรือไม่? หรือว่าทั้งตระกูลได้ตกตายเหมือนผู้เป็มารดาไปเสียแล้ว?
ยิ่งคิดเทียนซานก็ยิ่งเอ็นดูเด็กน้อยในอ้อมกอดมากขึ้นเขายังนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อนด้วย ในตอนนั้นเด็กปากมากในหมู่บ้านพูดล้อเลียนิชูว่าเป็ลูกกำพร้าถูกเก็บมาเลี้ยง ทำให้ความลับที่สองสามีภรรยาสกุลเทียนปกปิดมานานเป็อันถูกเปิดเผยทว่าิชูก็หาได้เสียใจไม่ วันนั้นเด็กน้อยคุกเข่าลงต่อหน้าสองสามีภรรยายกน้ำชาคารวะฝากตัวเป็บุตรบุญธรรมตามธรรมเนียมประเพณี ิชูสาบานด้วยชีวิตว่าเขาจะทำหน้าที่ลูกที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ช่างเป็คำสาบานที่เทียนซานอดนึกขำไม่ได้ั้แ่รู้ความมิใช่ว่าบุตรชายของเขาก็ทำหน้าที่ลูกที่ดีมาโดยตลอดหรอกหรือ?จะหาลูกบ้านไหนที่เชื่อฟังและเป็ห่วงเป็ใยบิดามารดาได้เท่าิชูอีกยิ่งมีน้องสาวอีกคนเ้าลูกชายก็ทั้งเห่อทั้งหวงน้อง ถึงขนาดอยากเลี้ยงแพะเพื่อที่แม่และน้องได้ดื่มนม
แม้ไม่เกี่ยวพันกันโดยสายเืแต่สายใยแห่งใจนั้นผูกพันลึกล้ำยิ่งกว่า
“เ้ากลับมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักในบ้านก่อนเถิด”
เทียนซานจูงมือบุตรชายเดินกลับบ้านเขาอยากจะแย่งตะกร้าบนหลังของลูกน้อยมาแบกเสียเอง แต่เด็กชายก็ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นพอเห็นว่าบิดาจะแย่งแบกของ ิชูก็ออกวิ่งนำเข้าบ้านไปก่อนทันทีเรียกรอยยิ้มเอ็นดูระคนเหนื่อยใจจากผู้เป็บิดาได้เป็อย่างดี
“ท่านแม่! ฮวาเอ๋อร์!”
ิชูส่งเสียงทักทายมารดาและน้องสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ฮูหยินเทียนกำลังสานตะกร้าอยู่อย่างขะมักเขม้นข้างกายนางมีเปลผ้าผูกอยู่ระหว่างเสาสองต้น ก้อนตุงๆที่ก้นเปลนั้นไม่ต้องให้ใครบอกิชูก็รู้ว่าเป็น้องสาวตัวน้อยของเขา
“ชูเอ๋อร์!”
ใบหน้างามปรากฏรอยยิ้มสว่างไสวนางโยนตะกร้าที่ยังสานไม่เสร็จไปด้านข้างและกางแขนออกเป็สัญญาณบอกให้เ้าตัวเล็กของนางโผเข้าหาอ้อมอกอุ่นๆนั้น
“ข้ากลับมาแล้ว ท่านแม่สบายดีหรือไม่ขอรับ?”
ิชูกอดมารดาแน่นด้วยความคิดถึงทีหนึ่งก็ผละออกมานั่งสนทนากับนาง
“แม่สบายดี น้องของลูกก็แข็งแรงเช่นกันแล้วนั่นลูกขนอะไรมาเยอะแยะเชียว”
พอมารดาเอ่ยถามก็มีเสียงหัวเราะดังมาจากทางด้านหลัง
“นั่นสิ มองจากด้านหลังไม่เห็นตัวเ้าเลยนะชูเอ๋อร์”
นั่นเป็เสียงของเทียนซานที่เพิ่งจะตามมาถึง เขาเดินกะเผลกเข้ามาช่วยถอดตะกร้าและข้าวของต่างๆออกจากตัวบุตรชาย สิ่งที่ิชูขนมานั้นเป็เสื้อผ้าเครื่องนอน และของใช้อีกจำนวนหนึ่งที่มารดาของเขาจัดให้นำขึ้นเขาไปเมื่อหลายเดือนก่อน ที่เหลือเป็สมุนไพรและพืชป่าที่ดูคุ้นตา ส่วนของในกระบอกไม้ไผ่นับสิบกระบอกนั้นคือใบชาแห้งกับน้ำผึ้งอีกจำนวนหนึ่ง
“ตอนที่อยู่บนเขา ผู้าุโสอนข้าหลายอย่างเหล่านี้เป็สมุนไพรหายาก ส่วนนั่นคือกล้าชาขอรับลูกคิดว่าเอามาปลูกไว้ที่บ้านบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย”
เด็กน้อยพูดไปพลางคัดแยกของในตะกร้าออกมาวางสมุนไพรส่วนใหญ่ิชูมัดแยกเอาไว้เป็กำอย่างเรียบร้อย ส่วนกล้าชาก็เป็กิ่งที่ตอนจนออกรากดีแล้วโดยใช้ใบไม้ห่อส่วนรากเอาไว้ไม่ให้เสียหาย
“ส่วนนี่เป็ใบชาที่ลูกเก็บไว้ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาขอรับมีชาผู่เอ๋อร์ด้วยนะท่านพ่อ ข้าจะเก็บเอาไว้แล้วปีหน้าจะชงให้ท่านพ่อท่านแม่ดื่ม”
ยิ่งพูดน้ำเสียงของเด็กน้อยก็ร่าเริงขึ้นเรื่อยๆผู้เป็พ่อและแม่ต่างก็มองดูบุตรชายอย่างเอ็นดูเด็กคนนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ขยันขันแข็งและห่วงใยครอบครัวอยู่เสมอ สองสามีภรรยาต่างคิดตรงกันว่าหากแม้นว่าพวกตนจำต้องจากโลกนี้ไปบุตรทั้งสองย่อมไม่ลำบากอย่างแน่นอน
“ลูกพ่อโตขึ้นมากจริงๆ”
เทียนซานกล่าวอย่างปลื้มปีติมือหนาลูบศีรษะบุตรชายอย่างรักใคร่ฝ่ายภรรยาของเขาก็ใช้สายตาอ่อนโยนมองมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่นางจะเอี้ยวตัวไปรินน้ำจากกาลงในถ้วยใบเล็กแล้วยื่นให้บุตรชาย
“ลูกกลับมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ” นางกล่าว
“ขอบคุณขอรับท่านแม่”
เด็กน้อยรับถ้วยน้ำมาดื่มอย่างกระหาย ิชูรีบเร่งเดินทางกลับบ้านตอนนี้จึงรู้สึกเหนื่อยยิ่งนัก
“จริงลูกคงจะหิวแล้ว เช่นนั้นเดี๋ยวแม่จะทำอะไรให้ทานนะ”
กล่าวแล้วฮูหยินเทียนก็ทำท่าจะลุกขึ้นแต่ิชูร้องห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ข้ายังไม่หิวขอรับท่านแม่เอาไว้เราทานพร้อมกันตอนเที่ยงก็ได้อีกอย่างป้าถิงกับพี่เสี่ยวม่านก็ให้ขนมลูกมาด้วย”
เด็กน้อยไม่พูดเปล่าล้วงเอาห่อขนมออกมาจากอกเสื้อให้มารดาชมดูด้วย ฮูหยินเทียนเห็นอย่างนั้นก็วางใจนางบอกให้บุตรชายนำของไปเก็บให้เรียบร้อยและปล่อยให้สองพ่อลูกได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน
ิชูใช้เวลาเก็บของไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยจากนั้นเขาก็รีบไปช่วยงานบิดาในสวนทันที ทว่าเทียนซานกลับไม่ปล่อยให้เด็กชายได้ช่วยงานอย่างที่ตั้งใจผู้เป็บิดาชักชวนบุตรชายเดินชมที่นาของครอบครัวซึ่งถูกปรับปรุงใหม่ด้วยเงินที่ิชูหามาได้และแรงงานจากเทียนซานและเพื่อนบ้านที่เห็นใจครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้
รั้วไม้ไผ่ล้อมรอบเขตสวนดูแ่ากว่าเดิมในขณะที่พื้นที่รอบนาของครอบครัวนั้นดูไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่ทั้งนี้ก็เพราะนาของแต่ละบ้านมีคันดินกั้นเอาไว้อยู่แล้วและเส้นทางน้ำของนาแต่ละแปลงก็เชื่อมต่อกันด้วย
อย่างไรก็ตามผลงานที่เทียนซานภูมิใจที่สุดก็คือโรงเลี้ยงสัตว์ มันเป็บ้านดินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ หลังคามุงด้วยฟางหนาตัวอาคารทึบไร้หน้าต่างแต่ก็ไม่อับชื้น ที่ใต้หลังคามีพื้นที่เก็บของโล่งๆสำหรับเก็บอาหารสัตว์และอุปกรณ์ทำสวนอื่นๆ ที่ชั้นล่างก็กั้นเป็ส่วนๆด้วยรั้วไม้ไผ่ เพราะพวกเขาเลี้ยงทั้งแพะ ไก่ และเป็ด จะให้อยู่รวมกันก็คงไม่เหมาะข้างๆ โรงเลี้ยงสัตว์ยังขุดบ่อเลี้ยงปลาตื้นๆ เอาไว้ด้วย ความจริงแล้วเทียนซานอยากจะขุดบ่อให้ลึกกว่านี้เพื่อที่จะได้กักเก็บน้ำได้มากขึ้นแต่เพราะบุตรทั้งสองยังเล็กนัก เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงด้วยกลัวว่าบุตรคนใดคนหนึ่งจะตกน้ำเทียนซานถึงกับทำรั้วล้อมรอบบ่อปลาเอาไว้อย่างแ่า ชนิดที่ว่าหากไม่ตั้งใจจะปีนเข้าไปแล้วย่อมไม่สามารถหลงเข้าไปในบริเวณนั้นได้เลย
ิชูเห็นความรอบคอบและความห่วงใยของบิดาแล้วก็ยิ้มกว้างเด็กชายทอดสายตามองฝูงไก่ที่คุ้ยเขี่ยหาอาหารฝูงเป็ดที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในบ่อเลี้ยงปลา และฝูงแพะที่เที่ยวและเล็มหญ้ากับพุ่มไม้เตี้ยๆอยู่ไม่ไกล เขาเห็นลูกแพะตัวเล็กที่เพิ่งจะหย่านมด้วยสองตัวท่าทางจะเป็ฝาแฝดกันช่างน่ารักยิ่งนักแต่ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับความน่ารักของบรรดาสัตว์เลี้ยงเ่าั้เด็กชายก็พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าการเลี้ยงสัตว์มากมายเช่นนี้ย่อมมีปัญหาตามมาไม่น้อยจึงหันไปถามบิดาว่า
“ท่านพ่อเรามีแพะมากมายอย่างนี้ในหน้าหนาวจะมีอาหารสัตว์เพียงพอหรือขอรับ?”
“พอสิ เงินที่เ้าให้มาคราวก่อนพ่อเอาไปซื้ออาหารสัตว์เก็บไว้เยอะเลยทีเดียว”
เทียนซานกล่าวพลางตบไหล่เล็กของลูกน้อย บอกว่า“ต้องขอบใจเ้าจริงๆบ้านเราถึงได้มีวันนี้” พูดไปเทียนซานก็นึกละอายใจยิ่งนัก ที่ตนด้อยความสามารถเดือดร้อนถึงบุตรชายวัยเพียงห้าขวบปีที่ต้องทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวเช่นนี้
“ท่านพ่อกล่าวเกินไปแล้ว” เด็กน้อยส่ายหน้าปฏิเสธ“เงินเ่าั้ได้มาเพราะผู้าุโช่วยเหลือต่างหากลำพังตัวลูกจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือของดี”
“ก็จริงของเ้านับว่าบ้านเราติดค้างผู้าุโอย่างยิ่งแล้ว”เทียนซานได้ฟังแล้วก็พยักหน้าคล้อยตามโดยง่าย
มันจริงตามที่บุตรชายของเขากล่าวเด็กที่ไม่เคยไปโรงเรียนอย่างิชูมีหรือจะทราบว่าสิ่งใดคือสมุนไพร สิ่งใดไม่ใช่เทียนซานเองก็เคยสอนิชูเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตัวเขาเองก็ไม่มีความรู้เื่นี้มากนักดังนั้นสมุนไพรหายากที่บุตรของเขานำมาขายย่อมได้มาจากจอมยุทธ์าุโท่านนั้นเป็แน่ยิ่งคิดเทียนซานก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจมากขึ้นเท่านั้นฝ่ายิชูก็ได้แต่ลอบเบ้ปากนินทามารเฒ่าอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
‘ตาเฒ่านั่นหากข้าไม่หลอกถาม มีหรือจะบอกเื่พวกนั้นแก่ข้า?วันๆ เอาแต่เรียกร้องหาชาอยู่อย่างเดียว’
“ท่านพ่อลูกมีเื่อยากจะปรึกษาขอรับ”
ิชูปัดเื่ของมารเฒ่าทิ้งไปแล้วกล่าวความในใจของตนออกมาเื่นี้เขาใช้เวลาขบคิดมากว่าสามเดือนแล้ว ทว่าก็ยังตัดสินใจไม่ได้จึงอยากขอความเห็นจากผู้เป็บิดา
“ลูกอยากจะปรึกษาอะไรหรือ?”
เทียนซานรู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อยท่าทางของบุตรชายจริงจังจนไม่น่าจะเป็เื่ล้อเล่นแต่เด็กเช่นิชูมีเื่อันใดให้หนักใจด้วยหรือ?
“ลูกคิดว่าจะไปทำงานที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวขอรับ”
ิชูบอกไปตามตรง เมื่อก่อนมารดาของเขาทำงานเป็คนครัวอยู่ในโรงเตี๊ยมไผ่เขียวจนกระทั่งตั้งท้องฮวาเอ๋อร์จึงต้องกลับมาอยู่บ้าน ฝ่ายบิดาของเขาลำพังแค่ทำไร่ไถนาล่าสัตว์มาเป็อาหารให้ครอบครัวและซ่อมแซมบ้านที่เสียหายก็ยุ่งจนไม่เป็อันทำอะไรแล้วรายได้ของครอบครัวที่นับเป็ตัวเงินได้ส่วนใหญ่จึงมาจากมารดาเพียงผู้เดียวที่ได้จากของป่าที่บิดาของเขาหามาขายก็มีบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ตอนนี้มารดาของเขาต้องดูแลน้องสาวคงไม่สามารถกลับไปทำงานได้ บิดาก็วุ่นวายอยู่กับสวนและบรรดาสัตว์เลี้ยงอีกทั้งขาข้างที่หักก็ไม่อาจหายดีดังเดิมได้ ิชูคิดว่ามันน่าจะเป็การดีกว่าหากเขาสามารถไปทำงานในเมืองเก็บเงินเอาไว้มากๆ ยามจำเป็จะได้ไม่ขัดสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่แสนโหดร้าย
ห้าปีที่ผ่านมาบ้านสกุลเทียนใช้ชีวิตผ่านฤดูหนาวไปด้วยความยากลำบากสามคนพ่อแม่ลูกขดตัวกอดกันกลมอยู่ในผ้าห่มผืนเดียว เตาไฟถูกจุดขึ้นในบ้านจนผนังเปลี่ยนเป็สีดำพวกเขากอดหินเผาไฟอยู่ตลอดเวลาจนแทบจะตั้งชื่อให้อยู่แล้วยิ่งไปกว่านั้นเทียนซานยังต้องสละเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของตนให้บุตรและภรรยาจนล้มป่วยลงทุกปีและเพราะไม่มีเงินมากพอจะจ่ายค่ารักษา เทียนซานจึงต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วยและโรคแทรกซ้อนอยู่นานหลายสัปดาห์ในระหว่างนั้นฮูหยินเทียนก็ต้องรับผิดชอบงานทุกอย่างในบ้านแต่กำลังของนางก็มีจำกัดดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาใน่ฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิบ้านสกุลเทียนจึงลำบากและอดอยากอย่างมาก
ปีนี้ิชูจะไม่ยอมให้เป็เหมือนปีที่ผ่านมาเงินที่มีอยู่ราวหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงนั้นเพียงพอแน่หากนับเฉพาะเื่อาหารการกินเพียงอย่างเดียวแต่มันแทบจะไม่พอหากต้องนำไปจ่ายค่าหมอและค่ายาในยามที่คนในบ้านป่วยไข้
“ชูเอ๋อร์พ่อรู้ว่าเ้าเป็กังวลเกี่ยวกับฤดูหนาว แต่เงินของเรายังเหลืออีกมาก เสื้อผ้าผ้าห่มสำหรับฤดูหนาวก็ซื้อเอาไว้แล้ว พ่อคิดว่าหากเราซื้อเนื้อจากเพื่อนบ้าน และถนอมเนื้อไว้ก็จะสามารถใช้เป็อาหารได้อีกนานลูกไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยากเหมือนเมื่อปีก่อนหรอก”
ในสายตาของเทียนซาน เื่ที่เด็กเล็กๆจะเป็กังวลได้ก็คงหนีไม่พ้นความยากลำบากที่พวกเขาไม่อยากเผชิญ แต่ิชูหาใช่เด็กธรรมดาทั่วไปไม่
“ข้าไม่ได้ห่วงเื่นั้น”
เด็กชายปฏิเสธ ใบหน้าน้อยๆ ส่ายไปมา กล่าวต่อไปว่า
“ข้ากลัวว่าท่านพ่อจะล้มป่วยลงอีกฮวาเอ๋อร์เองก็ยังเล็กนัก ข้ากลัวว่าหากพวกเราป่วยแล้วจะไม่มีเงินจ่ายค่าหมอกับค่ายาขอรับ”
“จริงของลูก”
เทียนซานพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
“เช่นนั้นพ่อจะไปทำงานที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียวเอง”
“แต่ท่านพ่อลูกกับท่านแม่เพียงสองคนทำงานในไร่ไม่ไหวหรอกนะขอรับ ไหนจะต้องดองผักอีก”
ิชูกล่าวด้วยเหตุผลเด็กชายพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่พูดถึงความพิการของผู้เป็บิดา
เื่ที่ิชูยกขึ้นมาพูดนั้นเป็ความจริงที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยเทียนซานเองก็ทราบดีว่านาข้าวที่ปลูกไว้ใกล้จะถึงวันเก็บเกี่ยวแล้วผักสวนครัวที่ปลูกไว้ก็เช่นเดียวกันอีกทั้งผลิตผลที่เก็บมาได้ก็ต้องมาผ่านกระบวนการแปรรูปอีกหลายอย่างเพื่อให้เก็บเอาไว้ได้นานๆ
ข้าวต้องนำมานวดให้หลุดจากรวงตากให้แห้งสนิทและเก็บใส่ถุงกระสอบไว้กิน และต้องทำเป็ข้าวสารใส่หม้อเอาไว้ด้วยส่วนผักสวนครัวนั้น หากไม่ตากให้แห้งก็ต้องนำมาเข้ากระบวนการถนอมอาหารเพื่อให้เก็บเอาไว้ได้นานๆงานเหล่านี้ปกติแล้วเทียนซานกับฮูหยินเทียนจะช่วยกันทำ โดยมีิชูเป็ลูกมือคอยช่วยด้วยดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่เด็กน้อยกับมารดาจะทำงานทั้งหมดนี้ได้โดยลำพังเพียงสองคน
“อา...นั่นสินะ”
เทียนซานเองก็เพิ่งนึกได้ เขามัวแต่คิดไม่อยากให้บุตรชายต้องลำบากจนหลงลืมไปเสียสนิทว่างานในบ้านก็มีมากเช่นกัน
“เช่นนั้นพ่อจะให้แม่เขาฝากงานให้ลูกแต่ถ้าทำไม่ไหวก็อย่าฝืนนะรู้ไหม”
“ขอรับท่านพ่อ”เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน
“ลูกเป็เด็กดีเช่นนี้พ่อคงต้องให้รางวัลเสียแล้วหน้าหนาวนี้พ่อจะทำเนื้อรมควันเอาไว้มากๆ ดีไหม?”
“จริงหรือขอรับท่านพ่อ? ให้ท่านแม่ทานด้วยนะขอรับ”
เด็กน้อยตาวาวทันทีที่ได้ยิน เขาชื่นชอบเนื้อรมควันมากเพราะหากทำให้ดีแล้วเนื้อภายในจะยังแดงใสน่ารับประทาน และรสชาติอร่อยยิ่งแต่มันก็ทำได้ยากเช่นกัน แถมยังต้องใช้เกลือเยอะมากสำหรับเมืองที่ห่างไกลทะเลเช่นเมืองหลงซานนี่สามารถนับเป็อาหารชั้นเลิศได้เลยทีเดียว
“แน่นอน พ่อย่อมต้องให้แม่ของลูกกินด้วยอยู่แล้ว”
เทียนซานพูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดีในใจก็คิดว่าคงต้องรีบไปซื้อเกลือมากักตุนเอาไว้มากกว่าเดิมเสียแล้ว