คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 เล่มที่ 110 คืนหิมะกับคนที่ไม่มีทางหวนกลับมา

            

            “หิมะตกแล้ว” นอกจวนอัครเสนาบดีชายในชุดรัดรูปสีดำยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อรับเกล็ดหิมะไว้ พลางพึมพำไปด้วย

            เขาใช้มือปิดใบหน้าเอาไว้ ทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนทว่าดูจากรูปร่างก็สามารถเดาได้อย่างคร่าวๆว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่ยังอายุไม่มากเท่านั้น

            “คุณชาย ท่านมั่นใจรึว่าคนสกุลซูนั่นจะช่วยพวกเรา? ”ชายคนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากเงามืดด้านหลังชายหนุ่ม เสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแหบพร่าส่วนของดวงตาข้างซ้ายที่อยู่นอกเงามืดมีรอยแผลเป็นจากของมีคมที่ลากยาวตั้งแต่คิ้วมาจนถึงแก้มประทับอยู่ด้วย

            “ข้าเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน” น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูขมขื่นเล็กน้อยแต่หลังพูดจบเขาก็นิ่งลง ราวกำลังคิดเรื่องบางอย่างอยู่ จากนั้นจึงพูดขึ้นอีกครั้ง“แต่ข้าคิดว่าเขาจะช่วยเรา!”

            ถูกต้อง เขาคิดว่าซูฉางอันต้องช่วยเขาแน่

            เพราะซูฉางอันเป็นคนเช่นนี้อยู่แล้ว

            ซูฉางอันกล้าท้าประลองกับเขาต่อหน้าอินซานโจ๋วเพียงเพราะเขาพูดหมิ่นอาจารย์ของซูฉางอันเท่านั้น

            ซูฉางอันกล้ามีเรื่องมีราวกับหลงเซี่ยงจวินเพียงเพราะหอหมู่ตันทำเรื่องสกปรก...

            ซูฉางอันกล้าชักดาบออกมาต่อหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิแล้วใช้ดาบนั้นชี้ไปที่เป่ยทงเสวียน เพียงเพราะเขาทรยศต่อหรูเยี่ยน...

            แต่มาตอนนี้ หรูเยี่ยนตายลงแล้ว ตายด้วยน้ำมือของเป่ยทงเสวียน

            และในตอนนี้เขาก็มีวิธีหาหลักฐานมายืนยันว่าซือหม่าสวี่ทำร้ายบิดาของเขาจนถึงแก่ชีวิตได้ในแผ่นดินต้าเว่ย การสังหารเทพนักรบแห่งแผ่นดินถือเป็นโทษหนักประหารเก้าชั่วโคตรและเป่ยทงเสวียนที่เป็นเขยของซือหม่าสวี่ ย่อมไม่อาจหนีโทษในครั้งได้

            ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ซูฉางอันต้องทำ เพียงแค่ยื้อซือหม่าสวี่ให้อยู่ในงานวิวาห์ของเป่ยทงเสวียนให้ได้นานที่สุดเพื่อให้เขามีเวลามากพอสำหรับการหาของที่ต้องการเท่านั้น

            ดังนั้นเขาไม่เชื่อว่าคนอย่างซูฉางอันจะยอมทิ้งโอกาสดีที่จะแก้แค้นแทนหรูเยี่ยนไป...

            ตู้ฉางหงคำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง ใกล้ถึงเวลาซีแล้ว...

            ซือหม่าสวี่เดินทางไปที่จวนเทพนักรบตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้วอย่างไรเสียนั่นก็เป็นงานวิวาห์ของลูกสาวแท้ๆ ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่เข้าร่วมเลย...

            แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ

            ที่นี่เป็นถึงจวนอัครเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยย่อมมีการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาเป็นธรรมดา และสิ่งที่ทำให้ตู้หงฉางเป็นกังวลมากที่สุดก็คือการที่หน้าห้องทำงานของซือหม่าสวี่มีใครคนหนึ่งเฝ้ารักษาการณ์อยู่ตลอดเวลานั่นเอง

            คนผู้นั้นมีนามว่าซ่งเยวียน เปรียบได้กับหมาป่าจอมเหี้ยมโหดตัวหนึ่ง

            ไม่มีใครรู้ว่าซือหม่าสวี่ไปเจอเขาได้อย่างไร พอรู้อีกทีคนผู้นี้ก็กลายเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยในจวนของซือหม่าสวี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            เขาแข็งแกร่งมาก แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงไหนกันแน่

            แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถูกเล่าลือไปทั่ว ก็คือตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ซ่งเยวียนไม่เคยหลับใหลหรือพักผ่อนสิ่งเดียวที่เขาทำคือการเฝ้าอยู่หน้าห้องทำงานของซือหม่าสวี่ทั้งวันทั้งคืนเท่านั้น

            และแน่นอน ห้องทำงานที่มีการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษแห่งนี้ ย่อมมีของที่สำคัญมากเก็บซ่อนอยู่แน่นอนส่วนเรื่องที่ว่าของสิ่งนั้นคือสิ่งใดกันแน่แม้คนภายนอกจะเล่าลือและคาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แท้จริง

            แต่บังเอิญเหลือเกินที่ตู้หงฉางรู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในนั้น

            สำหรับเรื่องนี้ เขารู้มาจากบิดาที่ติดตามซือหม่าสวี่มานานหลายสิบปีแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหมากที่ถูกทิ้ง จนต้องเอาชีวิตไปทิ้งในเมืองหลานหลิงนั่นเอง

            ซือหม่าสวี่มีนิสัยที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง

            เขามักจดบันทึกเรื่องที่ทำในแต่ละวันลงในบันทึกเล่มหนึ่งไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย ถูกต้องหรือผิด หรือเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้คนภายนอกรู้ได้หรือเป็นความลับสุดยอดก็ตาม ไม่ว่าเรื่องอะไร เขามักจดบันทึกอย่างละเอียดแล้วเก็บบันทึกเล่มนั้นเอาไว้ในห้องทำงานตลอดเวลา

            นี่เป็นสิ่งที่บิดาของเขารู้เข้าโดยบังเอิญ

            ดังนั้นตู้หงฉางจึงเชื่อว่าบิดาของตน ย่อมไม่มีทางโกหกตนที่เป็นลูกชายแน่นอนบันทึกเล่มนั้นต้องมีหลักฐานเรื่องที่ซือหม่าสวี่สมคบคิดกับคนชั่วเพื่อทำร้ายบิดาของเขาเป็นแน่แท้

            ทว่าในขณะเดียวกัน ซือหม่าสวี่ยังมีนิสัยที่ประหลาดมากอีกหนึ่งอย่าง

            และนิสัยนั้นก็คือ เมื่อถึงเวลาซี ซือหม่าสวี่จะไม่ออกไปจากจวนอีกเลยและหากซือหม่าสวี่อยู่ในจวน อย่าว่าแต่ตู้หงฉางเลยต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับศาสตร์แห่งพรตก็ไม่อาจลักลอบเข้าไปในจวนเสนาบดีที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาได้โดยไม่มีใครรู้

            แต่วันนี้แตกต่างออกไป วันนี้เป็นวันวิวาห์ของซือหม่าฉางเสว่ไม่ว่าอย่างไร ซือหม่าสวี่ต้องเดินทางไปเข้าร่วมพิธีนี้ที่จวนเทพนักรบ-มังกรคำรามอย่างแน่นอน

            เมื่อไม่มีปัญหาสำคัญที่แสนยุ่งยากนี้สิ่งที่เขาต้องระวังก็เหลือเพียงหมาป่าเหี้ยมที่ชื่อซ่งเยวียนคนเดียวเท่านั้น

            แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี

            ก่อนหน้านี้เคยมีคนบางพวกจ้างให้ยอดฝีมือระดับสั่งฟ้ารวมไปถึงยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณลักลอบเข้าไปในจวนด้วยเหตุผลต่างๆอยู่บ่อยครั้ง แต่ในวันต่อมา ยอดฝีมือเหล่านั้นก็กลายเป็นศพเย็นยะเยือก ถูกทิ้งอยู่ในแม่น้ำรอบเมืองฉางอันทุกราย

            และแทบทุกศพต่างเสียชีวิตด้วยดาบใหญ่[1] ซึ่งล้วนเป็นการปลิดชีพด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเสียทั้งสิ้น

            อาวุธของซ่งเยวียนก็เป็นดาบใหญ่เช่นกัน

            เหตุนี้ จึงมีข่าวลือว่าซ่งเยวียนมีพลังอยู่ในระดับศาสตร์แห่งพรตเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงปลิดชีพยอดฝีมือเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเช่นนี้

            ทว่าชายผู้ไม่เคยหลับใหลตลอดสามสิบปีผู้นี้ กลับมีจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งมีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่รู้

            แน่นอน เขารู้เรื่องนี้มาจากตู้เหว่ยผู้เป็นบิดาที่เพิ่งตายจากไปไม่นานเช่นกัน

            หากเราอยู่กับใครสักคนนานพอ เราจะรู้จุดอ่อนของเขาทั้งหมด ดังนั้นยิ่งคนผู้นั้นใกล้ตัวมากเท่าไร ก็เป็นคนที่ร้ายกาจและอันตรายมากเท่านั้นนี่เป็นสิ่งที่บิดาบอกกับเขาระหว่างเล่าจุดอ่อนของซ่งเยวียนให้ฟัง ในตอนแรกเขายังไม่เข้าใจคำพูดของบิดาสักเท่าไรนัก แต่เมื่อเปลวเพลิงแห่งความแค้นลุกโชนขึ้นในจิตใจในที่สุดเขาก็เข้าใจมันแล้ว

            และเพราะรู้ถึงจุดอ่อนของศัตรูเขาที่เป็นแกะน้อยผู้แสนอ่อนแอจึงมีโอกาสมากพอจะสังหารหมาป่าเจ้าเล่ห์อย่างซือหม่าสวี่ได้นั่นเอง

            จุดอ่อนนั้นเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก... นั่นก็คือไม่มีใครที่อดหลับได้อย่างแท้จริงหรอก

            ซ่งเยวียนก็เช่นกัน

            เมื่อถึงเวลาไฮ่ นักดาบที่ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตผู้นี้จะจมเข้าสู่ห้วงที่น่าพิศวงบางอย่างเพราะเขาจะหมดสติลงอย่างสิ้นเชิง ต่อให้ใครบางคนรื้อจวนทั้งจวนลง เขาไม่มีทางตื่นขึ้นแน่นอนต้องรอต่อไปราวสิบห้านาทีเขาจึงจะกลับมาเป็นสุนัขเฝ้าสมบัติที่แสนดุร้ายได้อีกครั้ง

            ระยะเวลาสิบห้านาทีจึงกลายเป็นโอกาสเดียวที่แกะน้อยอย่างตู้หงฉางจะโจมตีหมาป่าได้

            เหตุนี้ เขาจึงจำต้องขอความช่วยเหลือจากซูฉางอัน ขอให้ซูฉางอันรั้งหมาป่าที่พยายามจะกลับรังเอาไว้ให้ได้

            ทว่านั่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอยู่ไม่ใช่น้อยอย่าเพิ่งพูดเรื่องที่ซูฉางอันจะช่วยเขาหรือไม่ หรือเรื่องที่ซูฉางอันจะยื้อหมาป่าอย่างซือหม่าสวี่เอาไว้ให้หรือเปล่าเลยลำพังแค่ต้องฝ่าองครักษ์ที่รักษาการอยู่ภายในจวนให้ได้ก็นับเป็นอะไรที่เสี่ยงและอันตรายมากพอแล้ว

            แต่ถึงกระนั้น ตู้หงฉางก็ยังเลือกเสี่ยงอันตรายอยู่ดี

            เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากนัก หากพลาดโอกาสนี้ไป เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีทางที่เขาจะล้มซือหม่าสวี่ได้อีกแล้ว

            หากเป็นเช่นนั้นเขาคงต้องแสร้งเป็นแกะน้อยที่ต้องอยู่ในเมืองฉางอันพร้อมกับความหวาดผวาเช่นนี้ตลอดไป

            เขาไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้น เขาเคยเป็นถึงบุตรของเทพนักรบผู้แสนสูงส่ง...

            เขาเคยได้รับสายตาแห่งความอิจฉาจากทุกคน ทว่าบัดนี้ความอิจฉากลับกลายเป็นหยามหมิ่น และการประจบประแจงที่เคยได้รับกลายเป็นการเย้ยหยัน...

            ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นอะไรที่เจ็บปวดราวกับบางอย่างกำลังฉีกร่างของเขาออกจากภายในอย่างไรอย่างนั้น

            ดังนั้น เขาจึงมาที่นี่ในคืนนี้

            เขาตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน ตัดสินใจจะฆ่าหมาป่าที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ให้จงได้

            เวลาเลยผ่านไปเรื่อยๆ แต่เขาและชายเบื้องหลังยังคงเร้นกายในเงามืดของจวนเสนาบดีอย่างระมัดระวังต่อไปสำหรับเขา เวลาแต่ละวินาทีช่างยาวนานราวผ่านไปเป็นปีๆ เช่นนั้น...

            และในที่สุด เมื่อหิมะถมขึ้นถึงหัวเข่า เวลาไฮ่ก็มาเยือนเสียที

            ซือหม่าสวี่ยังไม่กลับจวน

            ตู้หงฉางคิดขึ้นในใจ ก่อนเปลวเพลิงจะลุกโชนขึ้นในดวงตาของเขา

            ในเมื่อยังไม่กลับมา เช่นนั้นก็อยู่ที่นั่นตลอดไปเลยแล้วกัน

            ความอาฆาตและภาพความคิดบางอย่างทำให้ใบหน้าของเขาแลดูบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเขากับชายที่อยู่เบื้องหลังมองตากันครู่หนึ่งก่อนทั้งคู่จะกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในจวน โดยใช้หิมะเป็นเครื่องอำพรางกาย

            .....................................

            

            [1]ดาบปลายใหญ่ (鬼头刀) หมายถึง ดาบที่มีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะหนา ในอดีตเป็นอาวุธที่โจรป่านิยมใช้ฆ่าผู้คน

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน