ตอนที่ 23 คนสยามมีข้าวไม่พอกิน
จอห์นนิ่งอึ้งกับคำกล่าวตรงๆของแพรวา บอกว่าไม่เกลียด แต่เขารู้สึกว่าไม่ใช่อย่างที่พูดเลยนะ ตอนนี้จอห์นกำลังสับสน
หรือว่าเขายังฟังภาษาสยามไม่แตกฉาน?
ม่านฟ้ายักคิ้ว “เห็นรึยัง? ว่าเด็กอย่างหนูยังรู้ดีกว่าพี่จ้อนอีกนะ”
จอห์นพูดอย่างไม่เต็มใจ “เออ!”
“เื่จิตใจของผู้หญิงมันละเอียดอ่อนนะคะ ผู้หญิงหลายๆคนที่พี่จ้อนพูดว่าชอบเป็แบบนั้น มันก็มีอยู่จริงๆนะคะ เื่นี้พวกหนูไม่เถียง แต่พี่น่าจะคิดให้ดีกว่านี้ว่าพี่แพรเป็ผู้หญิงประเภทไหน”
มะเฟืองกำลังจะกล่าวสักคำ แต่ จู่ๆ เธอก็พูดอย่างมีอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมา
“พี่แพรของหนูจะไม่มีวันปิดร้านเค้กเด็ดขาด เพราะหนูประท้วงไม่ให้ปิด ไม่งั้นหนูจะไปกินเค้กที่ไหนล่ะคะถ้ามันถูกปิด”
ตอนต้นอุตส่าห์มาดี…ยายมะเฟืองเอ้ย!
“หวงกินนี่หว่า” ม่านฟ้าแซว
“ฮี่ๆ” มะเฟืองหัวเราะอย่างเ้าเล่ห์
แม่กระรอกน้อยเอ้ย! ม่านฟ้าคิดในใจเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อน
ม่านฟ้าผายมือทั้งสองออก “เอาอย่างนี้ดีไหมคะ พีแพรกับพี่จ้อน”
ทั้งสองหนุ่มสาวหันมามองม่านฟ้าพร้อมกัน “พี่สองคนลองศึกษากันว่าใครชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ให้รู้กันไปเลยว่าต่างฝ่ายมีนิสัยใจคออย่างไร อันไหนรับได้และรับไม่ได้บ้าง ก็พูดตรงๆออกมาเลย สุดท้ายพี่จะไปต่อหรือจะแต่ง ก็คุยกันให้จบๆนะคะถ้าเรียนรู้กันไปได้สักพักแล้ว”
ม่านฟ้าเห็นท่าทีของแพรวา เธอรู้สึกว่าแพรวาไม่ได้รังเกียจอะไรพี่จ้อน พี่แพรคงแค่รำคาญเฉยๆ ถ้าไม่ชอบจริงๆก็น่าจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงกว่านี้ แพรวาเองก็คงรู้ว่าแท้จริงแล้วจอห์นก็เป็ผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง
ดวงตาของจอห์นดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยากให้แพรวาลองให้โอกาสเขาดู
แพรวาถอนหายใจ “คุณมีฐานะไม่ธรรมดาเลยนะคะจอห์น คุณก็รู้ว่าฉันไม่ชอบเื่ยุ่งยาก”
“แพรวาครับ ถึงผมจะห้ามคนอื่นไม่ให้มายุ่งกับเราได้ แต่ผมจะปกป้องคุณให้ได้”
ม่านฟ้าตักเค้กมะพร้าวคำโต โอ้… พี่จ้อนมีความเป็พระเอกเหมือนกันนะเนี่ย
มะเฟืองดูดน้ำพรางดูทั้งสองคนด้วยความสนใจ ยังกับดูละครหลังข่าวเลย
พี่แพรตกลงที่จะศึกษาพี่จ้อนในฐานะคนรัก เดิมทีพี่แพรก็ชอบพี่จ้อนอยู่แล้วล่ะนะ เพียงแต่เธอคิดว่า มันน่าจะไปกันไม่รอดก็เท่านั้น
ม่านฟ้าแอบลอบยิ้มในใจ
“จอห์นคะ ั้แ่พรุ่งนี้คุณก็ไม่ต้องพาคนมาอีกแล้วนะคะ”
จอห์นพยักหน้าไม่พูดอะไร แต่หน้าตามีความสุขม๊ากมาก
มะเฟืองหัวเราะ “สมงสมอพี่งจ้อน ไปหมดแล้ว คิกๆ”
แพรวากุมขมับกับท่าทางเหมือนเด็กของจอห์น
เมื่อทานเค้กกันเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน ม่านฟ้าไปส่งมะเฟืองก่อนจากนั้นก็ปั่นกลับบ้านตัวเอง ตาพวงยังไม่กลับมา เพราะยังอยู่ขายทุเรียนต่อ เด็กสาวทักทายผู้ใหญ่สองคนในบ้าน
“ท่านตากับลุงสมยศทานอะไรรึยังคะ?”
“แม่ครัวที่โรงอาหารให้เ้าแก้วเอามาให้แล้วล่ะ”
“ดีแล้วค่ะ หนูกินเค้กจนอิ่มมาแล้ว พี่แพรแถมให้หนูเยอะมาก”
“กินหวานมากๆ ระวังฟันผุนะขอรับคุณหนู ไปอาบน้ำก่อนเถิดขอรับ”
พระยาเดชาดำรงศักดิ์กล่าวย้ำ “แปรงฟันให้นานๆหน่อย”
“ค่า” ม่านฟ้าตอบรับทั้งสองแล้วเดินเข้าห้องไปจัดการตัวเอง
วันต่อมา ม่านฟ้าเข้าไปในสวนผักและผลไม้ตามปกติ เธอเดินดูงานพร้อมกับวิรุณ เธอสอนวิธีการจัดการและดูแลสวน เพราะอีกหน่อยวิรุณก็ต้องมาดูงานแทนเธอทั้งหมด
“น้าวิรุณเข้ากับคนงานได้หรือยังคะ?”
“พอได้ครับ พวกเขาค่อนข้างเป็มิตรกับกระผมมากครับคุณหนู”
“ดีแล้วล่ะค่ะ เราต้องดูแลพวกเขาดีๆนะคะ การจะให้พวกเขาทำงานให้เราอย่างไม่ขาดตกบกพร่องได้ เราต้องรู้จักซื้อใจคนก่อนค่ะ จะมาทำเป็ผ่านๆไม่ได้ ทำแบบนั้นมันไม่ยืดยาว”
“ครับคุณหนูม่าน ผมจะทำดีกับพวกเขา ไม่เป็นายใจร้ายเหมือนในละครแน่นอนครับ”
“ฮี่ๆ ม่านพึ่งรู้ว่าน้าวิรุณก็ติดละครเหมือนกัน”
“ผมก็ดูพร้อมกับพวกเขานั่นแหละครับ ไม่ว่าใครต่างก็ชอบดูละครกัน”
สิ่งบันเทิงที่นี่ไม่มีอะไรมากนัก ในหมู่บ้านก็แค่มีไก่ชนนั่นแหละที่พอเรียกว่าความบันเทิงได้
“คุณหนูม่าน” แก้วทักทายอย่างยิ้มแย้ม
“อ้าว! แก้วเอาอาหารเช้ามาให้ท่านตาเหรอ ดูสิหน้าเกร็งหมดแล้วนะ หึหึ”
“คุณหนูชอบแกล้งผมอีกแล้ว” แก้วทำหน้ามุ่ย
“คิกๆ ชินยังล่ะกับท่านพระยาเดชาดำรงศักดิ์”
“ครับๆ ก็เริ่มชินแล้วล่ะครับ” แก้วพยักหน้า ชินก็ชินล่ะวะ
“คุณหนูไม่ไปทานข้าวกับท่านเหรอครับ?”
“ไม่ล่ะ วันนี้น้าพายจะมา ฉันต้องเข้าไปในตัวเมืองจังหวัด เห็นว่าจะพาไปที่บริษัทและพาไปดูโกดังน่ะ”
“ว้าว! มันต้องใหญ่โตแน่ๆเลย”
“น่าจะใหญ่โตพอสมควร เห็นว่ามันสามารถจอดรถบรรทุกได้หลายคัน อ้อ...มีพ่อค้าต่างประเทศอยากเจอฉันด้วย”
“คุณหนูพูดภาษาต่างประเทศได้ไหมครับ?”
“พอได้นะ ได้แต่ศัพท์พื้นๆ แต่ส่วนใหญ่พวกเขาพูดภาษาสยามได้นะ แม้จะพูดแปร่งๆไปบ้างก็เถอะ”
แก้วพยักหน้า “ผมเอาข้าวไปให้พระยาเดชาดำรงศักดิ์ก่อนนะครับคุณหนู”
“ไปเถอะ เดินดีๆล่ะ”
จากนั้นม่านฟ้าได้พาวิรุณเดินดูงานในสวนหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้สิบเอ็ดโมงแล้ว เธอเริ่มหิวนิดหน่อย เธอเดินเข้าไปที่ครัวกะว่าจะหาอะไรกินลองท้องสักหน่อย
“หืม…ขนมของเราหายไปไหนล่ะเนี่ย” ม่านฟ้าเกาหัว
“สงสัยจะเป็ขโมยที่่นี้ชาวบ้านเจอแน่เลย มันมาถึงท้ายหมู่บ้านเลยเหรอ”
“วันไหนต้องจับสักที” ม่านฟ้าส่ายหัว
เงินทองไม่เอา เอาแต่ของกินเล็กๆน้อยๆ เป็โจรที่แปลกจริงๆ ไปมาก็ไร้ร่องรอย่างกับนินจา ม่านฟ้าหยิบแอปเปิ้ลในมิติออกมากินแล้วเอาน้ำพุมาดื่มให้หายเหนื่อยสักหน่อย จังหวะที่ม่านฟ้ากำลังกินแอปเปิลอยู่นั้น มีดวงตาคู่เล็กๆกำลังแอบมองอยู่หลังพุ่มไม้ที่ไม่ไกลจากบ้านเธอ
ดวงตาคู่นั้นจ้องขวดที่บรรจุน้ำพุด้วยสายตาเป็ประกาย
น้าพายมารับม่านฟ้าด้วยรถยนต์แล้วพาเด็กสาวไปหาอะไรกินในตัวเมืองจังหวัด ม่านฟ้าเลือกข้าวหน้าเป็ด น้าพายของเธอก็ย่อมตามใจ
ม่านฟ้ามองข้าวตรงหน้าด้วยตาลุกวาว ไม่ได้กินนานแล้วนะเนี่ย
น้าพายเห็นเธอมีความสุขได้กินของอร่อย เขาก็ชื่นใจ
“กินให้หมดเลยนะหนูม่าน ไม่อิ่มก็สั่งได้อีก”
“จานเดียวก็พอค่ะ ถ้ากินอีกจาน พุงหนูได้แตกกันพอดี”
“เรานี่นะ ชอบพูดจาตลกเสียจริง”
“ขากลับมาซื้อไปฝากท่านตาของหนูกับลุงสมยศได้ไหมคะ?”
“ได้สิ เื่แค่นี้เอง”
ทั้งสองทานอาหารเสร็จเรียบร้อย พระพายจึงพาม่านฟ้าไปที่บริษัทของเขา บริษัทของพระพายเป็ตึกสามชั้น ข้างในเต็มไปด้วยเอกสารและอุปกรณ์สำนักงาน พนักงานของน้าพายที่มาประจำอยู่ที่นี่มีสามสิบคน นี่ก็ถือว่าเยอะอยู่นะ
“สิงขรเป็จังหวัดกระจายสินค้าการเกษตร ที่นี่จะมีพนักงานประจำอยู่ที่นี่ประมาณนี้แหละ แต่ที่โกดังมีห้าร้อยคนเลยนะ”
“เยอะจังเลย”
“หนูม่านคงรู้มาบ้าง ว่าน้าทำหลายอย่าง ตอนนี้น้ากำลังขยายห้างไปจังหวัดอื่นๆอีก”
ห้างที่นี่ก็เหมือนโลกโน้น ในห้างจะมีทุกอย่างั้แ่ของสดยันเครื่องใช้ไฟฟ้า เพียงแต่ราคาส่วนใหญ่มีราคาแพง แต่สินค้าในห้างมีการรับประกันเื่คุณภาพ ที่นี่เหมาะสำหรับคนมีเงินโดยเฉพาะ แม้จังหวัดอื่นจะไม่รวยเท่าเมืองหลวงสยามแต่ใช่ว่าจังหวัดอื่นจะไม่มีคนรวยเลย คนทั่วไปบางครั้งก็อยากได้ของแพงที่ดีเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้น นอกจากผักผลไม้แล้ว ในโกดังก็ยังมีอย่างอื่นอีกด้วยสินะคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ เสื้อผ้า เครื่องประทินโฉม เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็กเช่นตุ๊กตา กล่องดนตรีก็มีนะ หนูสนใจไหมล่ะ?”
“ไม่ล่ะค่ะ แหะๆ”
“เรายังเด็กอยู่นะ จะเล่นตุ๊กตาบ้างก็ได้ น้าให้ได้หลายตัว”
ม่านฟ้าฉีกยิ้ม “หนูชอบดูบัญชีเวลาเงินเข้าเล่นๆค่ะ แค่นั้นก็สนุกแล้ว”
น้าพาย “…”
ม่านฟ้าหัวเราะคิกคัก สีหน้าของน้าพายดูไม่จืดจริงๆ
น้าพายพาเธอไปที่ห้องทำงาน ม่านฟ้าดูอย่างสนใจ
“เป็ระเบียบดีนะคะ”
“บางครั้งเมียน้าก็มาจัดให้น่ะ หนูม่านนั่งคุยกับน้าก่อน”
ม่านฟ้านั่งบนโซฟา “สบายจัง”
“น้าซื้อให้เอาไหม?”
“ที่บ้านหนูเล็กมากค่ะ ซื้อไปก็ไม่มีที่ตั้ง”
“ฮ่าๆ นั่นสินะ จะว่าไปแล้วพระยาเดชาดำรงศักดิ์สบายดีไหม? ที่นั่นเล็กไปหน่อย ไม่รู้ว่าเขาอยู่ได้หรือเปล่า”
“สบายดีค่ะ ตามประสาคนแก่ ชีวิตประจำวันของท่านคือ กิน ดูทีวี และนอนค่ะ” ม่านฟ้าเอนตัวพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน
น้าพายหัวเราะ “ระวังจะโดนเขกหัวนะถ้ารู้ท่านว่าหนูนินทาท่านแบบนี้”
“ก็มันจริงๆนี่คะ ทำงานก็แค่ใช้โทรศัพท์ถามคนทางนู้นก็พอ หลังจากสั่งงานแล้ว ท่านก็วางสายและดูทีวี ชีวิตท่านตาหนูสบ๊ายสบาย”
“พอได้มาอยู่กับหนู ท่านคงมีความสุขที่ได้อยู่กับหลานสาว”
“ค่ะ เขาสนุกที่ได้เขกหัวหนู เรียนมารยาทที่ไร ได้เจ็บหัวทุกที”
“เรียนๆไปเถอะ ยังไงหนูก็ได้นะ”
“หนูทราบค่ะ”
“น้าเข้าเื่ล่ะนะ หนูม่าน…ในมิติหนูมีข้าวสารไหม?”
“มีค่ะ ทำไมเหรอคะ?” ปกติเธอไม่ขายข้าวสาร เพราะเธออยากให้ชาวนาได้รายได้เยอะๆ ถ้าเธอขาย ชาวนาก็จะได้น้อย ราคาข้าวของชาวนาก็จะโดนกด
“ข้าวไม่พอน่ะสิ ทางใต้กับทางเหนือน้ำท่วม นอกจากนี้ผักและผลไม้ก็เช่นกัน”
“ภาคกลางไม่ท่วมเลยนะคะ”
“ก็ท่วมนะ แค่จังหวัดเราไม่ท่วม ทางจังหวัดเราได้งบเมื่อสามปีก่อน สิ่งแรกที่ท่านเ้าเมืองทำเลยคือการสร้างทางระบายน้ำและระบบเขื่อนชลประทานน่ะ พวกเราเลยรอดจากน้ำท่วม”
“ถึงว่า…ทำไมเราถึงไม่โดนน้ำท่วม”
“เมื่อก่อนจังหวัดเราก็ท่วมทุกปี ผู้ใหญ่ผินของหมู่บ้านเขาเขียวและเ้าเมืองสิงขรมีความคิดเดียวกันว่าเราควรจะทำสักที เพราะสิงขรเป็ศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตร แถมเป็แหล่งปลูกพืชผลการเกษตรที่พื้นที่ขนาดใหญ่ ชาวสิงขรจะอยู่ดีกินดี หากทางจังหวัดสามารถทำทางระบายน้ำและเขื่อนชลประทานที่ดี ชาวบ้านก็จะได้ทำสวนทำนากันได้อย่างสบายใจ หนูก็รู้ว่าคนสมัยนี้ไม่อยากทำเกษตรแล้ว ส่วนใหญ่พากันไปทำงานประจำแทน”
“ค่ะ จังหวัดเราไม่ท่วม แต่ข้าวก็ยังจะแพง ชาวบ้านก็จะลำบากสินะคะ”
“ใช่ๆ”
“ได้สิคะ ไม่ใช่ปัญหา จะเอากี่ตันก็บอกมาเลยค่ะ”
“แค่ยี่สิบโกดังน่ะ น้าเตรียมไว้แล้ว”
ม่านฟ้า “…”
คนทั้งสยามไม่อดตายแน่ๆถ้าจะเตรียมไว้ถึงขนาดนี้