“เก็บรักษารสชาติของวัตถุดิบนั้นสำคัญมาก แต่ดึงรสชาติที่ซ่อนอยู่ของวัตถุดิบออกมาก็สำคัญเช่นกัน การผสมผสานเครื่องปรุงรสจึงเป็นวิธีการหนึ่งในนั้น”
จู้เจียงเจียงเห็นด้วยและเคารพความพยายามในวิธีการเก็บรักษารสชาติเดิมของวัตถุดิบของพวกเขามาก แต่ก็จะไม่ละทิ้งวิธีอื่นการอื่น ๆ เพราะเหตุผลนี้
การทำอาหารก็คือทักษะอย่างหนึ่ง ต้องกล้าที่จะลอง
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารพวกนี้บรรพบุรุษกินกันมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าวิธีการเหล่านี้ล้วนถูกต้อง
“ข้าว่าข้ารู้แล้ว ทำไมพี่หมิงยืนกรานว่าจะต้องมาให้ได้” จูชิงหรานพูดแล้วคีบอาหารเต็มตะเกียบให้หมิงเหยา
หมิงเหยาขัดเขินใบหน้าเริ่มแดงเรื่ออย่างช้า ๆ ต่างกับนิสัยใจกล้าเปิดเผยก่อนหน้านี้ของนางอย่างสิ้นเชิง
ความรักทำให้คนมีจริตจริง ๆ
“แต่พูดตามความจริง ด้วยฝีมือการทำอาหารของแม่นางแล้ว สามารถเปิดร้านอาหารในเมืองได้เลย”
“คุณชายจูอย่าชมข้าเลย เรื่องภูเขาชาและไร่นาข้าก็ยุ่งพอตัวแล้ว ตอนนี้แม้แต่เปิดร้านข้ายังไปไม่ได้ จะยังมีเวลาไปเปิดร้านอาหารที่ไหนได้อีก”
ตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านใหม่ จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้เปิดร้านชาอีกเลย
ข้อแรกเพราะยุ่งทำไม่ทัน ข้อสองก็เพราะชาฤดูใบไม้ผลิจบลงแล้ว ใบชาในมือนางตอนนี้เกือบไม่พอขาย ดังนั้นยังมีความจำเป็นอะไรต้องไปเปิดร้าน
“พูดถึงเรื่องไร่นา…คุณชายจู ข้าอยากจะเรียนถาม ช่วงนี้ใต้เท้าจูกำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ งานหลวงในที่ว่าการมีมากมายใช่หรือไม่?”
ปีนี้ต้นข้าวครั้งที่หนึ่งเหลืองแล้ว ช้าสุดต้นเดือนแปดก็เก็บเกี่ยวได้ แต่จู้เจียงเจียงรอถึงเวลานั้นไม่ได้
อุทกภัยครั้งที่เพียงพอจะทำให้ชาวบ้านทั้งเมืองไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ใกล้มาถึงแล้ว นางได้สั่งทำเครื่องกะเทาะข้าวเปลือกกับช่างที่มาช่วยนางทำเครื่องเรือนแล้ว
ต้องเร่งเก็บพืชผลในไร่นาก่อนพายุฝนนั้นจะมา
เรื่องนี้เดิมจู้เจียงเจียงคิดว่าหลังจากกินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่เสร็จ นางจะค่อย ๆ บอกเป็นนัย โน้มน้าวคนในหมู่บ้านให้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวพร้อมกับนาง
ตอนนี้ดูแล้ว ถึงแม้นางจะพูดจนปากฉีด เกรงว่าคงจะไม่มีใครเชื่อ
ดังนั้น ถ้าทำได้ละก็ นางจึงคิดจะเตือนจูลิ่นล่วงหน้าสักหน่อย ประกาศแจ้งชาวบ้านทั้งเมืองให้เร่งเก็บข้าวล่วงหน้าผ่านเขา
“เจ้าถามถึงท่านพ่อข้าทำไม? หรือแม่นางมีเรื่องคับข้องใจอะไร?” จูชิงหรานเงยหน้าถามนางอย่างตกใจ
เขาเคยได้ยินบิดาบอกว่า ภูเขาชาผืนนี้ในมือจู้เจียงเจียงตอนนี้เมื่อก่อนก็คือของบ้านพวกเขา แต่นางคงไม่คิดว่าด้วยเหตุนี้แล้วนางจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลจูของพวกเขาใช่ไหม?
ตอนนี้ นางกำลังคิดจะผูกความสัมพันธ์หรือ?
“ไม่ ข้าไม่มีเรื่องคับข้องใจอะไร” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วกัดตะเกียบหาคำพูด “ข้าก็แค่มีเรื่องส่วนตัวอยากคุยกับใต้เท้าจูเล็กน้อย”
เรื่องนี้นางไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรจริง ๆ ถึงแม้จะพบจูลิ่นแล้ว นางก็เกรงว่าจะหาข้ออ้างที่เหมาะสมไม่เจอ
“เฮ้อ...” จู้เจียงเจียงอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ทั้งสามคนเห็นดังนั้นก็มองหน้ากันไปมา
“แม่นางกำลังกังวลใจเรื่องใด? ลองพูดออกมา” หมิงจี่ไม่ได้รู้สึกว่าจู้เจียงเจียงเข้าหาจูลิ่นเพราะอยากผูกความสัมพันธ์ เห็นชัดว่านางกังวลใจอะไรอยู่
“เรื่องนี้...เอาเถอะ!”
จู้เจียงเจียงเดิมไม่คิดบอกพวกเขา แต่เห็นสายตาเป็นห่วงของพวกเขาทั้งสาม อีกทั้งพวกเขายังเป็นแขกเพียงกลุ่มเดียวที่มาร่วมแสดงความยินดีกับการเข้าบ้านใหม่ของนางในวันนี้ นางก็อดไม่ได้
“ข้ากำลังขบคิดปัญหาหนึ่ง ถ้าจู่ ๆ มีซินแสคนหนึ่งมาบอกกับข้าว่า อีกไม่กี่วันจะมีฝนตกหนัก น้ำท่วมสูง มีความเป็นไปได้ว่านาข้าวของข้าจะจมน้ำ พวกท่านคิดว่าข้าควรบอกคนอื่นเรื่องนี้ไหม?”
“อะไรนะ?”
หัวข้อนี้เหนือความคาดหมายไปหน่อย อีกทั้งยังไม่ใช่ความชำนาญของพวกเขาทั้งสามคน
ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนถูกถามจนมึนงง “เรื่องนี้ พวกเราก็ไม่รู้”
จู้เจียงเจียงก็คิดไว้แล้ว บอกกับพวกเขาก็เสียเปล่า “ช่างเถอะ ข้าก็แค่ลองถามดูเท่านั้น พวกท่านไม่ต้องใส่ใจ”
“เรื่องนี้ ถ้าเจ้าบอกกับท่านพ่อข้า ข้าคิดว่าเขาก็คงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ถึงอย่างไรเรื่องที่ยังไม่เกิด ใครก็บอกไม่ได้” จูชิงหรานพูด
เอาเถอะ ตอนนี้จู้เจียงเจียงยอมแพ้แล้ว
การมีอยู่ของนายอำเภอคือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่มาฟังคำทำนายไร้สาระของนาง
เห็นทีภายใต้สภาวะเช่นนี้ นางต้องคิดหาวิธีปกป้องต้นข้าวของบ้านตัวเองก็พอแล้ว
ทั้งสามกินข้าวเสร็จ จู้เจียงเจียงเชิญพวกเขาเข้าบ้านเดินชม หนึ่งถ้วยชาต่อมา ก็เห็นพระอาทิตย์ใกล้ลับภูเขาแล้ว ทั้งสามจึงยอมยืนขึ้นและลากลับไป
“แม่นาง บ้านเจ้าช่างน่าอยู่ วันหลังข้ายังมาอีกได้หรือไม่?” จูชิงหรานหลงรักที่นี่เข้าแล้ว
นั่งบนระเบียงหน้าประตู รับลมและกลิ่นหอมของต้นข้าวที่พัดจากในทุ่งนา ลิ้มรสชาชั้นเลิศหนึ่งกา อบอุ่นสบายมากจนเขาไม่อยากกลับ
“ได้แน่นอน รอข้าจัดระเบียงบ่อน้ำและสวนผักหน้าบ้านเสร็จ ถึงเวลาค่อยเชิญคุณชายจูมา”
จู้เจียงเจียงมาส่งทั้งสามคนขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง มองส่งพวกเขาจากไป
เกี่ยวกับการวางแผนทั้งบ้าน ทั้งหมดกำลังดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
สร้างบ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็ควรจัดระเบียบลานบ้านเสียที
จู้เจียงเจียงคิดจะล้อมรั้ว ในรั้วยังปลูกต้นไม้และผืนหญ้า นอกจากนั้นหน้าประตูก็จะขุดบ่อน้ำล้อมสวนผักและกรงไก่
ต้นกล้าผักในช่องว่างพวกนั้น หากนางยังไม่ปลูกก็เสียเปล่าแล้ว
ชีวิตเกษตรกร เมื่อต้องใช้ชีวิตก็ต้องทำให้สุด ของพวกนี้ล้วนจำเป็นจะขาดสิ่งใดไปไม่ได้
เพียงแต่พึ่งพาแค่แรงกายของนางคนเดียว เกรงว่าแม้แต่รั้วก็ล้อมไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขุดบ่อน้ำเลย
จะไปขอคนในหมู่บ้านให้ช่วยก็ไม่ได้แล้ว หลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขามากล่าวหาว่านางเรียกใช้พวกเขาเหมือนคนใช้
ตอนนี้เหลือเพียงแค่วิธีเดียวคือ ไปหาคนจากในเมือง!
หลังจากหาคนได้ ใช้เวลาไม่กี่วันก็แก้ปัญหาเรื่องรั้วและบ่อน้ำได้แล้ว ทั้งยังสามารถขอพวกเขาให้ช่วยเก็บเกี่ยวต้นข้าว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว วันที่สองจู้เจียงเจียงก็พกใบชาเข้าไปในเมือง
ขายชาในตลาดอยู่ครึ่งวัน ตอนใกล้เก็บร้าน นางถึงถามจากหนิวต้ง ไปหาคนใช้แรงงานได้จากที่ไหน
“โธ่เอ๋ย บังเอิญมากจริง ๆ ข้าได้ยินว่ามีนายท่านทางทิศเหนือของเมืองกำลังสร้างจวน คนที่ใช้แรงงานในเมืองล้วนไปกันหมด เจ้าอยากหาคนหรือ คงต้องรอไปก่อน”
หนิวต้งทำหน้าเสียดายที่ต้องบอกความจริงอันโชคร้ายนี้กับนาง
“หา? เช่นนั้นต้องรอนานแค่ไหนกัน?” นางคงรอได้แค่ไม่กี่วันแล้ว
ถึงแม้จะล้อมรั้ว ขุดบ่อน้ำไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้นางได้เก็บต้นข้าวได้ด้วยเถอะ ไม่อย่างนั้นได้จบสิ้นจริง ๆ เป็นแน่!
หนิวต้งกล่าว “ประมาณครึ่งเดือนกว่ากระมัง ได้ยินว่าจวนของนายท่านทางทิศเหนือของเมืองนั้นใหญ่ใช้ได้”
“ครึ่งเดือนกว่า?!”
จู้เจียงเจียงอดร้องเสียงสูงขึ้นไม่ได้ “แบบนั้นจะใช้ได้ยังไง ข้ารอนานขนาดนั้นไม่ไหว!”
หนิวต้งงุนงง “แม่นางเจียงเจียง เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไรถึงหาคนทำงาน ให้ข้าไปช่วยเจ้าสองสามวันดีไหม?”
“เปล่า ขอบคุณความหวังดีของเถ้าแก่หนิว เชิญท่านตามสบาย ข้ากลับไปเก็บร้านแล้ว” นางกล้ารบกวนเขาที่ไหน
อีกอย่างเขาคนเดียวก็เร่งเก็บข้าวห้าสิบกว่าหมู่ไม่ได้ด้วย
จู้เจียงเจียงพูดจบก็โบกมือ หันหลังเดินกลับไปทางร้านชา
แต่คิดไม่ถึงในร้านชา มีคนคนหนึ่งรอช่วยนางทำงานอยู่นานแล้ว
หน้าร้านชา มีผู้ชายรูปร่างบางสูงคนหนึ่ง ถึงแม้เสื้อผ้าจะขาด แต่กลับสุภาพมีมารยาทคารวะให้นาง “แม่นาง พวกเราเจอกันอีกแล้ว?”