ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 59 ท่านเซียนหลิวซู

    การข่มขู่อย่างน่ากลัวของสืออวี้ไม่อาจปิดบังความจริงเรื่องที่เขาหนีไปอย่างกลัวความตายได้

            เซียวจิ่งหยวนมองไปรอบๆ ไม่พบร่องรอยของสืออวี้แต่อย่างใดอาจเพราะเทือกเขารอบด้านต่างก็มีหมอกปกคลุมหนาแน่นทั้งยังมีค่ายกลที่เทพหินเพลิงสร้างเอาไว้สืออวี้ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของเทพหินเพลิงย่อมต้องเข้าใจถึงพลังลี้ลับของค่ายกลแม้ไม่อาจรับมือกับค่ายกลได้ แต่ถ้าหากอยากหลบซ่อนตัวก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

            “หากความชั่วร้ายไม่ถูกกำจัดไม่ช้าก็เร็วจะต้องเป็นปัญหาแน่...”

            เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมกับเก็บค่ายกลกระบี่ในทันทีในชั่วพริบตาแสงสว่างสดใสที่เคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้าก็จางหายไปรวมตัวกันบนกระบี่ผุพังก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            “สวรรค์!”

            ในขณะเดียวกันหลี่ว์โฮ่วสาดฝนสีมรกตออกมากลางอากาศแล้วปรากฏตัวขึ้นข้างเซียวจิ่งหยวนดุจสายฟ้าดวงตาของเขาเป็นประกายเปี่ยมความโลภราวกับเห็นขุมทรัพย์ล้ำค่า

            “สหาย สมบัติชิ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือ”

            หลี่ว์โฮ่วถามเพื่อสืบความ ท่าทางสนใจอย่างยิ่ง “ข้าถามตนเองผู้รู้จักสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนพอจะรู้มาบ้างว่าทุกสกุลในใต้หล้านี้ล้วนมีอาวุธวิเศษเป็นของตนเองแต่ในความทรงจำของข้ากลับไม่มีเรื่องเกี่ยวกับสมบัติหายากชิ้นนี้เลย”

            “เหอะ!”

            เซียวจิ่งหยวนเฉยเมย สะบัดแขนเสื้อหนึ่งทีกระบี่ผุพังนั้นก็หายไปจากมืออย่างไร้ร่องรอย

            “ไม่เอาน่าสหาย อย่าเป็นเช่นนี้เลย!” หลี่ว์โฮ่วอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “ข้าเพียงอยากรู้ที่มาที่ไปของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย และไม่มีทางแย่งมันมาหรอก...”

            เซียวจิ่งหยวนทำเป็นหูหนวกทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

            ยามนี้สตรีผู้อยู่ลอยในอากาศก็เรียกพิษดอกท้อเบญจเมฆากลับแล้วเห็นเพียงลวดลายสวยสดงดงามของพิษดอกท้อเบญจเมฆาที่อยู่บนร่างที่อ้อนแอ้นอรชรราวต้นหลิวของนางกลายเป็นชุดที่งดงามชุดหนึ่ง

            ชั่วพริบตานั้นเองเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา อ้อนแอ้นอรชรราวบุบผาผิวขาวดุจหิมะ สวมชุดลายดอกไป๋เหอ[1] คาดเอวด้วยผ้าไหมที่ไหล่พาดด้วยกรองคอปักลวดลายสีชมพู

            “ขอบคุณท่านมากสำหรับความช่วยเหลือ”

            สาวน้อยเหาะลงมา ร่างกายราวกับสำลีไร้น้ำหนักเท้าอันงดงามลอยเหนือพื้น เมื่อสายลมพัดผ่านก็ลอยขึ้นราวกับเซียนอีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนของลูกท้อล่องลอยอยู่ในอากาศเมื่อกลิ่นหอมโชยมาไม่ว่าจะเป็นเซียวจิ่งหยวนหรือหลี่ว์โฮ่วต่างก็กลั้นหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายไม่กล้าสูดดม

            “ฮิๆ !”

            สาวน้อยเม้มริมฝีปากใบหน้ายิ้มเย้ายวนราวกับลูกท้องดงามตราตรึงใจผู้คน นางหัวเราะเบาๆก่อนจะอธิบายอย่างสุภาพเรียบร้อย “สหายทั้งสองอย่าได้กังวลไปข้าไม่ได้ใช้พิษดอกท้อแล้ว...”

            เซียวจิ่งหยวนกับหลี่ว์โฮ่วมองตากันแม้จะขัดเขินเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่อาจวางใจ อย่างไรเสียเมื่อครู่พวกเขาก็เห็นแล้วว่ากลิ่นหอมของพิษดอกท้อเบญจเมฆานี้สามารถทำให้คนอยู่ในสภาวะมึนงงไม่รู้สึกตัวพวกเขาไม่อยากลิ้มลองรสชาตินั้นอีกแล้ว

            “อะแฮ่ม!”

            เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิ ประสานมือแล้วกล่าวว่า “ขอถามนามท่านเซียน ไม่ทราบว่าเกี่ยวพันกับแม่เฒ่าหงฮวาอย่างไรหรือ”

            ช่างเป็นคำถามไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลยแต่ตรงไปตรงมาเข้าประเด็นทันที

            “ข้ามีนามว่า ฮวาหลิวซู” สาวน้อยก็ไม่อ้อมค้อมกล่าวอย่างตรงประเด็น “แม่เฒ่าหงฮวาเป็นอาจารย์ของข้า”

            “ดีเลย...”

            เซียวจิ่งหยวนยิ้มด้วยความสุขทันทีเขานับว่าไม่ได้ช่วยผิดคน

            ยังดีที่แม้ภารกิจจะมีการพลิกผันอยู่บ้างแต่ก็ได้เห็นแสงสว่าง ไม่ทำให้อาจารย์ตงหลีต้องผิดหวัง

            “ท่านรู้จักท่านอาจารย์ของข้าด้วยหรือ”

            ฮวาหลิวซูเอียงศีรษะมองดวงตาที่สดใสและงดงามของนางเปี่ยมเปล่งประกายแวววาว

            “ไม่รู้จักหรอก”

            เซียวจิ่งหยวนส่ายศีรษะ นี่เป็นความจริง

            “ใช่แล้ว พวกเราไม่รู้จักแม่เฒ่าหงฮวาทว่าได้ยินชื่อเสียงของนางมานาน จึงเลื่อมใสนางมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

            หลี่ว์โฮ่วที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “คือว่าเมื่อสักครู่พวกเราเห็นคนชั่วรังแกท่านพวกเราที่ยึดถือคุณธรรมจึงลงมือช่วยท่านขับไล่คนชั่ว”

            น่าไม่อาย...

            เซียวจิ่งหยวนใช้สายตาเยียบเย็นชำเลืองมองหลี่ว์โฮ่วรังเกียจความหน้าด้านที่ไม่ใช่ด้านธรรมดา

            “ทว่าเมื่อสักครู่นี้เจ้าหนีไปไกลเชียวนะ” ฮวาหลิวซูตาเป็นประกายดูไร้เดียงสา “ที่ช่วยข้าคือเขาต่างหาก...จริงสิท่านมีนามว่ากระไร มีเรื่องอะไรหรือไม่ถึงได้ตามหาท่านอาจารย์ของข้า”

            “เฮ้อ!”

            ต่อให้หลี่ว์โฮ่วจะหน้าหนาทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ก็อึดอัดไม่ควรพูด เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ

            “ข้าน้อยเซียวจิ่งหยวนได้รับมอบหมายให้นำจดหมายมาส่ง”

            ในขณะเดียวกันนั้นเอง เซียวจิ่งหยวนก็อารมณ์ดีหลังจากที่เหลือบมองหลี่ว์โฮ่วแล้วเขาก็หยิบเทียบเชิญออกมาจากอก

            เทียบเชิญพลันเกิดเสียงดังปุกลายเป็นนกตัวหนึ่งกางปีกอันอวบอ้วนกระพือขึ้นสูงราวกับนกนางแอ่นที่เพิ่งออกจากรังแล้วบินกลับรังในป่ามุ่งหน้าไปที่ทุ่งร้อยดอกอย่างรวดเร็ว

            “สารผ้าปักษาโบยบิน”

            หลี่ว์โฮ่วรู้จักสิ่งนี้ดีเมื่อแรกเห็นเขาก็ยิ้มแหยพลางกล่าว “สหายดูเหมือนคนที่มอบหมายให้เจ้าส่งสารจะไม่เชื่อใจเจ้าขนาดนั้นนะเขากลัวเจ้าขโมยอ่านเนื้อหาในจดหมายจึงได้ใช้วิธีผนึกไว้”

            “ไม่ต้องมายั่วโมโหข้า”

            เซียวจิ่งหยวนกลอกตา “เนื้อหาในจดหมายคืออะไรข้ารู้ดี”

            “อย่างนั้นหรือ”

            หลี่ว์โฮ่วยิ้มโดยไม่พูดอะไรเพียงนึกหยอกเล่นเท่านั้น

            “ทำมาเป็นพูด”

            เซียวจิ่งหยวนพ่นลมออกจมูก กลอุบายหลอกเด็กเช่นนี้หลอกเขาไม่ได้หรอก

            ทว่าเขาก็ยอมรับว่าหลี่ว์โฮ่วทำสำเร็จเพราะก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ส่งจดหมาย ดูจากคำพูดและการกระทำของตู้หนานซานก็รู้แล้วว่าจะต้องมีสิ่งปิดบังอยู่แน่นอน

            เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ปิดบังอยู่นั้นคืออะไรก็เท่านั้นเองบางทีเรื่องนี้อาจจะมีในจดหมาย หรืออาจไม่มีก็เป็นได้...

            ในขณะที่เซียวจิ่งหยวนใช้ความคิดอยู่ จู่ๆฮวาหลิวซูก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ของข้าไม่อยู่เกรงว่าจะรับจดหมายไม่ได้”

            “เอ๋?”

            เซียวจิ่งหยวนชะงักไป พลางรีบถามว่า “นางไปที่ใดหรือ คนที่มอบหมายให้ข้าส่งจดหมายมีเรื่องเร่งด่วนต้องการให้แม่เฒ่าหงฮวาช่วยเหลือ ไม่อาจรอนานเกินไป”

            “เอ่อ...”

            ฮวาหลิวซู่ลังเลอยู่นาน ราวกับกังวลบางอย่างอยู่

            หลี่ว์โฮ่วกลอกตาไปมา แล้วกล่าวขึ้นในทันทีว่า “เซียนหลิวซู อาจารย์ของท่านกำลังตามหาโกฐเชอหม่าอยู่ใช่หรือไม่”

            “ท่าน...”

            ทันใดนั้น คิ้วใบหลิวของฮวาหลิวซูก็เลิกขึ้นดวงตาอันแสนสดใสแสดงออกถึงความหวาดระแวง เท้าที่เรียวยาวของนางขยับเล็กน้อยเสื้อผ้าโปร่งสวยงามก็เปล่งประกายออกมาเลือนราง

            “ท่านเซียน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป...”

            หลี่ว์โฮ่วปัดป่ายมือไปมา อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “ขอกล่าวอย่างไม่ปิดบังตอนที่พวกข้าเข้ามาก็ถูกโจมตีจากลูกศิษย์ของเทพหินเพลิง ตอนแรกก็แปลกใจและสับสนนักไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาถึงโจมตีโดยไม่มีเหตุมีผล ต่อมาหลังจากติดอยู่ในค่ายกลเสียสองสามวันพวกข้าก็ไปสืบเสาะอย่างละเอียดถึงพบสาเหตุที่แน่ชัด”

            หลี่ว์โฮ่วยิ้มพลางพูดไปด้วย “ที่แท้ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเทพหินเพลิงทั้งสิ้นเขาอยากครอบครองโกฐเชอหม่าเอาไว้เพียงผู้เดียวจึงสร้างค่ายกลขนาดใหญ่นี้เพื่อปิดล้อมภูเขาอู่อี๋ไว้ทั้งหมดต่อมาเขาก็ส่งสาวกออกไปโจมตีสังหารนักพรตทุกหนทุกแห่งประการแรกเพื่อทำให้ทุกคนสับสนและเข้าใจเจตนาของเขาผิดไปประการที่สองก็คือฉวยโอกาสกำจัดศัตรูเพื่อลดคู่แข่งอย่างไรเล่า”

            หลี่ว์โฮ่ววิเคราะห์อย่างละเอียดอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน “คิดดูแล้วท่านเซียนเองก็กำลังเจอเหตุการณ์เช่นนี้อยู่มิใช่หรือเจ้าสืออวี้นั่นคงรู้ดีว่าแม่เฒ่าหงฮวาไม่ได้อยู่บัญชาการที่ทุ่งร้อยดอกจึงรับคำสั่งให้มาฆ่าท่าน”

            ส่วนแม่เฒ่าหงฮวาไปอยู่ที่ใดกันยังต้องพูดให้มากความอีกหรือ

            การที่เทพหินเพลิงผนึกเขาอู่อี๋เช่นนี้การกระทำที่อึกกะทึกครึกโครมถึงเพียงนี้ เหล่าเซียนเทียมแห่งเทือกเขาทุกคนจะทนเฉยเมยอยู่ได้อย่างไรขนาดหลี่ว์โฮ่วที่เป็นคนนอกยังคาดเดาได้ว่าเป้าหมายของเทพหินเพลิงคืออะไรนับประสาอะไรกับเซียนเทียมทั้งหลายที่มีพลังเพียงพอคงรู้แผนการของเทพหินเพลิงตั้งนานแล้ว

            ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่เซียนเทียมทุกคนรวมถึงแม่เฒ่าหงฮวาจะนั่งดูอยู่เฉยๆส่วนมากก็เช่นเดียวกับเทพหินเพลิง กำลังตระเวนหาโกฐเชอหม่าอยู่บนเขานั่นเอง

            ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้ยามนี้อาจจะกำลังขัดขวางกันเองไม่มีผู้ใดหลุดรอดไปได้ง่าย อีกทั้งเทพหินเพลิงเองก็ร้ายกาจและมีไหวพริบพอตัวเมื่อกลุ่มเซียนเทียมไม่อยู่ที่ถ้ำเทพสถิตก็สั่งให้สาวกของตนบุกโจมตีถ้ำเทพสถิตของศัตรูเสีย

            หากแผนการของเขาสำเร็จ หลังบ้านของเหล่าเซียนเทียมจะลุกเป็นไฟเกรงว่าเมื่อนั้นจะไม่มีผู้ใดสามารถเพิกเฉย หากจิตวิญญาณมีช่องโหว่ พะวักพะวงถ้ำเทพสถิตของตนเองยามนั้นคงไม่มีผู้ใดต่อกรกับเขาได้

            “กลยุทธส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมและล่อเสือออกจากถ้ำเยี่ยม ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว” หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างชื่นชม

            “เอ่อ...”

            ฮวาหลิวซูเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ยิ้มแพรวพราวยิ่งกว่าดอกไม้นับร้อยดอกนางเม้มปากแล้วกล่าวว่า “การคาดเดาของท่านอาจจะเป็นเรื่องจริง...เพียงแต่สืออวี้ผู้นั้นไม่ได้ขึ้นมารุกรานหรืออยากฆ่าข้า...”

            “หืม?”หลี่ว์โฮ่วตะลึง “ไม่ใช่งั้นหรือ”

            เดาผิดหรือ เป็นไปไม่ได้

            หลังจากที่เขาวิเคราะห์ตรวจสอบสถานการณ์ของที่นี่แบบลับๆอย่างรอบคอบก็รู้แทบทุกอย่างแล้ว จะผิดได้อย่างไร

            หรือว่ามีบางอย่างตกหล่นไปงั้นหรือหลี่ว์โฮ่วขมวดคิ้ว ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็ว

            “เขาไม่ได้อยากฆ่าข้าแต่อยากขอข้าแต่งงาน บอกว่าเป็นการเกี่ยวดองกันอะไรสักอย่าง...”

            ฮวาหลิวซูยิ้มอย่างมีเลศนัย ดูสบายๆราวกับเรื่องที่พูดอยู่ไม่เกี่ยวกับนาง “ความหมายของเขาก็คือ หากทั้งสองสำนักร่วมมือกันเพื่อครอบครองทรัพยากรแห่งเขาอู่อี๋ที่กว้างใหญ่เป็นพันลี้แห่งนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร”

            “ว่าอย่างไรนะ!”

            เมื่อหลี่ว์โฮ่วได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนในทันทีเขาคิดไตร่ตรองแล้วก็ต้องตกใจ หากเทพหินเพลิงกับแม่เฒ่าหงฮวาร่วมมือกัน ย่อมเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายเพราะแม่เฒ่าหงฮวาใช้พิษได้ หากเปลี่ยนเป็นนางที่มาผนึกเขาอู่อี๋ล่ะก็เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามาได้ง่ายๆ เป็นแน่

            ทั้งพลังของเทพหินเพลิงก็ล้นเหลือสายฟ้าฟาดของเขานั้นไม่มีผู้ใดสามารถต้านทาน

            หนึ่งรุกหนึ่งรับ ดังคำกล่าวที่ว่าเกื้อหนุนซึ่งกันและกันโดยแท้

            ภายใต้การร่วมมือกันของพวกเขา ไม่ว่าเซียนเทียมผู้อื่นจะเก่งกาจเท่าใดก็ทำได้เพียงล่าถอยออกไปเท่านั้นแผนการฉวยโอกาสของเขาก็คงต้องล้มเหลวอีกเช่นเคย

            เมื่อคิดถึงตรงนี้หลี่ว์โฮ่วก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพียงแต่พริบตาเดียวเขาก็ปรับท่าทางขึ้นมา นัยน์ตาแสดงความหวังรำไร “ท่านเซียน ท่านคงไม่ตกปากตกคำข้อเสนอนี้ไปใช่หรือไม่”

            “แน่นอนว่าไม่เขาน่าเกลียดน่ากลัวออกอย่างนั้น ข้าไม่มีทางยอม”

            ฮวาหลิวซูตรงไปตรงมามาก ไร้ซึ่งกลอุบาย “สามีข้าในอนาคตไม่จำเป็นต้องหล่อล่มเมืองแต่ก็ควรมีความงามของมนุษย์อยู่บ้าง...อย่างเช่น...”

            “ท่าน!”

            ฮวาหลิวซูชี้นิ้วเรียวดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยราวกับใคร่ครวญบางอย่าง “ใช่ ท่าน...อย่างน้อยที่สุดหากเหมือนท่าน...ข้าถึงจะพิจารณา...”

            “ข้าหรือ”

            เซียวจิ่งหยวนตะลึง ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

            แต่จู่ๆ ไอสังหารพลันผุดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อประหนึ่งตกลงไปในน้ำแข็ง

            “ตายเสีย...”

            โดยไม่ทันได้คาดคิดสืออวี้ก็หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพลังงานลบเปลวไฟปีศาจที่โหมกระหน่ำ...


     


    [1] ดอกไป๋เหอ คือ ดอกลิลลี่

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน