ผมตื่นขึ้นมาด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องผ่านหน้าต่างมาเหมือนทุกๆเช้า
"ไงมึง ตื่นแล้วหรอวะ" เสียงคุณตำรวจที่ตอนนี้ใส่ชุดพ่อครัวหันมามองทางผม ที่กำลังลุกออกจากเตียง
"มึงนี่ตื่นเช้าได้ทุกวันเนอะ เมื่อคืนเมาอย่างกับหมา ยังตื่นเช้าได้อีก" ผมตอบกลับไป
"ก็ตื่นมาทำอาหารให้มึงแดกไง เมื่อคืนมึงก็เสือกมอมกูเอง จำไม่ได้เลย กินไปกี่ขวดเนี้ย"
"มึงอย่านับเป็ขวด มึงนับเป็ลังดีกว่า สัด สองลังอะ"
"ชิบ... แล้วมึงมอมกูทำไมวะ กูจำไม่ได้เลย หรือว่ามึง" ไอ้เ้าบ่าวพูดพร้อมมองมาทางผม แต่ไม่มองหน้า มองไปต่ำๆ
"เชี่ย กูไม่ได้ทำอะไรกับมึง มึงอะพูดเว้นเวิ้อ"
"มึงก็รู้ ว่ากูเมาแล้วกูพูดมาก กูพูดอะไรไปบ้างล่ะ"
"กูจำไม่ได้แล้ว" ทั้งๆที่จำได้ดีเลยแหละ "มีอะไรแดกล่ะ กูหิว" ผมนี่รีบเปลี่ยนเื่เลยครับ
"ตับ! ผัดพริกอ่อน แก้งส้มชะอมทอด แล้วก็หมูทอด" มาแดก
"โห่ มึงทำเองหรอวะ"
"เออดิ กูกับน้องกูซื้อเครื่องปรุงไว้ รอมึงมาแดกพร้อมกันเนี้ย สัด งอนกูไปไหนก็ไม่รู้"
ผมลองชิมน้ำแกงส้ม หื้อออออ คืออร่อยมาก รสชาติที่ผมชอบเลย รสมือแม่ผมเลย ผมหันไปมองหน้าไอ้เ้าบ่าวอย่างตื่นเต้น "เชี่ยยยยย อร่อยวะมึง ผีมือทำอาหารมึงอร่อยขึ้นเยอะ กูชอบ"
"พ่อบ้านมั๊ยล่ะมึง ชอบก็มาเป็แฟนกูดิ"
ผมไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มแล้วรีบตักข้าวสวยพร้อมชิ้นตับเข้าปาก แต่การที่ผมยิ้ม และไปตอบอะไร ก็ตอบเป็นัยๆแล้วว่าตกลง ผมว่าเ้าตัวน่าจะเดาออก
การสนทนาเงียบไปชั่วครู่ เมื่อวันนี้ว่าง ผมชวนไอ้เ้าบ่าวไปทำบุญด้วยกัน
"มึงๆ ไปทำบุญกันมั๊ยวะ"
"มึงคิดอะไรของมึงวะ"
"ก็ั้แ่มาอยู่นี่ก็เคยไปทำบุญแค่ครั้งเดียว ตอนมาอยู่แรกๆ วัดริมน้ำที่มึงเคยพากูไปอะ"
"อ่อ กูจำได้แล้ว มึงกินข้าวเสร็จ มึงก็รีบไปอาบน้ำ จะได้ไปกัน"
ปกติเวลาไปไหนด้วยกัน ผมจะอาบน้ำก่อนเสมอ เพราะผมมักใช้เวลาแต่งตัวนานกว่า นานตรงเซตผมนี่แหละ ก็คนมันมีผมอะเนอะ ไม่ได้เกรียน
พอถึงวัด บรรยากาศก็ยังเหมือนเดิม ร่มรื่น เหมือนที่เคยมาครั้งที่แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงคือผมมีงานทำแล้ว มีชีวิตที่มีความสุขขึ้นไม่ต้องขอพรให้มีงานทำและให้ชีวิตดีขึ้นแล้ว แต่ขอให้ความสุขที่ผมมีอยู่กับผมไปนานๆ ครั้งนี้ผมไม่ได้มองสาวๆที่เดินไปเดินมาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่กลับกัน ผมให้ความสนใจกับผู้ชายตัวดำร่างั์ที่อยู่ข้างๆผม แล้วทุกอย่างก็วนกลับมาในรูปแบบเดิม ไหว้พระ ถวายสังฆทาน ให้อาหารปลา แล้วเดินกินโน้นกินนี้ หลังจากที่เดินกันแทบจะรอบวัดแล้วผมกับคุณตำรวจก็มาพักกันที่ศาลาให้อาหารปลา เพราะว่าที่นั่งแถวนี้เต็มหมด ผมกับมันเลยยืนพิงระเบียงหันหลังให้แม่น้ำแล้วหันหน้าเข้าวัด ผมเหลือบไปเห็นศาลาที่เป็จุดเสี่ยงเซียมซี ผมจำได้ว่าครั้งที่แล้วผมมาเสี่ยงเซียมซีได้เลขหก ใบทำนายยังอยู่ในกระเป๋าเงินผมอยู่เลย และจำได้ว่าไอ้เ้าบ่าวมันหยิบเซียมซีออกจากกระบอกมาดื้นๆโดยไม่ได้เขย่า แล้วมันก็ไม่บอกด้วยว่าเลขที่มันได้คือเลขอะไร คำทำนายดีหรือไม่ดีก็ไม่บอก
"ไอ้เ้าบ่าว กูจำได้ว่าครั้งที่แล้ว มึงยังไม่บอกกูเลยนี่หว่า ว่ามึงหยิบเลขอะไรมาจากกระบอกเซียมซี" ผมหันไปถามผู้ชายร่างั์ที่อยู่
"มึงอยากรู้จิงอะ"
"ก็อยากรู้นี่ไง ถึงถาม"
"กูตั้งใจหยิบเลขหก เลขเดียวกับมึงอะ"
"เอ้า ทำไมวะ"
"กูก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ความหมายเลขหก มันดีหรือไม่ดี แต่กูตั้งใจหยิบให้ได้เลขเดียวกับมึง เพราะว่าไม่ว่าคำทำนายจะเป็แบบไหน ดีหรือไม่ดี มันไม่สำคัญสำหรับกูหรอกโว้ย มันสำคัญตรงที่ว่ากูเลือกเอง ที่จะมีชะตาชีวิตแบบเดียวกับมึง หากมันดี มึงมีความสุข กูก็จะได้มีความสุขกับมึง แต่ถ้าคำทำนายมันไม่ดี มึงต้องเจอความทุกข์ กูก็อยากอยู่ข้างๆมึง ตอนที่มึงมีความทุกข์ไง" คุณตำรวจพูดพร้อมส่งยิ้มมาให้ผม
"ดีนะที่กูได้คำทำนายที่ดี"
"แล้ววันนี้มึงจะเสี่ยงเซียมซีใหม่มั๊ยล่ะ"
"มึงเก็บใบเซียมซีเก่าไว้มั๊ย มึงอ่านให้กูฟังหน่อยดิ"
เ้าบ่าวหยิมกระเป๋าเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง พร้อมเปิดแล้วหยิบเศษกระดาษที่พับไว้ในสุด แล้วกางออกมาอ่าน
“ใบที่หก พบรัก สลับหมุน
คอยเกลือหนุน คุ้มครอง ประคองสาน
ดังรับพร พุธคุณ บุญบันดาล
ส่งดวงมาล อาพับ กลับเป็ดี
จงมั่นใจ ไว้ใจ ในสิ่งถูก
คอยพันธ์ผูก ปลูกรัก ไม่หักหนี
สิ่งมุ่งหวัง เวียนจบ พบทันที
บารมี ส่งเสริม เพิ่มเติมเอย”
"วันนี้กูคงไม่เสี่ยงเซียมซีใหม่หรอกว่ะ" ผมตอบกลับคุณตำรวจไป "เพราะกูว่า ใบเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง กูก็ชอบนะที่มีโชคชะตาเดียวกับมึง แล้วก็ชอบที่มีมึงอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะมีความทุกข์หรือความสุข" หลังจากนั้นผมก็เดินยิ้มออกมาตรงไปที่รถ ส่วนไอ้เ้าบ่าวก็เดินตามผมมาอย่างเร็ว
หลังจากที่ผมทั้งสองคนขึ้นมาบนรถแล้ว สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ไอ้เ้าบ่าวค่อนข้างจะมีความสุข
"เ้าบ่าว มึงว่าเราสองคนจะเป็แฟนกันได้มั้ยวะ" ผมเริ่มบทสนทนา
"มึงยังไม่เคยลอง มึงจะรู้ได้ไง ทุกอย่างมันอยู่ที่มึง" เ้าบ่าวเอามือของเขามาวางที่หัวของผม
"กูอยากลองเป็แฟนกับมึงว่ะ เรามาลองคบกันดูมั้ย" จากสีหน้า ไอ้เ้าบ่าวอึ้งไปสักพักก่อนจะพูดออกมา
"มึงรู้มั๊ย กูรอวันนี้มานานเท่าไหร่ อย่างกับความฝันที่เป็จริง กูโคตรรักมึงเลยว่ะ"
ไอ้เ้าบ่าวทำท่าจะมากอดผม แต่ผมก็ถอยตัวหนี้ แน่แหละก็นี่มันในวัด ถึงเป็แฟนกัน แต่ผมก็ยังไม่อยากแสดงออกในที่สาธารณะอยู่ดี
"มึงๆ ในวัด มึงขับรถไปก่อนเลย กูให้ไปกอดที่ห้อง" ผมรีบบอกปฏิเสธมันไปพร้อมเหตุผล
"เออว่ะมึง ขอโทษทีกูดีใจจนลืมตัว"
พอกลับถึงห้อง ปิดประตูปุ๊บ คุณตำรวจรีบเ้ามากอดผม ผมเดาว่าด้วยความดีใจแหละ
"เป็แฟนกับมึงแล้วกูต้องทำยังไงบ้างวะ" ผมถามอีกฝ่ายไปด้วยความสงสัย ก็คนมันไม่เคยมีแฟนเป็ผู้ชายนี่หว่า
"มึงไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่ของมึงเฉยๆแบบเดิม ก็พอ กูขอแค่มึงรักกูอย่างที่กูรักมึง เป็ห่วงกูอย่างที่กูเป็ห่วงมึง เท่านั้นก็พอ ที่เหลือเวลากับตัวกูจะเป็ผู้สานต่อเอง" เ้าบ่าวตอบผมมา ซึ่งก็ยังทำให้ผมงงอยู่ดี
"เทศกาลต่างๆ กูต้องมีของขวัญให้มึงมั๊ยวะ แล้วกูต้องเอาใจมึงยังไง ต้องโทรหามึงบ่อยแค่ไหน เวลาไม่เจอกัน"
ไอ้เ้าบ่าวเอามือมันวางบนหัวผมอีกครั้ง "มึงไม่ต้องถามกูหรือถามใครหรอก ไม่ต้องเชื่อใครด้วย มึงอยากทำอะไร แบบไหนมึงทำเลย เชื่อกู" ผมก็ไม่รู้ต้องทำยังไง ในใจก็เริ่มรักมัน แต่ก็ไม่รู้จะแสดงออกไปแบบไหนเหมือนกัน จึงทำได้แค่เอาแขนทั้งสองข้างโอบไปที่เอวของอีกฝ่าย
วันพุธ... สามวันแล้วที่ผมเป็แฟนกับคุณตำรวจ แต่ผมยังรู้สึกว่า มันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนั๊ก ผมเคยนอนเตียงเดียวกับมันอยู่แล้วก็ยังนอนเดียวกันเหมือนเดิม ตื่นเช้ามามันก็ดูแลผม เหมือนเดิม ซึ่งวันนี้หลังเลิกงาน มันก็ขับรถมารับผมที่หน้าโรงงานเหมือนเดิม
วันนี้คุณตำรวจไม่ได้ใส่เครื่องแบบมา แต่ใส่ชุดไปรเวทมารับผม ทั้งๆที่เป็วันราชการ ผมคิดในใจว่าเขาคงมีงานที่ต้องทำโดยไม่ใส่เครื่องแบบมั้ง แต่แต่งตัวแบบนี้มันดูดีไม่เบาเลยนะ กางเกงยีนทรงสวย เสื้อคอวีสีขาว กับเสื้อคุมหนังสีเข้ม หูยยยย ก็หุ่นเขาดี ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด หันมามองตัวเองยังใส่ช็อปโรงงานอยู่เลย
หลังจากที่ผมขึ้นรถแล้ว คำทักทายจากคุณตำรวจที่ผมได้ยินบ่อยๆเมื่อเจอมันหลังเลิกงานก็เปล่งออกมา
"ไงมึง ทำงานเหนื่อยมั้ยวันนี้"
"ก็เหนื่อย ปกตินั่นแหละ มึงล่ะ"
"กูก็เหนื่อยนะ แต่กูเจอมึงกูก็หายเหนื่อยแล้ว ถ้าได้หอมแกล้มก็จะดีมากเลย"
"หราาาาาา กูไม่ให้มึงหอมหรอก" ผมตอบกลับไปด้วยความเขินอาย
"ไอ้ตูมตาม พอดีศุกร์นี้เพื่อนกูแต่งงานว่ะ กูต้องไปถือกระบี่ให้มัน ไอ้เท่ห์ก็ไป" ไอ้เ้าบ่าวพูด ดูท่าทางซีเรียส
"มึงก็ไปดิ" ผมตอบมันไป
"กูอยากให้มึงไปด้วย"
"งานแบบนี้เขาเอาแฟน ไปโชว์กันไม่ใช่หรอวะ"
"ก็มึงเป็แฟนกู มึงก็ไปกับกูไง"
"สัด มึงอย่าหาทำ กูไม่ใช่ผู้หญิง มึงไม่อายเขาหรอ"
"อายทำไม มึงก็ดี แล้วก็น่ารักขนาดนี้ มีอะไรต้องอาย"
...
"น่า น้าาาา ไปกับกูนะ"
ผมก็ทนลูกอ้อนของมันไม่ไหว "เออ ก็ได้ กูขอไปในฐานะเพื่อนได้ไหมวะ คือกูไม่อยากให้มึงดูไม่ดีในสายตาเพื่อนๆ รวมถึงความก้าวหน้าในการทำงานของมึงด้วย"
"ได้ครับ เพื่อนกันนี่ทำอะไรกันได้บ้างครับ"
"พูดเพราะเลยนะมึง ก็ทำเหมือนที่เคยทำกับกูเมื่อก่อน ห้ามจับหัว ห้ามอ้อนกู"
"ได้ครับ เดี๋ยวมาอ้อน'เอา'ที่บ้าน"
เ้าบ่าวขับรถ แต่ไปอีกทาง ไม่ใช่ทางที่จะกลับแฟลตนิ
"มึงจะไปไหน ไม่กลับหรอ"
"ไปเดินห้างกันมั๊ย กูจะเลี้ยงฉลองที่กูมีแฟน แล้วพามึงไปซื้อชุดวันศุกร์นี้ด้วย"
ผมจำใจต้องไปเดินห้าง แดกอาหารญี่ปุ่น แล้วก็ซื้อชุดที่มันบังคับผมให้ใส่ ดีหน่อยที่มันออกเงินค่าชุดให้ ไม่งั้นผมไม่ซื้อนะครับ
แล้ววันงานก็มาถึง วันนี้ผมลางาน 2 ชั่วโมงครับ เพราะอยู่ๆก็ตื่นเต้นกับงานที่จะมาถึงเหมือนกัน ผมใช้เวลา 2 ชั่วโมงที่ลาไปร้านตัดผม ไปตัดและให้ช่างตัดผมเซตให้เลย โดยขับรถมาเอง ส่วนคุณตำรวจเขาลางานทั้งวัน เพราะต้องไปร่วมพิธีเช้าด้วย ตอนนี้น่าจะกลับมานอนพักอยู่ที่ห้อง
หลังจากที่ทำผมเสร็จแล้ว ผมก็รีบกลับมาที่แฟลต เพื่อเตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัวพอดี พอมาถึง เ้าบ่าวแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ในชุดขาวตามแบบฉบับของข้าราชการ กับหมวกทรงหม้อตาลสีขาว ไม่คิดเลยว่าเกิดมาจะต้องมีแฟนหล่อขนาดนี้
หลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมก็เดินทางมาที่โรงแรมทันที วันนี้ผมรับหน้าที่ขับรถครับ ตอนแรกไอ้เ้าบ่าวจะเป็คนขับ แต่ด้วยเครื่องแต่งกายเขามีรายละเยอะ ทั้งกระบี่ ถุงมือ หมวกอีก ผมเลยตัดปัญหา ขับเองแมร่ง
โรงแรมไม่ไกลจากที่พักผมมากนัก ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง เห็นเ้าบ่าวบอกว่าเพื่อนมันเลือกจัดงานแต่งงานแถวชานเมืองเพราะบ้านของฝ่ายหญิงอยู่แถวนี้
ผมเดินเข้ามาในงานพร้อมกับคุณตำรวจ ในขณะที่งานใกล้เริ่ม รู้สึกสึกประหม่าแปลกๆ เหมือนมีสายตาหลายสายตาหันมามองที่ผมกับไปเ้าบ่าว เพื่อความสบายใจ ผมขอสำรวจซิบกางเกงและเครื่องแต่งกายอื่นๆ รวมถึงกล้องคู่ใจที่ผมนำมาด้วยเพื่อถ่ายรูปไอ้เ้าบ่าววันนี้ ว่ายังคงครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ไหม
"มึงรู้มั้ย วันนี้มึงหล่อมาก คนมองกันใหญ่เลย" เ้าบ่าวพูดพร้อมหันมาทางผม
"กูสั่นไปหมดแล้ว มองอะไรกันวะ รีบไปหาเพื่อนมึงเหอะ" ผมตอบกลับไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
คุณตำรวจเข้าไปแสดงความยินดีกับเ้าบ่าว หมายถึงเ้าบ่าวจริงๆในงานแต่งนะครับ และถ่ายรูปพร้อมดึงผมเข้าไปถ่ายรูปด้วย
ถ่ายรูปไปสักครู่์ก็เข้าข้างผม เพื่อนเท่ห์ เพื่อนอั้มเดินมาพอดี ผมรีบวิ่งเข้าหาเพื่อนผมเลยครับ
"ไอ้เ้าบ่าว ไอ้เท่ห์ มึงไปเตรียมตัวเลย งานจะเริ่มแล้ว" เสียงเ้าของงานพูดบอก
ไอ้อั้มเลยชวนผมมานั่งที่โต๊ะอาหารที่มันจองที่ให้ผมกับไอ้เ้าบ่าวไว้แล้ว ในโต๊ะมีผู้หญิงอีก 2 คน ซึ่งเขาแนะนำว่าเป็แฟน แล้วก็เป็น้องสาวของตำรวจที่มาถือกระบี่เช่นกัน
คนที่เป็น้องสาวเลยมาขอผมถ่ายรูปด้วย และให้ผมเป็คนถือกล้องเพื่อเซลฟี่
และแล้วไอ้เ้าบ่าวก็เห็นจนได้ ผมหันไปมองมัน มันหันกลับมามองผมด้วยสายตาพิฆาต ไม่มองอย่างเดียวนะครับ เดินมาด้วยครับ
"ไอ้ตาม พ่อมึงมา" ไอ้อั้มรีบบอกกับผม แต่มันไม่ทันแล้วครับ มันเดินมาอย่างไว ตรงมาที่ผม
"เอากล้องมานี่ดิ๊" มันพูดเสียงแข็ง
"อะไร"
"เอากล้องที่คอมึงออกมา" มันพูดย้ำอีกรอบ
ผมไม่รู้จะทำไง เลยหยิบกล้องออกจากคอแล้วส่งให้มัน
"น้องครับ ช่วยถ่ายรูปคู่ให้พี่กับแฟนพี่ ได้ไหมครับ" พร้อมยื่นกล้องให้น้องคนนั้น
และแล้ว น้องสาวที่น่าสงสารก็ต้องยอมถ่ายรูปให้ผมกับไอ้เ้าบ่าว โอ๋เอ๋ อย่าร้องนะครับ
พอถึงพิธีที่เ้าบ่าวในงานต้องเดินขึ้นเวที ทั้งไอ้เ้าบ่าวและไอ้เท่ห์ ก็เป็ผู้ถือกระบี่เพื่อทำเป็ซุ้ม ให้เ้าบ่าวกับเ้าสาวในงานเดินรอด ไอ้เท่ห์กับไอ้เ้าบ่าวเป็คู่สุดท้าย จากทั้งหมดสามคู่ ทั่งคู่ดูสง่างามมาก ผมถ่ายภาพได้รัวๆ ส่วนไอ้อั้มนั่งรอที่โต๊ะ หลังจากที่บ่าวสาวขึ้นเวที ผู้ถือระบี่ก็มานั่งที่โต๊ะอาหาร พิธีกรก็พูดตามแบบฉบับของงานแต่งงานทั่วไปรวมถึงการตัดเค้กแต่งงานด้วย ทุกคนในงานดูมีความสุขและมีส่วนร่วมในงานเป็อย่างดี หลังจากนั้นก็เป็หน้าที่ของวงดนตรีที่จะบรรเลงสร้างความสุขของผู้ที่เข้าร่วมงานต่อไป
"มึง ไปเพื่อนกูด้านนอกหน่อยดิ" ไอ้เ้าบ่าวพูดกับผม
"ไปไหนวะ ดนตรีกำลังสนุกเลย" ผมตอบกลับไป
"เออน่า ไปเป็เพื่อนกูหน่อย"
ผมลุกขึ้นตามมันไป แบบที่ไม่เค็มใจมากนั๊ก มันลากผมมาที่ระเบียงด้านนอกของโรงแรง ด้วยแสงไปที่ส่องมาไม่ถึงปรากฎให้เห็นหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า อากาศเย็นๆชื่นใจ ที่ตรงนี้ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปผ่านมา
มันหันหน้ามาทางผม ใช้มือทั้งสองข้างจับมาที่ไหล่ทั้งสองข้างของผม และส่องสายตามมาที่ผม
"ตูมตาม กูมีเื่จะขอร้องมึง" เสียงไอ้เ้าบ่าวดูท่าทางจริงจังและหนักแน่นพูดกับผม
"อะไรของมึงวะ" ผมพูดด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างกลัว เอาจริงๆก็คือกลัวมันจะขอผมแต่งงาน ซึ่งถ้าตอนนี้ ผมบอกเลยว่าผมคงต้องปฏิเสธ
แต่ผิดคาด เ้าบ่าวถอดแหวนสี่เงินประดับด้วยเพชร หัวแหวนเป็ตราคล้ายๆตราตำรวจ ที่อยู่ในมือของเขามาแล้วส่งให้ผม
"อันนี้เป็แหวนรุ่นของกู กูต้องใช้ออกงาน เวลาเลี้ยงรุ่น หรืองานแต่งงานของคนในรุ่นแบบนี้ มันสำคัญมาก" ไอ้เ้าบ่าวอธิบาย
"มันก็สำคัญมากเลยอะดิ" ผมตอบกลับด้วยท่าทีจริงจังเช่นกัน
"ใช่มันสำคัญ ดังนั้น มึงช่วยดูแลให้กูได้มั๊ยวะ"
ผมงงไปพักนึง มันสำคัญ มึงก็ดูแลเองดิ ลำบากกูอีก แต่ไม่ทันจะพูด ไอ้เ้าบ่าวก็จับมือด้านซ้ายของผมไปสวมแหวนให้ที่นิ้วนาง หลังจากนั้นมันก็เดินหนีเข้างานไปเลย
ผมก็เข้าใจว่าแหวนมันคงสำคัญมาก เลยยังไม่ได้ถอด ใส่แล้วไว้เข้าไปร่วมงานต่อ
จนงานเลิก ไอ้อั้มกับไอ้เท่ห์กลับไปก่อนแล้วเพราะมันสองคนอยู่ไกล ผมชวนมันนอนด้วยกัน มันก็ไม่ยอมนอน ไม่รู้ไอ้เ้าบ่าวไปขู่อะไรเพื่อนผมป่าว ส่วนไอ้เ้าบ่าว ก็เมาได้ที่อยู่เหมือนกัน ผมเลยรับหน้าที่ขับรถ พามันกลับห้อง