คนในตระกูลเย่ โดยเฉพาะผู้าุโตระกูลเย่ลุงใหญ่และลุงรองของเย่เทียนเฉินต่างรู้สึกขายขี้หน้าเป็อย่างมาก
ตระกูลฉีมาขอถอนหมั้นหากข่าวนี้แพร่ออกไปคงจะสร้างความขายหน้าและความอัปยศยิ่งกว่าเื่ที่เย่เทียนเฉินแอบดูคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่วอาบน้ำเสียอีก
เื่เย่เทียนเฉินแอบดูหลิ่วหรูเหมยอาบน้ำแม้ว่าจะกลายเป็เื่ขบขันแต่ผู้คนก็ยังมองว่าเป็การกระทำของบุตรชายเสเพลโง่เง่าไร้การศึกษา
บุตรชายเสเพลประเภทนี้มีมากมายในเมืองหลวงไม่ใช่เื่แปลกอะไร กล่าวอีกก็คือ หลิ่วหรูเหมยเป็หญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวงไม่รู้ว่ามีคุณชายกี่คนที่อยากจะแอบดูเธออาบน้ำ
เพียงแต่เย่เทียนเฉินใจกล้ากว่าเล็กน้อยทำมันออกมาจริงๆ ก็เท่านั้น ไม่นับว่าขายหน้าอะไรมาก
แต่ว่าครั้งนี้ฉีชางเซิ่งแห่งตระกูลฉีมาขอถอนหมั้นด้วยตัวเองเห็นได้ชัดว่าเป็การดูถูกตระกูลเย่ กลับคำไปมา ถึงกับไม่เห็นตระกูลเย่อยู่ในสายตา
นี่ถึงจะเป็การทำให้ตระกูลเย่กลายเป็ตัวตลกอย่างแท้จริงเกรงว่าในอนาคตคงไม่อาจเงยหน้าได้อีก
เมื่อเผชิญหน้ากับเื่ลูกสาวนามฉีหรูเสวี่ยกับฉินเหิงแห่งตระกูลฉินเกิดรักแรกพบและมีใจต่อกันที่ฉีชางเซิ่งพูด ใครก็ฟังออกว่าเป็แค่ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อทำให้ตระกูลเย่และตระกูลฉีไม่เสียหน้าเกินไปนักก็เท่านั้น
จริงๆ แล้วเป็เพราะตระกูลฉีเห็นว่าตระกูลเย่ตกต่ำลงไม่มีความจำเป็ต้องเกี่ยวดองกันอีก จึง้าถอนหมั้น เพื่อจะไปเกี่ยวดองกับตระกูลฉินร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งถึงจะถูก
ใครจะรู้ว่าตอนที่ฉีชางเซิ่งได้เสนอเงื่อนไขที่ดีมากทั้งสองข้อโดยหนึ่งคือจะให้เย่หงพ่อของเย่เทียนเฉินเป็เลขาธิการคณะกรรมการ สองคือจะนำหุ้นของเครืออุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงในจีนครึ่งหนึ่งแบ่งให้ตระกูลเย่ยังไม่ทันรอให้พวกผู้ใหญ่ของตระกูลเย่เปิดปาก เย่เทียนเฉินก็ลุกขึ้นพูดจนจบไปแล้วตอบรับข้อเสนอทั้งสองข้อในรวดเดียว ราวกับเกรงว่าตระกูลฉีจะเปลี่ยนใจ
“แน่นอนๆ พวกเราตระกูลฉีรักษาคำพูด เทียนเฉินวางใจเถอะขอเพียงตกลงถอนหมั้น ฉันจะทำตามสัญญาทันที”
ฉีชางเซิ่งเห็นว่าเย่เทียนเฉินซึ่งเป็ผู้เกี่ยวข้องเปิดปากเห็นด้วยแล้วในใจยินดีเป็อย่างมาก จึงรีบพูดออกมา
ตระกูลฉีในตอนนี้อยากให้ตระกูลเย่ตกลงถอนหมั้นเป็อย่างยิ่งขอเพียงตระกูลเย่ตกลง ตระกูลฉีก็จะสามารถร่วมมือกับตระกูลฉินอย่างเข้มแข็งได้
ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการจะนับเป็อะไร หุ้นครึ่งหนึ่งของเครือไห่หวังนับเป็อะไรขอเพียงทั้งสองตระกูลร่วมมือกัน ก็สามารถนำกลับมาได้เป็สิบเท่าร้อยเท่า
“หุบปาก ไสหัวออกไปซะ ผู้ใหญ่คุยกัน ไม่มีที่ให้เด็กมาสอดปาก”
เย่มู่ไป๋ลุงใหญ่ของเย่เทียนเฉินเป็คนแรกที่ด่าเย่เทียนเฉินออกมา
“ไอเด็กไร้สัมมาคารวะ ช่างไม่เจียมตัวจริงๆยังไม่ไสหัวออกไปอีก?”
ลุงรองเย่เฮ่อกั๋วใช้ตาถลึงมองไปยังเย่เทียนเฉินพลางะโออกมา
การพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันของเย่เทียนเฉินทำให้แผนของเย่มู่ไป๋และเย่เฮ่อกั๋วรวนหมดแล้ว
เดิมทีพวกเขารู้ว่าตระกูลฉี้ายกเลิกการแต่งงานนี่เป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในเมื่อตระกูลฉี้าจะทำเื่ชดเชย ก็ค่อยๆ ต่อรองราคาเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์เพิ่มอีกเล็กน้อย ต้องทราบว่าตอนนี้ตระกูลเย่กำลังตกต่ำลงจะอาศัยเพียงกำลังของบรรพบุรุษเพื่อยกระดับนั้นลำบากมาก แล้วทำไมจึงไม่ให้ตระกูลฉีจัดการเื่นี้แทน
แต่พอเย่เทียนเฉินพูดออกไปแบบนี้ก็ทำให้เย่มู่ไป๋กับเย่เฮ่อกั๋วไม่มีทางทำอะไรได้อีกสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย ในใจย่อมผิดหวัง จึงด่าเย่เทียนเฉินอย่างรุนแรง
เย่หงและหลัวเยี่ยนต่างก็คิดไม่ถึงว่าจู่ๆลูกชายจะเปิดปากพูดขึ้นมา ยังมีผู้าุโอยู่ด้วย เย่เทียนเฉินไม่ได้คำนึงถึงเลยแม้แต่น้อยจะอย่างไรก็ทำให้ผู้คนตกตะลึง
“ไสหัว? ไสหัวอะไร? คุณลองไสหัวให้ผมดูหน่อยสิ?”
เย่เทียนเฉินไม่มองลุงใหญ่กับลุงรองด้วยซ้ำเขารู้ตั้งนานแล้วว่าสองคนนี้ไม่ได้มองตนเองเป็ญาติแม้แต่น้อยในสายตาของพวกเขามีแต่ผลประโยชน์เท่านั้น ใน่เวลาสำคัญต่างก็สละได้ทุกสิ่ง
เย่เทียนเฉินคิดว่าไม่ควรค่าแก่การเคารพ
“แก....อวดดีเกินไปแล้ว ไอ้หลานไม่รักดี”
เย่มู่ไป๋ที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงกล่าวออกมา
“น้องสาม ดูลูกชายที่แกสอนสินี่เป็ท่าทีที่ใช้พูดกับผู้ใหญ่เหรอ? จะไม่จัดการสักหน่อยเหรอไง?”เย่เฮ่อกั๋วต่อว่าเย่หงผู้เป็น้องสาม
เย่หงกำลัง้าพูดถึงเย่เทียนเฉินลูกชายอยู่พอดีถึงอย่างไรก็เป็ครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งพ่อของเขาก็ยังอยู่ด้วยเย่หงเป็ลูกที่กตัญญู ไม่ว่าพี่ชายทั้งสองจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไรบิดาจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร เขาก็อยากให้ครอบครัวสามัคคีกัน
แต่เย่เทียนเฉินไม่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็ก่อนมาเกิดใหม่ หรือหลังเกิดใหม่เขาก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับคนกลุ่มนี้เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มองเขาเป็ญาติเลยแม้แต่น้อย
“ลูกชายที่พ่อของผมสอนดีกว่าลูกชายที่ครอบครัวของพวกคุณทั้งสองสอนตั้งเยอะอีกอย่างผมอยากจะอธิบายอะไรสักอย่างหน่อย คนที่ถอนหมั้นกับตระกูลฉีคือผมไม่ใช่พวกคุณ สิ่งที่ตระกูลฉีชดใช้ก็ควรจะเป็ผมที่ได้รับ ถ้าหากพวกคุณอยากได้ พวกคุณก็ไปถอนหมั้นกับตระกูลฉีเองสิผมไม่ถอนหมั้นอีกครั้งหรอก!”
เย่เทียนเฉินไม่ให้โอกาสเย่หงผู้เป็พ่อได้เอ่ยปากเขารู้ว่าพ่อเป็คนกตัญญู และคอยคิดอ่านให้ครอบครัวอยู่ตลอดหากเปิดปากพูดออกมาก็คงเป็การพูดประนีประนอม การทำแบบนั้นไม่เพียงแต่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรยังต้องรับการโจมตีจากลุงทั้งสองอีกด้วย ดั่งคำพูดที่ว่าม้าดีถูกคนขี่ คนดีถูกข่มเหง
“แก....”
“พ่อ พ่อดูไอหลานนอกคอกคนนี้ ลูกตามใจจนเป็อะไรไปแล้วกล้ามาพูดแบบนี้กับผู้หลักผู้ใหญ่ ตระกูลเย่ของพวกเรายังมีกฎเกณฑ์อยู่หรือเปล่า?”
เย่มู่ไป๋กับเย่เฮ่อกั๋วโกรธจนทนไม่ไหวทำได้เพียงให้เย่หย่วนซานมาจัดการ
“ผู้าุโเย่ ผมคิดว่าเื่นี้จัดการตามนี้เถอะครับการชดเชยสองอย่างนี้ ตระกูลฉีของพวกเราจะทำสุดความความสามารถ” ฉีชางเซิ่งชิงพูดก่อน
ฉีชางเซิ่งเป็คนเ้าเล่ห์ อยู่ในเมืองหลวงมาหลายปีขนาดนี้ตระกูลฉีก็เป็ตระกูลใหญ่ แน่นอนว่าต้องรู้ถึงความคิดของลูกชายทั้งสองของตระกูลเย่หากเป็แบบนี้ต่อไป เกรงว่าพวกเขาจะเรียกราคาสูงในเมื่อเย่เทียนเฉินซึ่งเป็ผู้เกี่ยวข้องเห็นด้วยแล้วก็ต้องรีบคว้าเอาคำพูดนี้เป็การตกลง
เย่หย่วนซานมองเย่หงครั้งหนึ่งแต่ไหนแต่ไรในใจก็คิดว่าลูกชายคนที่สามกตัญญู ไม่แก่งแย่งชิงดี ไม่เหมือนลูกคนโตกับลูกคนรองที่วันๆ เอาแต่คิดเื่ทรัพย์สินตระกูลเย่ ดังนั้นสุดท้ายคิดเปิดปากพูดออกไปว่า
“ตกลง เอาแบบนี้ก็แล้วกันกลับไปบอกพี่เิเซียนด้วยว่า สิ่งที่ได้ล่วงเกินไป หวังว่าจะไม่ตำหนิกัน”
“ผู้าุโพูดอะไรอย่างนั้น ตระกูลฉีของผมทำไม่ถูกเองผมขอเป็ตัวแทนของตระกูลฉีแสดงความขอโทษ ณ ที่นี้ด้วย ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวก่อน!”
ฉีชางเซิ่งรีบลุกขึ้นพลางพูดอย่างเกรงใจ
เมื่อเห็นว่าฉีชางเซิ่งจากไปแล้ว เย่มู่ไป๋และเย่เฮ่อกั๋วก็โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเดิมทีพวกเขาสามารถหาประโยชน์ได้จากเื่นี้ ตอนนี้ไม่ได้อะไรเลยสักอย่างทั้งหมดก็เพราะเย่เทียนเฉิน
“วันนี้ท้องฟ้าสดใส ทุกที่ทิวทัศน์ดีงามทิวทัศน์ดีงาม....” เย่เทียนเฉินยิ้มพลางร้องเพลงออกมา
“น้องสาม แกสอนลูกได้ดีจริงๆ เหอะ!” เย่มู่ไป๋โกรธจนพูดเสียดสีออกมาอย่างเ็าแล้วหมุนตัวเดินจากไป
“พ่อ นี่....”
เย่เฮ่อกั๋วเองก็โกรธจนทนไม่ไหวผลประโยชน์สักนิดก็ไม่ได้ กลับตกไปเป็ของบ้านน้องสามจนหมด จึงคิดจะให้
เย่หย่วนซานผู้เป็บิดาเป็คนจัดการ
“หุบหาก หยุดซะ เื่นี้ให้จบแค่นี้” เย่หย่วนซานตำหนิเย่เฮ่อกั๋ว
การถอนหมั้นก็จบเพียงเท่านี้เย่เทียนเฉินต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวของตน
เมื่อเดินออกมาจากบ้านหลักตระกูลเย่แล้วพบว่าเย่หงผู้เป็บิดารู้สึกผิดในใจอยู่บ้างถึงอย่างไรตลอดหลายปีมานี้ไม่เคยทำให้พี่ชายทั้งสองโกรธแม้ว่ากับบิดาหรือพี่ชายทั้งสองจะทำตัวไม่ดีกับเขามากนัก ถึงขั้นกับกีดกันเย่หงก็พยายามรักษาความสามัคคีของคนในครอบครัวมาโดยตลอด เขาคิดว่าอย่างไรเสียเืก็ย่อมข้นกว่าน้ำ
เย่เทียนเฉินกับเย่หงสองพ่อลูกเดินอยู่ข้างหน้าสุดมารดากับน้องสาวเดินตามหลัง เดินออกมาจากบ้านหลักตระกูลเย่ด้วยกัน พอเห็นว่าเย่หงสูบบุหรี่ไปสองมวนติดๆกัน เย่เทียนเฉินก็ตบบ่าของบิดาพลางกล่าวว่า
“อย่าไปคิดมากเลยครับย้ายออกจากบ้านหลักตระกูลเย่กันเถอะ ทำไมต้องทำให้ตนเองทุกข์ใจด้วย?”
เย่หงเงยหน้ามองลูกชายทันใดนั้นก็พบกับความเปลี่ยนแปลง เย่เทียนเฉินเมื่อก่อนนั้นไม่มีทางเชื่อฟังแบบนี้และจะไม่พูดคำพูดเช่นนี้ออกมาเด็ดขาด เวลาสองพ่อลูกคุยกัน ถ้าไม่ลงไม้ลงมือก็มีปากเสียงกันรุนแรงแต่ตอนนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็กลมเกลียวกัน
“เทียนเฉิน ลูก....”
“ต่อจากนี้ลูกจะเชื่อฟัง จะไม่ให้พ่อและแม่ต้องกังวลอีกเดิมทีพวกเราก็มีบ้านอยู่ข้างนอก ลุงใหญ่ลุงรองก็ไม่อยากให้พวกเรากลับไปแย่งชิงสมบัติของตระกูลกับพวกเขาในเมื่อชาตินี้เกิดเป็พี่น้องกันแล้ว ก็ยอมให้พวกเขาไปเถอะผมคิดว่าพ่อก็คงไม่สนใจสมบัติพวกนั้นหรอก แค่อยากให้ครอบครัวสามัคคีกัน”
พอได้ยินคำพูดของเย่เทียนเฉินเย่หงก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายจะมองได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้
จริงๆ เขารู้มานานแล้วว่าพี่ใหญ่กับพี่รองมีอคติกับตนตลอดที่อยู่ที่บ้านหลักตระกูลเย่หรือทิ้งห้องเอาไว้ที่นั่นระหว่างพี่น้องมีแต่การทะเลาะ บางทีการย้ายออกมาคงจะทำให้กลมเกลียวกันมากกว่านี้!
เพียงแต่เย่หย่วนซานผู้เป็บิดามีอายุมากแล้วเย่หงจึงอยากจะแสดงความกตัญญูให้ถึงที่สุด ตอนนี้พอฟัง
เย่เทียนเฉินพูด ดูแล้วคงไม่จำเป็จริงๆ
“ตกลง พวกเราย้ายออกไปอยู่ที่อื่นจากนี้ครอบครัวเราสี่คนจะมีความสุขกันสักที” เย่หงตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม
เย่เทียนเฉินพยักหน้าสุดท้ายก็เชื่อฟังผู้เป็พ่อ ต่อไปนี้พ่อกับแม่ก็ไม่ต้องมาบ้านหลักตระกูลเย่เพื่อรองรับอารมณ์ของลุงใหญ่ลุงรองอีกต่อไป
“พี่ชาย พี่กับพ่อกำลังคุยอะไรกันหรอ ทำไมถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้?”
เย่เชี่ยนเหวินปล่อยมือหลัวเยี่ยนเดินมาถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่บอกหรอก มันเป็ความลับ!”เย่เทียนเฉินจงใจกล่าวยั่ว
“ชิ แม่ พี่แกล้งหนู มีความลับกันสองคนกับพ่อไม่ยอมบอกพวกเราเลย” เย่เชี่ยนเหวินทำปากจู๋น่ารัก พูดพลางแลบลิ้นใส่เย่เทียนเฉิน
เย่หงยิ้ม หันไปหาลูกสาวกับภรรยาแล้วบอกว่า“พ่อตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลักตระกูลเย่แล้ว จากนี้พวกเราจะเป็ครอบครัวเดียว ค่อยกลับมา่เทศกาลกับวันเกิดของพ่อ”
“พ่อพูดจริงเหรอ? ดีจริงๆ ฮิๆ” เย่เชี่ยนเหวินพูดพลางหัวเราะออกมาเป็คนแรก
หลัวเยี่ยนกลับมองสามีของตนด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนความคิด จริงๆ เธอก็เคยเตือนสามีมานานแล้วว่าให้ย้ายออกมาจากบ้านหลักตระกูลเย่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแค่สี่คน แต่สามีไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด
ตอนนี้เพิ่งจะเดินกับลูกชายยังไม่ถึงสิบเมตรก็เปลี่ยนความคิดเสียแล้วน่าแปลกจริงๆ แต่ขณะเดียวกันรู้สึกดีใจ เพราะแบบนี้ก็หมายความว่าทั้งสี่คนสามารถใช้ชีวิตกันอย่างสบายอกสบายใจไม่ต้องกล้ำกลืนความคับข้องใจเ่าั้อีกต่อไปแล้ว
“ไปเถอะ กลับบ้านกัน กลับไปกินมื้อใหญ่!” เย่เทียนเฉินกล่าวพลางหัวเราะฮ่าๆ
มองดูเงาหลังของลูกชายเย่หงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมาเสียงเบา “น้องเยี่ยนเธอคิดว่าลูกชายเปลี่ยนไปหรือเปล่า?”
“อืม เปลี่ยนไปเข้าใจอะไรขึ้นมาแล้วเป็ลูกผู้ชายมากขึ้นทุกวัน พวกเราสมควรยินดีถึงจะถูก”
หลัวเยี่ยนยิ้ม พยักหน้าติดต่อกันดูเหมือนเธอจะจินตนาการถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกชายจากนี้ครอบครัวสี่คนก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข