การข่มขู่อย่างน่ากลัวของสืออวี้ไม่อาจปิดบังความจริงเรื่องที่เขาหนีไปอย่างกลัวความตายได้
เซียวจิ่งหยวนมองไปรอบๆ ไม่พบร่องรอยของสืออวี้แต่อย่างใดอาจเพราะเทือกเขารอบด้านต่างก็มีหมอกปกคลุมหนาแน่นทั้งยังมีค่ายกลที่เทพหินเพลิงสร้างเอาไว้สืออวี้ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของเทพหินเพลิงย่อมต้องเข้าใจถึงพลังลี้ลับของค่ายกลแม้ไม่อาจรับมือกับค่ายกลได้ แต่ถ้าหากอยากหลบซ่อนตัวก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
“หากความชั่วร้ายไม่ถูกกำจัดไม่ช้าก็เร็วจะต้องเป็นปัญหาแน่...”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมกับเก็บค่ายกลกระบี่ในทันทีในชั่วพริบตาแสงสว่างสดใสที่เคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้าก็จางหายไปรวมตัวกันบนกระบี่ผุพังก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“สวรรค์!”
ในขณะเดียวกันหลี่ว์โฮ่วสาดฝนสีมรกตออกมากลางอากาศแล้วปรากฏตัวขึ้นข้างเซียวจิ่งหยวนดุจสายฟ้าดวงตาของเขาเป็นประกายเปี่ยมความโลภราวกับเห็นขุมทรัพย์ล้ำค่า
“สหาย สมบัติชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือ”
หลี่ว์โฮ่วถามเพื่อสืบความ ท่าทางสนใจอย่างยิ่ง “ข้าถามตนเองผู้รู้จักสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนพอจะรู้มาบ้างว่าทุกสกุลในใต้หล้านี้ล้วนมีอาวุธวิเศษเป็นของตนเองแต่ในความทรงจำของข้ากลับไม่มีเรื่องเกี่ยวกับสมบัติหายากชิ้นนี้เลย”
“เหอะ!”
เซียวจิ่งหยวนเฉยเมย สะบัดแขนเสื้อหนึ่งทีกระบี่ผุพังนั้นก็หายไปจากมืออย่างไร้ร่องรอย
“ไม่เอาน่าสหาย อย่าเป็นเช่นนี้เลย!” หลี่ว์โฮ่วอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “ข้าเพียงอยากรู้ที่มาที่ไปของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย และไม่มีทางแย่งมันมาหรอก...”
เซียวจิ่งหยวนทำเป็นหูหนวกทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ยามนี้สตรีผู้อยู่ลอยในอากาศก็เรียกพิษดอกท้อเบญจเมฆากลับแล้วเห็นเพียงลวดลายสวยสดงดงามของพิษดอกท้อเบญจเมฆาที่อยู่บนร่างที่อ้อนแอ้นอรชรราวต้นหลิวของนางกลายเป็นชุดที่งดงามชุดหนึ่ง
ชั่วพริบตานั้นเองเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา อ้อนแอ้นอรชรราวบุบผาผิวขาวดุจหิมะ สวมชุดลายดอกไป๋เหอ[1] คาดเอวด้วยผ้าไหมที่ไหล่พาดด้วยกรองคอปักลวดลายสีชมพู
“ขอบคุณท่านมากสำหรับความช่วยเหลือ”
สาวน้อยเหาะลงมา ร่างกายราวกับสำลีไร้น้ำหนักเท้าอันงดงามลอยเหนือพื้น เมื่อสายลมพัดผ่านก็ลอยขึ้นราวกับเซียนอีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนของลูกท้อล่องลอยอยู่ในอากาศเมื่อกลิ่นหอมโชยมาไม่ว่าจะเป็นเซียวจิ่งหยวนหรือหลี่ว์โฮ่วต่างก็กลั้นหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายไม่กล้าสูดดม
“ฮิๆ !”
สาวน้อยเม้มริมฝีปากใบหน้ายิ้มเย้ายวนราวกับลูกท้องดงามตราตรึงใจผู้คน นางหัวเราะเบาๆก่อนจะอธิบายอย่างสุภาพเรียบร้อย “สหายทั้งสองอย่าได้กังวลไปข้าไม่ได้ใช้พิษดอกท้อแล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนกับหลี่ว์โฮ่วมองตากันแม้จะขัดเขินเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่อาจวางใจ อย่างไรเสียเมื่อครู่พวกเขาก็เห็นแล้วว่ากลิ่นหอมของพิษดอกท้อเบญจเมฆานี้สามารถทำให้คนอยู่ในสภาวะมึนงงไม่รู้สึกตัวพวกเขาไม่อยากลิ้มลองรสชาตินั้นอีกแล้ว
“อะแฮ่ม!”
เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิ ประสานมือแล้วกล่าวว่า “ขอถามนามท่านเซียน ไม่ทราบว่าเกี่ยวพันกับแม่เฒ่าหงฮวาอย่างไรหรือ”
ช่างเป็นคำถามไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลยแต่ตรงไปตรงมาเข้าประเด็นทันที
“ข้ามีนามว่า ฮวาหลิวซู” สาวน้อยก็ไม่อ้อมค้อมกล่าวอย่างตรงประเด็น “แม่เฒ่าหงฮวาเป็นอาจารย์ของข้า”
“ดีเลย...”
เซียวจิ่งหยวนยิ้มด้วยความสุขทันทีเขานับว่าไม่ได้ช่วยผิดคน
ยังดีที่แม้ภารกิจจะมีการพลิกผันอยู่บ้างแต่ก็ได้เห็นแสงสว่าง ไม่ทำให้อาจารย์ตงหลีต้องผิดหวัง
“ท่านรู้จักท่านอาจารย์ของข้าด้วยหรือ”
ฮวาหลิวซูเอียงศีรษะมองดวงตาที่สดใสและงดงามของนางเปี่ยมเปล่งประกายแวววาว
“ไม่รู้จักหรอก”
เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะ นี่เป็นความจริง
“ใช่แล้ว พวกเราไม่รู้จักแม่เฒ่าหงฮวาทว่าได้ยินชื่อเสียงของนางมานาน จึงเลื่อมใสนางมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
หลี่ว์โฮ่วที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “คือว่าเมื่อสักครู่พวกเราเห็นคนชั่วรังแกท่านพวกเราที่ยึดถือคุณธรรมจึงลงมือช่วยท่านขับไล่คนชั่ว”
น่าไม่อาย...
เซียวจิ่งหยวนใช้สายตาเยียบเย็นชำเลืองมองหลี่ว์โฮ่วรังเกียจความหน้าด้านที่ไม่ใช่ด้านธรรมดา
“ทว่าเมื่อสักครู่นี้เจ้าหนีไปไกลเชียวนะ” ฮวาหลิวซูตาเป็นประกายดูไร้เดียงสา “ที่ช่วยข้าคือเขาต่างหาก...จริงสิท่านมีนามว่ากระไร มีเรื่องอะไรหรือไม่ถึงได้ตามหาท่านอาจารย์ของข้า”
“เฮ้อ!”
ต่อให้หลี่ว์โฮ่วจะหน้าหนาทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ก็อึดอัดไม่ควรพูด เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ
“ข้าน้อยเซียวจิ่งหยวนได้รับมอบหมายให้นำจดหมายมาส่ง”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เซียวจิ่งหยวนก็อารมณ์ดีหลังจากที่เหลือบมองหลี่ว์โฮ่วแล้วเขาก็หยิบเทียบเชิญออกมาจากอก
เทียบเชิญพลันเกิดเสียงดังปุกลายเป็นนกตัวหนึ่งกางปีกอันอวบอ้วนกระพือขึ้นสูงราวกับนกนางแอ่นที่เพิ่งออกจากรังแล้วบินกลับรังในป่ามุ่งหน้าไปที่ทุ่งร้อยดอกอย่างรวดเร็ว
“สารผ้าปักษาโบยบิน”
หลี่ว์โฮ่วรู้จักสิ่งนี้ดีเมื่อแรกเห็นเขาก็ยิ้มแหยพลางกล่าว “สหายดูเหมือนคนที่มอบหมายให้เจ้าส่งสารจะไม่เชื่อใจเจ้าขนาดนั้นนะเขากลัวเจ้าขโมยอ่านเนื้อหาในจดหมายจึงได้ใช้วิธีผนึกไว้”
“ไม่ต้องมายั่วโมโหข้า”
เซียวจิ่งหยวนกลอกตา “เนื้อหาในจดหมายคืออะไรข้ารู้ดี”
“อย่างนั้นหรือ”
หลี่ว์โฮ่วยิ้มโดยไม่พูดอะไรเพียงนึกหยอกเล่นเท่านั้น
“ทำมาเป็นพูด”
เซียวจิ่งหยวนพ่นลมออกจมูก กลอุบายหลอกเด็กเช่นนี้หลอกเขาไม่ได้หรอก
ทว่าเขาก็ยอมรับว่าหลี่ว์โฮ่วทำสำเร็จเพราะก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ส่งจดหมาย ดูจากคำพูดและการกระทำของตู้หนานซานก็รู้แล้วว่าจะต้องมีสิ่งปิดบังอยู่แน่นอน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ปิดบังอยู่นั้นคืออะไรก็เท่านั้นเองบางทีเรื่องนี้อาจจะมีในจดหมาย หรืออาจไม่มีก็เป็นได้...
ในขณะที่เซียวจิ่งหยวนใช้ความคิดอยู่ จู่ๆฮวาหลิวซูก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ของข้าไม่อยู่เกรงว่าจะรับจดหมายไม่ได้”
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนชะงักไป พลางรีบถามว่า “นางไปที่ใดหรือ คนที่มอบหมายให้ข้าส่งจดหมายมีเรื่องเร่งด่วนต้องการให้แม่เฒ่าหงฮวาช่วยเหลือ ไม่อาจรอนานเกินไป”
“เอ่อ...”
ฮวาหลิวซู่ลังเลอยู่นาน ราวกับกังวลบางอย่างอยู่
หลี่ว์โฮ่วกลอกตาไปมา แล้วกล่าวขึ้นในทันทีว่า “เซียนหลิวซู อาจารย์ของท่านกำลังตามหาโกฐเชอหม่าอยู่ใช่หรือไม่”
“ท่าน...”
ทันใดนั้น คิ้วใบหลิวของฮวาหลิวซูก็เลิกขึ้นดวงตาอันแสนสดใสแสดงออกถึงความหวาดระแวง เท้าที่เรียวยาวของนางขยับเล็กน้อยเสื้อผ้าโปร่งสวยงามก็เปล่งประกายออกมาเลือนราง
“ท่านเซียน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป...”
หลี่ว์โฮ่วปัดป่ายมือไปมา อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “ขอกล่าวอย่างไม่ปิดบังตอนที่พวกข้าเข้ามาก็ถูกโจมตีจากลูกศิษย์ของเทพหินเพลิง ตอนแรกก็แปลกใจและสับสนนักไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาถึงโจมตีโดยไม่มีเหตุมีผล ต่อมาหลังจากติดอยู่ในค่ายกลเสียสองสามวันพวกข้าก็ไปสืบเสาะอย่างละเอียดถึงพบสาเหตุที่แน่ชัด”
หลี่ว์โฮ่วยิ้มพลางพูดไปด้วย “ที่แท้ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเทพหินเพลิงทั้งสิ้นเขาอยากครอบครองโกฐเชอหม่าเอาไว้เพียงผู้เดียวจึงสร้างค่ายกลขนาดใหญ่นี้เพื่อปิดล้อมภูเขาอู่อี๋ไว้ทั้งหมดต่อมาเขาก็ส่งสาวกออกไปโจมตีสังหารนักพรตทุกหนทุกแห่งประการแรกเพื่อทำให้ทุกคนสับสนและเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปประการที่สองก็คือฉวยโอกาสกำจัดศัตรูเพื่อลดคู่แข่งอย่างไรเล่า”
หลี่ว์โฮ่ววิเคราะห์อย่างละเอียดอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน “คิดดูแล้วท่านเซียนเองก็กำลังเจอเหตุการณ์เช่นนี้อยู่มิใช่หรือเจ้าสืออวี้นั่นคงรู้ดีว่าแม่เฒ่าหงฮวาไม่ได้อยู่บัญชาการที่ทุ่งร้อยดอกจึงรับคำสั่งให้มาฆ่าท่าน”
ส่วนแม่เฒ่าหงฮวาไปอยู่ที่ใดกันยังต้องพูดให้มากความอีกหรือ
การที่เทพหินเพลิงผนึกเขาอู่อี๋เช่นนี้การกระทำที่อึกกะทึกครึกโครมถึงเพียงนี้ เหล่าเซียนเทียมแห่งเทือกเขาทุกคนจะทนเฉยเมยอยู่ได้อย่างไรขนาดหลี่ว์โฮ่วที่เป็นคนนอกยังคาดเดาได้ว่าเป้าหมายของเทพหินเพลิงคืออะไรนับประสาอะไรกับเซียนเทียมทั้งหลายที่มีพลังเพียงพอคงรู้แผนการของเทพหินเพลิงตั้งนานแล้ว
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่เซียนเทียมทุกคนรวมถึงแม่เฒ่าหงฮวาจะนั่งดูอยู่เฉยๆส่วนมากก็เช่นเดียวกับเทพหินเพลิง กำลังตระเวนหาโกฐเชอหม่าอยู่บนเขานั่นเอง
ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้ยามนี้อาจจะกำลังขัดขวางกันเองไม่มีผู้ใดหลุดรอดไปได้ง่าย อีกทั้งเทพหินเพลิงเองก็ร้ายกาจและมีไหวพริบพอตัวเมื่อกลุ่มเซียนเทียมไม่อยู่ที่ถ้ำเทพสถิตก็สั่งให้สาวกของตนบุกโจมตีถ้ำเทพสถิตของศัตรูเสีย
หากแผนการของเขาสำเร็จ หลังบ้านของเหล่าเซียนเทียมจะลุกเป็นไฟเกรงว่าเมื่อนั้นจะไม่มีผู้ใดสามารถเพิกเฉย หากจิตวิญญาณมีช่องโหว่ พะวักพะวงถ้ำเทพสถิตของตนเองยามนั้นคงไม่มีผู้ใดต่อกรกับเขาได้
“กลยุทธส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมและล่อเสือออกจากถ้ำเยี่ยม ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว” หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างชื่นชม
“เอ่อ...”
ฮวาหลิวซูเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ยิ้มแพรวพราวยิ่งกว่าดอกไม้นับร้อยดอกนางเม้มปากแล้วกล่าวว่า “การคาดเดาของท่านอาจจะเป็นเรื่องจริง...เพียงแต่สืออวี้ผู้นั้นไม่ได้ขึ้นมารุกรานหรืออยากฆ่าข้า...”
“หืม?”หลี่ว์โฮ่วตะลึง “ไม่ใช่งั้นหรือ”
เดาผิดหรือ เป็นไปไม่ได้
หลังจากที่เขาวิเคราะห์ตรวจสอบสถานการณ์ของที่นี่แบบลับๆอย่างรอบคอบก็รู้แทบทุกอย่างแล้ว จะผิดได้อย่างไร
หรือว่ามีบางอย่างตกหล่นไปงั้นหรือหลี่ว์โฮ่วขมวดคิ้ว ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็ว
“เขาไม่ได้อยากฆ่าข้าแต่อยากขอข้าแต่งงาน บอกว่าเป็นการเกี่ยวดองกันอะไรสักอย่าง...”
ฮวาหลิวซูยิ้มอย่างมีเลศนัย ดูสบายๆราวกับเรื่องที่พูดอยู่ไม่เกี่ยวกับนาง “ความหมายของเขาก็คือ หากทั้งสองสำนักร่วมมือกันเพื่อครอบครองทรัพยากรแห่งเขาอู่อี๋ที่กว้างใหญ่เป็นพันลี้แห่งนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร”
“ว่าอย่างไรนะ!”
เมื่อหลี่ว์โฮ่วได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนในทันทีเขาคิดไตร่ตรองแล้วก็ต้องตกใจ หากเทพหินเพลิงกับแม่เฒ่าหงฮวาร่วมมือกัน ย่อมเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายเพราะแม่เฒ่าหงฮวาใช้พิษได้ หากเปลี่ยนเป็นนางที่มาผนึกเขาอู่อี๋ล่ะก็เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามาได้ง่ายๆ เป็นแน่
ทั้งพลังของเทพหินเพลิงก็ล้นเหลือสายฟ้าฟาดของเขานั้นไม่มีผู้ใดสามารถต้านทาน
หนึ่งรุกหนึ่งรับ ดังคำกล่าวที่ว่าเกื้อหนุนซึ่งกันและกันโดยแท้
ภายใต้การร่วมมือกันของพวกเขา ไม่ว่าเซียนเทียมผู้อื่นจะเก่งกาจเท่าใดก็ทำได้เพียงล่าถอยออกไปเท่านั้นแผนการฉวยโอกาสของเขาก็คงต้องล้มเหลวอีกเช่นเคย
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลี่ว์โฮ่วก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพียงแต่พริบตาเดียวเขาก็ปรับท่าทางขึ้นมา นัยน์ตาแสดงความหวังรำไร “ท่านเซียน ท่านคงไม่ตกปากตกคำข้อเสนอนี้ไปใช่หรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่เขาน่าเกลียดน่ากลัวออกอย่างนั้น ข้าไม่มีทางยอม”
ฮวาหลิวซูตรงไปตรงมามาก ไร้ซึ่งกลอุบาย “สามีข้าในอนาคตไม่จำเป็นต้องหล่อล่มเมืองแต่ก็ควรมีความงามของมนุษย์อยู่บ้าง...อย่างเช่น...”
“ท่าน!”
ฮวาหลิวซูชี้นิ้วเรียวดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยราวกับใคร่ครวญบางอย่าง “ใช่ ท่าน...อย่างน้อยที่สุดหากเหมือนท่าน...ข้าถึงจะพิจารณา...”
“ข้าหรือ”
เซียวจิ่งหยวนตะลึง ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
แต่จู่ๆ ไอสังหารพลันผุดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อประหนึ่งตกลงไปในน้ำแข็ง
“ตายเสีย...”
โดยไม่ทันได้คาดคิดสืออวี้ก็หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพลังงานลบเปลวไฟปีศาจที่โหมกระหน่ำ...
[1] ดอกไป๋เหอ คือ ดอกลิลลี่