ตีสามตรง เสียง “ติ๊ก” จากนาฬิกาข้างเตียงดังเพียงครั้งเดียว ก่อนไฟทุกดวงในห้องเปิดขึ้นพร้อมกัน มีนาสะดุ้งตื่นแต่ไม่แน่ใจว่าตื่นจริงหรือฝันต่อ แสงไฟสีเหลืองซีดทำให้ห้องดูนิ่งกว่าปกติ เหมือนเวลาหยุด เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่ กระจกบานเดิมสะท้อนร่างเธอเต็มตัว เสื้อยืดขาว ผมรุ่ยยุ่ง ใต้ตาคล้ำ แต่ภาพในนั้นกลับดู “ต่างจังหวะ”
เธอขยับนิ้วภาพสะท้อนขยับ “ก่อน” ครึ่งวินาที มีนากะพริบตาแรง ๆ แต่ภาพยังคงไม่ตรงกัน เธอเผลอกลืนน้ำลาย เสียงนั้นดังชัดในห้องเงียบ อากาศเย็นเหมือนเปิดแอร์ทั้งที่พัดลมยังหยุดนิ่ง
“นี่... ฝันอยู่เหรอ” เธอพูดกับตัวเอง ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว เสียงเดียวกับเมื่อคืนเสียงที่พูดว่า อยู่ที่นี่แทนก็พอ
แต่คราวนี้ชัดกว่า เหมือนพูดข้างหู
“ยังไม่ชินเหรอ ที่ต้องเห็นตัวเอง?”
มีนาชะงัก หันขวับไปทางประตูไม่มีใคร เธอกลับมามองกระจกอีกครั้ง ภาพในนั้นนิ่ง ใบหน้าเรียบแต่ดวงตาเหมือน “ขยับช้า” กว่าที่ควร
“เธอเป็ใครกันแน่...” เสียงที่หลุดออกจากปากเบาและสั่น ไม่มีคำตอบกลับ มีเพียงเสียงพัดลมหยุดนิ่งกับไฟที่เริ่มกะพริบ แต่ในหัว เสียงตอบกลับทันที
“ฉันก็คือเธอนั่นแหละ”
มีนาก้มหน้าลง หัวใจเต้นแรง มือเย็นจนรู้สึกเหมือนเืไหลเธอค่อย ๆ เงยหน้าอีกครั้งในกระจก เธอเห็นฝ่ามือหนึ่งแนบอยู่กับผิวกระจกด้านใน ไอเย็นเกาะเป็วงรอบฝ่ามือนั้นชัดเจน
“ไม่...” เธอพูดช้า เสียงแทบไม่ออก เธอเอื้อมมือแตะผิวกระจกเบา ๆ เย็นเฉียบ เหมือนแตะผิวน้ำแข็ง ฝ่ามือในกระจก “ขยับตาม” แต่เร็วกว่าครึ่งจังหวะเหมือนเดิม เธอรู้สึกได้ถึงแรงบางอย่างสั่นไหวตรงปลายนิ้ว เหมือนมีสิ่งมีชีวิตอีกฝั่ง
“เจ็บตรงไหนไหม” เสียงในหัวพูดต่อ มีนาถอยหลังหนึ่งก้าว รู้สึกเหมือนสมองเริ่มเบาแรงในตัวลดลง
ไฟกะพริบอีกครั้ง แล้วนิ่ง เงาในกระจกกะพริบตา แต่ไม่พร้อมกับเธอ มีนาเริ่มสั่นมือจับขอบโต๊ะแน่นจนข้อนิ้วขาว ภาพในนั้น “ยิ้ม” เล็กน้อย ยิ้มเหมือนคนที่เข้าใจอะไรบางอย่างมากกว่า
เธอกัดฟันแน่น “ออกไปจากหัวฉัน...”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในใจ ไม่ใช่เสียงดังแต่เหมือนสะท้อนในโพรงกะโหลก “หัวของเรามันเหมือนกันแล้ว มีนา”
มีนาเผลอยกมือขึ้นปิดหู แต่เสียงไม่หายร่างในกระจกค่อย ๆ ยกมือขึ้นเหมือนกัน แต่กลับ “ช้ากว่า” คราวนี้ และฝ่ามืออีกฝั่งยังคงแนบอยู่ที่เดิม หยดน้ำเย็นเริ่มไหลลงจากมุมกระจกหนึ่งหยด ราวกับมัน “หายใจ”
แสงไฟกะพริบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนดับลงทั้งห้อง เหลือเพียงแสงสลัวจากถนนลอดผ่านหน้าต่าง ในเงานั้น มีนามองเห็นตัวเองยังนั่งอยู่ตรงหน้า แต่ในกระจกกลับไม่มีเงาของโต๊ะ ไม่มีห้อง ไม่มีไฟ มีเพียง “ร่างผู้หญิงคนหนึ่ง” ที่ยกมือแตะผิวกระจกจากด้านใน และพูดช้า ๆ ด้วยเสียงเดียวกับเธอ
“อย่ากลัว... มันเพิ่งเริ่ม”
มีนาสะดุ้งสุดตัว ลุกขึ้นจนเก้าอี้ล้ม เสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วห้อง แต่ในกระจก ภาพนั้นยังคงนั่งนิ่ง มือแนบผิวกระจกไม่ขยับ ผิวกระจกเย็นจนเริ่มมีหมอกเกาะเป็ฝ่ามือเต็มบาน ตรงกลางฝ่ามือมีรอยนิ้วลากยาวลงช้า ๆ เหมือนใครเขียนจากด้านใน “กลับมา”
ไฟห้องติดขึ้นอีกครั้ง เธอยืนหอบหายใจแรง เหงื่อซึมเต็มแผ่นหลัง ในกระจก ทุกอย่างกลับเป็ปกติ เธอยกมือแตะแก้มตัวเอง อุณหภูมิในห้องยังเย็นเหมือนเดิม แต่บนผิวกระจก... ฝ่ามือที่อยู่ด้านในยังคง “เป็ไออยู่” เหมือนเพิ่งมีคนวางมือไว้นานพอจะทำให้กระจกอุ่นจากข้างใน
เสียงรถวิ่งบนถนนลาดพร้าวยังไม่หนาแน่นนัก แดดเช้าส่องผ่านป้ายซีด ๆ เขียนด้วยหมึกสีแดงว่า
“รับซ่อมกระจก-อลูมิเนียม เปิดบริการทุกวัน”
มีนายืนอยู่หน้าร้านนั้นในเสื้อแขนยาวบาง ๆ กับหมวกแก๊ปสีซีดที่ใช้ปิดหน้า เธอถือโทรศัพท์ไว้ในมือ หน้าจอเปิดภาพถ่ายกระจกบานในห้องเช่า ในภาพนั้น มุมขวาล่างสะท้อนเงาเธอเอง เหมือนยิ้มอยู่ ทั้งที่ตอนถ่ายไม่ได้ยิ้ม เสียงคนจากในร้านะโเบา ๆ
“จะซ่อมหรือถามงานจ๊ะ?”
เธอก้าวเข้าไปในร้านอย่างช้า ๆ กลิ่นเหล็กเก่าและฝุ่นกระจกลอยในอากาศ ชายชราผมหงอกนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเศษกระจกตัดแล้วซ้อนกันเป็ชั้น ๆ มีนาเดินเข้าไปวางโทรศัพท์บนโต๊ะ เปิดภาพนั้นให้ดู
“อยากรู้ว่ากระจกแบบนี้ มาจากไหนคะ” ชายแก่หยิบแว่นหนาขึ้นมาสวม ก้มมองใกล้ นิ้วเหี่ยวย่นแตะหน้าจอเบา ๆ
“อืม... ขอบมันไม่ใช่ของโรงงานใหม่นะ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนชะงัก “อันนี้... น่าจะของร้านวรรณสุขศรีดี”
มีนาขมวดคิ้ว “วรรณสุขศรีดี?”
“ร้านอยู่แถวบางซื่อ สมัยก่อนเขาทำกระจกส่งหลายโครงการเลย” เสียงชรานุ่มแต่แห้ง เขาเงยหน้ามองเธอเหมือนลังเลจะพูดต่อหรือไม่ “แต่... วรรณสุขเขาเผาตัวตายอยู่หน้ากระจกเอง เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว”
เสียงจราจรจากข้างนอกเงียบไปในหูของมีนาในวินาทีนั้น หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชายแก่หยิบบุหรี่ซองเก่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่ไม่ได้จุด เขาพูดต่อเหมือนเล่าเื่เก่าที่ไม่มีคนอยากฟัง
“่ท้าย ๆ เขาทำกระจกได้แปลก เหมือนมันมีอะไรผิด... บางบานสะท้อนไม่ตรง เวลายกมือ ภาพในนั้นขยับช้า หรือบางทีเร็วกว่าจริง ๆ หน่อยหนึ่ง ลูกค้าที่ซื้อไปก็เอามาคืน บอกว่ากระจกมันไม่ดี เห็นตัวเองยิ้มตอนที่ไม่ยิ้ม” ชายแก่หัวเราะแ่ ๆ แต่ไม่มีแววขันในตา
“เขาบอกตอนนั้นวรรณสุขเริ่มพูดคนเดียวในร้าน พูดกับกระจกทั้งวัน สุดท้ายเผาร้านทิ้ง แล้วเผาตัวเองพร้อมมัน...”
มีนานั่งฟังเงียบ มือซ้ายวางบนตัก สั่นเบา ๆ เธอไม่แน่ใจว่าจากความกลัวหรือความหนาวในอากาศ ชายแก่ไม่ได้สังเกต เขาพูดต่อเหมือนคนที่อยากระบาย
“หลังจากนั้นร้านไหม้หมด แต่มีของบางชิ้นรอด” เขาหรี่ตาเหมือนมองย้อนไปในอดีต “มีคนเจอกรอบกระจกที่ไม่ละลายอยู่กลางกองเถ้า กรอบเดียวที่ไม่ไหม้เลย เขาเรียกมันว่ากระจกชุดสุดท้ายของวรรณสุข”
มีนาเผลอกลืนน้ำลาย เสียงดังในลำคอ “แล้วมัน... อยู่ที่ไหนตอนนี้คะ”
“ก็ไม่รู้สิ” ชายแก่ส่ายหัวช้า ๆ “บางคนบอกมีพ่อค้าของเก่าเอาไปขายต่อ บางคนบอกเห็นมันในห้องเช่าที่ลาดพร้าวตอนหลังไฟไหม้ แต่ไม่มีใครกล้าแตะมันอีก”
ลมหายใจมีนาหนักขึ้น เธอพยายามยิ้มบาง ๆ เพื่อกลบเสียงหัวใจ
“แล้ว... เขาบอกว่ากระจกพวกนั้นสะท้อนมากกว่าความจริง หมายความว่ายังไงคะ”
ชายแก่เงียบไปนานก่อนตอบ “บางคนว่ามันสะท้อนสิ่งที่คนเห็นไม่อยากเห็น... บางคนว่า... มันไม่สะท้อน แต่ ‘บันทึก’ เอาไว้ต่างหาก” เขาหัวเราะในลำคอ “ใครจะรู้ล่ะ แค่เื่เล่าในวงเหล้าเท่านันแหละ” แต่สายตาของเขาไม่ยิ้มเลย
มีนาเผลอกำมือแน่น แขนซ้ายเริ่มสั่นอีกครั้ง เธอเอามือขวากดทับไว้ใต้โต๊ะ ภาพในหัวแล่นกลับ เสียงเมื่อคืน ฝ่ามือบนกระจก คำพูด “ฉันก็คือเธอ” เธอกะพริบตาถี่ ความปวดเริ่มแล่นขึ้นขมับ
ชายแก่พูดต่อช้า ๆ “จำไว้อย่างหนึ่งนะหนู... กระจกของวรรณสุข ไม่มีบานไหนสะท้อนตรงสักบานเดียว แต่ทุกบานมัน ‘จำ’ คนที่เคยมองมันได้หมด”
มีนาเงียบ เธอลุกขึ้น ยกมือไหว้เบา ๆ แล้วเดินออกจากร้าน อากาศข้างนอกร้อน แต่เธอกลับรู้สึกเย็นที่ต้นคอ ขณะเดินผ่านกระจกบานเล็ก ๆ ที่หน้าร้าน เธอเห็นภาพตัวเองสะท้อนในนั้น แต่ในภาพนั้น ใบหน้าไม่ซีด ผมเรียบ และกำลัง “ยิ้ม” อยู่
มีนาชะงัก หันกลับไปมองตรง ๆ แสงเช้าส่องเข้าตาแรงจนต้องหยี ภาพสะท้อนในกระจกกลับนิ่ง เหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอหันหลังเดินออกจากร้านโดยไม่หันกลับอีก แต่ในกระจกบานนั้น ฝ่ามือหนึ่ง “แตะเบา ๆ” จากด้านใน แล้วเลือนหายไปกับฝุ่น
ตอนที่ 3 (1/2)