บทที่ 8 กลไกคืนสนอง์
ในลานฝึกตนเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมและถูกทอดทิ้งของเขตสาขารองตระกูลเฉา ยามค่ำคืนที่มืดมิดยังคงปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเงียบสงัด ลมหนาวจากเทือกเขารอบเมืองหย่งหนิงพัดโชยมาอย่างแ่เบา แต่กลับนำพาความเย็นะเืที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก ทำให้ใบไม้แห้งกรอบร่วงหล่นลงพื้นราวกับเสียงกระซิบของิญญาที่ถูกทอดทิ้ง โคมไฟทองสัมฤทธิ์ที่ห้อยจากชายคาแผ่แสงสลัวจาง ๆ ส่องสว่างเพียงพอให้เห็นเงาร่างเลือนรางของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งราวรูปปั้นหิน ดวงตาคมกริบสีดำสนิทของเฉาิจ้องมองตรงไปยังร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความระแวดระวังเป็ความตกตะลึงที่ผสมผสานกับความเคารพอย่างสุดซึ้ง
“ท... ท่านคือประมุขตระกูลเฉา... เฉาหลินหยวน?” เฉาิเอ่ยเสียงแ่เบา น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความไม่เชื่อสายตาตนเอง เขายกมือทั้งสองขึ้นประสานกันที่หน้าอก คำนับอย่างเคารพตามธรรมเนียมของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ต่อผู้าุโที่ยิ่งใหญ่ การเคลื่อนไหวนั้นราบรื่นและสง่างาม แม้จะอยู่ในเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น แต่กลับแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานวรยุทธที่มั่นคงที่เขาฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง
เฉาหลินหยวนยืนนิ่ง มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่อบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำเกินหยั่งถึง เขายิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ทำให้อากาศรอบกายอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่ส่องทะลุผ่านเมฆหมอกหนาทึบ “ใช่แล้ว... ข้าคือเฉาหลินหยวน ประมุขตระกูลเฉา... และเ้า เฉาิ คือลูกหลานของตระกูลเฉาเช่นกัน”
เฉาิยกศีรษะขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีดำสนิทของเขาจับจ้องใบหน้าของเฉาหลินหยวนอย่างละเอียด ใบหน้าที่งดงามราวเทพเซียนลงมาจาก์ ผิวพรรณขาวซีดแต่มีเืฝาดมีชีวิตชีวา เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับสยายลงถึงเอว อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ราวเซียนโบราณ
ทำให้เฉาิอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคารพยำเกรง ประมุขตระกูลเฉาเป็ตำนานที่มีชีวิตในตระกูลเฉา ชายผู้ที่ทะลวงระดับหนิงม่ายขั้นสูงสุดในวัยเพียงสามสิบปี และกลายเป็เสาหลักที่ค้ำจุนตระกูลให้ยืนหยัดท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำในการแข่งขันระหว่างห้าตระกูลใหญ่ในเมืองหย่งหนิง แต่สิบสองปีที่ผ่านมา ข่าวลือว่าประมุขปิดด่านและอาจแตกดับสิ้น ทำให้ตระกูลเฉาถดถอยลงอย่างรวดเร็ว การปรากฏตัวของเฉาหลินหยวนในเวลานี้จึงราวกับปาฏิหาริย์ที่ฟ้าประทานให้ตระกูล
แต่สิ่งที่ทำให้เฉาิสะดุดใจยิ่งกว่านั้นคือตัวตนของเฉาหลินหยวนในฐานะ 'ซวงเอ๋อร์' การที่ซวงเอ๋อร์กลายเป็ประมุขตระกูลและผู้นำคนนับพันหมื่นนั้นเป็เื่หายากยิ่งนักในมหาพิภพไพศาลแห่งนี้
มหาพิภพไพศาลช่างแปลกประหลาดพิสดารยิ่งกว่าโลกเก่าของเฉาหลินหยวนที่เขาอาจไม่รู้จัก ที่นี่ไม่ใช่โลกที่มีเพียงบุรุษและสตรีเท่านั้น หากแต่ยังมี 'ซวงเอ๋อร์' ผู้ที่แม้จะมีรูปร่างเป็บุรุษแต่กลับสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนสตรี ซวงเอ๋อร์ถูกมองว่าเป็ปีศาจประหลาดที่ไม่ใช่บุรุษเต็มตัวและไม่ใช่สตรีอย่างสมบูรณ์
บางตระกูลถึงขั้นสังหารซวงเอ๋อร์ั้แ่เกิดเพื่อไม่ให้เป็มลทินต่อสายเื แต่ในตระกูลเฉา เฉาหลินหยวนคือข้อยกเว้น ผู้ที่ใช้พลังปราณพลิกฟ้า ทลายปฐี ใครเล่าจะกล้าดูแคลน หากกล้าก็แค่ตายเท่านั้น สัญลักษณ์เด่นของซวงเอ๋อร์คือตราบุปผาบนหน้าผากที่ปรากฏั้แ่เกิด แต่เฉาหลินหยวนกลับปกปิดเอาไว้ด้วยพลังปราณอำพราง ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นเว้นแต่ผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าเขา
เฉาหลินหยวนสะบัดมือเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ลมหนาวยามค่ำคืนที่พัดโชยมาอย่างแ่เบาก็สลายหายไปในทันใด ราวกับถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติ
พลังปราณจินตันที่แผ่ซ่านออกมาทำให้อากาศรอบลานฝึกตนอบอุ่นขึ้นราวกับฤดูใบไม้ผลิที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นหยุดนิ่งกลางอากาศก่อนจะค่อย ๆ ลอยขึ้นช้า ๆ ราวกับได้รับชีวิตใหม่ เฉาิรู้สึกถึงพลังนั้นแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย ทำให้เหงื่อที่อาบกายแห้งสนิทในชั่วพริบตา เขาอดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงยิ่งนัก พลังระดับจินตัน... ช่างมหัศจรรย์เกินกว่าที่เขาเคยจินตนาการนัก
เฉาหลินหยวนมองเฉาิด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ราวกับกำลังประเมินสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ดวงตาใสกระจ่างของเขาจับจ้องร่างกายเพรียวบางของเด็กหนุ่ม ไหล่กว้าง เอวคอด ขาเรียวยาว ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย และโดยเฉพาะแหวนโบราณบนมือขวาที่แผ่กลิ่นอายลึกลับ
'เฉาิมีพื้นฐานการฝึกตนในระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้า่ปลายเช่นนี้ แปลว่าเศษเสี้ยวดวงิญญาของผู้ฝึกตนคนนั้นน่าจะตื่นขึ้นแล้วกระมั้ง' เฉาหลินหยวนคิดในใจ ขณะที่มองดูการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ
ระดับของผู้ฝึกตนในมหาพิภพไพศาลนั้นถูกแบ่งออกเป็สิบเอ็ดระดับ ได้แก่ เลี่ยนชี่ จู้จี้ หนิงม่าย จินตัน หยวนอิง ฝ่านซู เหอถี่ ต้าเฉิง ตู๋เจี่ย เติงเซียน และเซียน แต่ละขอบเขตแบ่งออกเป็เก้าขั้นย่อย โดยระดับเลี่ยนชี่คือจุดเริ่มต้นที่ผู้ฝึกตนต้องหลอมรวมร่างกายให้แข็งแกร่ง ขั้นจู้จี้คือการสร้างฐานราก ขั้นหนิงม่ายคือการควบแน่นปราณ ขั้นจินตันคือการก่อตัวแกนทอง และระดับสูงขึ้นไปยิ่งลึกล้ำและยากจะทะลวง สำหรับเฉาิที่อายุเพียงสิบหกปีแต่ทะลวงถึงเลี่ยนชี่ขั้นเก้า่ปลาย ถือเป็พร์ที่หายากยิ่งในเมืองหย่งหนิงแห่งนี้ หากไม่ถูกถดถอยพลังปราณเมื่อสามปีก่อน เขาอาจทะลวงเข้าขั้นจู้จี้ไปนานแล้ว
เพียงชั่วขณะนั้น เสียงเครื่องจักรกลเ็าดังขึ้นในห้วงจิตของเฉาหลินหยวน ราวกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังก้องเฉพาะในสมองของเขาเท่านั้น
[ติ้ง! ภารกิจสำเร็จ!]
[ภารกิจแรก: ดวงดาวที่หายไป]
คำอธิบาย: ใช้เนตรสัพพัญญูสำรวจศักยภาพโดยกำเนิดของสมาชิกตระกูลที่เหลืออยู่ทั้งหมด ค้นหาผู้ที่มีศักยภาพระดับสีดำขึ้นไปอย่างน้อย 1 คน
รางวัล: โชควาสนาตระกูล +500, โอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 10 ขวด, โอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 5 ขวด, สุ่มเคล็ดวิชาวรยุทธพิภพ 1 เล่ม
เฉาหลินหยวนยิ้มบาง ๆ ในใจ เมื่อเห็นว่าภารกิจในการค้นหาอัจฉริยะตระกูลที่มีศักยภาพสีดำเสร็จสมบูรณ์ เขารับรางวัลในระบบทันที โชควาสนาตระกูลเพิ่มขึ้นเป็ 1,293 ในทันใด
โอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 10 ขวด โอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 5 ขวด และเคล็ดวิชาวรยุทธพิภพ 1 เล่ม ก็เข้ามาในช่องเก็บของในระบบของเขาแล้ว
โอสถชำระชีพจรปราณระดับสามเป็โอสถระดับต่ำที่ช่วยชำระลมปราณในร่างกาย ทำให้การไหลเวียนพลังปราณราบรื่นยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่และจู้จี้ ส่วนโอสถชำระไขกระดูกระดับสี่เป็โอสถระดับกลางที่ช่วยชำระไขกระดูก ทำให้รากฐานร่างกายแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ใช้ได้กับผู้ฝึกตนระดับหนิงม่ายหรือแม้แต่ระดับจินตัน และเคล็ดวิชาวรยุทธพิภพที่สุ่มได้คือ 'เคล็ดวิชาฝ่ามือเพลิงทลายฟ้า' ซึ่งเป็เคล็ดวิชาระดับพิภพที่เน้นการโจมตีด้วยฝ่ามือที่ฉับไวและรุนแรงดุจเพลิงผลาญ เหมาะสำหรับรากิญญาธาตุไฟยิ่ง
เพียงตรวจสอบชั่วขณะ เสียงระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเครื่องจักรที่ไม่เคยหยุดทำงาน
[ติ้ง! ตรวจพบเป้าหมายในการใช้กลไกคืนสนอง์ ้าลงทุนอีกฝ่ายหรือไม่?]
[ลงทุนมอบโอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 3 ขวด สามารถรับโอสถหลอมชีพจรลมปราณระดับสาม 20 ขวด]
[ลงทุนมอบโอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 1 ขวด สามารถรับโอสถทะลวงจินตันระดับห้า 3 ขวด]
[ลงทุนมอบอาวุธวิเศษระดับกลาง 1 ชิ้น สามารถรับอาวุธวิเศษระดับสูง 3 ชิ้น]
[ลงทุนมอบเคล็ดวิชาวรยุทธระดับพิภพ สามารถรับเคล็ดวิชาวรยุทธระดับดารา 1 เล่ม]
เสียงระบบดังต่อเนื่องภายในใจของเฉาหลินหยวน การลงทุนเพียงเล็กน้อยกลับได้ผลตอบแทนมหาศาลช่างเป็เื่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าฟังก์ชั่นระบบกลไกคืนสนอง์จะท้าทาย์เช่นนี้
อัตราผลลงทุนกับกำไรช่างมหาศาลนัก หากเป็เช่นนี้การจะพัฒนาตระกูลเฉาให้ยิ่งใหญ่ก็เป็เพียงเื่ของเวลาแล้วจริง ๆ
การจัดประเภทระดับเคล็ดวิชาวรยุทธในมหาพิภพนี้ถูกแบ่งออกเป็แปดระดับ ได้แก่ วรยุทธพื้นฐาน วรยุทธขั้นสูง วรยุทธล้ำค่า วรยุทธพิภพ วรยุทธดารา วรยุทธจักรพรรดิ วรยุทธเซียน และวรยุทธ์
และประเภทของศาสตราวุธก็ถูกแบ่งออกเป็แปดระดับเช่นกัน ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับพิภพ ระดับนภา ระดับดารา ระดับจักรพรรดิ ระดับเซียน และระดับ์
เช่นเดียวกับโอสถวิเศษที่ถูกแบ่งออกเป็สิบสองระดับ ได้แก่ โอสถระดับหนึ่งถึงสามคือโอสถระดับต่ำ โอสถระดับสี่ถึงหกคือโอสถระดับกลาง โอสถระดับเจ็ดถึงเก้าคือโอสถระดับสูง โอสถระดับสิบคือโอสถระดับตำนาน โอสถระดับสิบเอ็ดคือโอสถระดับะ และโอสถระดับสิบสองคือโอสถระดับ์
เฉาหลินหยวนคิดในใจชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจลงทุนทันที เขาเลือกมอบโอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 3 ขวด โอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 1 ขวด อาวุธวิเศษเกราะพิทักษ์กายาระดับสูง 1 ชิ้น และเคล็ดวิชาวรยุทธระดับพิภพอย่างเคล็ดวิชาฝ่ามือเพลิงทลายฟ้า 1 เล่มให้กับเฉาิ
ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจะช่วยให้ตระกูลมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โอสถหลอมชีพจรลมปราณระดับสาม 20 ขวด โอสถทะลวงจินตันระดับห้า 3 ขวด อาวุธวิเศษระดับสูง 3 ชิ้น และเคล็ดวิชาวรยุทธระดับดารา 1 เล่ม ช่างเป็ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
อย่าลืมว่าอาณาจักรเทียนเหอในทวีปบูรพาเหนือเป็เพียงส่วนเล็ก ๆ ในผืนแผ่นดินเท่านั้น การปรากฏคัมภีร์เคล็ดวิชาระดับพิภพนับว่าหาได้ยากยิ่ง
แม้แต่ในอาณาจักรเทียนเหอที่เป็อาณาจักรขนาดกลางเล็ก ๆ ก็มีเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น ส่วนใหญ่ถูกครองครองไว้ในราชวงศ์หรือไม่ก็ห้าสำนักใหญ่ที่ปกครองมาหลายพันปี…
เฉาิที่เห็นประมุขตระกูลจ้องมองตนเงียบ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะตัวเกร็งเล็กน้อย หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึกที่กำลังจะเริ่มต้น
เขารู้สึกถึงพลังปราณที่แผ่ซ่านจากร่างของเฉาหลินหยวน ทำให้อากาศรอบกายอบอุ่นแต่หนักอึ้งราวกับถูกกดทับ ในห้วงจิติญญา เหยาหวังเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็ภัยต่อลูกศิษย์ของตนก็ค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อพักฟื้นจิติญญาต่อ แต่ก็ยังบอกเฉาิด้วยเสียงแ่เบาว่า “อย่าบอกถึงตัวตนของข้าให้อีกฝ่ายรู้เด็ดขาด... หากล่วงรู้แล้วอาจมีภัยมาถึงตระกูลเฉาได้ เ้าต้องระวังตัวให้ดี…”
เฉาิพยักหน้าในใจ เขารู้ดีว่าหากยอดฝีมือระดับเหอถี่อย่างเหยาหวังเสียชีวิตจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาเช่นนี้ ศัตรูของท่านอาจารย์คงโเี้อำมหิตไม่น้อย หากข่าวแพร่งพรายออกไป
ตระกูลเฉาที่กำลังวิกฤตอาจถูกถล่มกวาดล้างทั้งตระกูลจากศัตรูเก่าของเหยาหวังได้ เฉาิเองก็ไม่ได้อยากให้ภัยร้ายมาเยือนตระกูลเพราะตนเองเช่นกัน เขาทำได้เพียงรอเฉาหลินหยวนอยู่นิ่ง ๆ ยืนตัวตรง มือประสานกันที่หน้าอก รอฟังคำพูดต่อไปของประมุข
เพียงแค่เฉาหลินหยวนเหม่อลอยไปชั่วครู่ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะกลับมามีสติ เขาก็กล่าวเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความลึกล้ำ “รากฐานของเ้าแม้จะแข็งแกร่งไม่น้อย... แต่ยังมีจุดบกพร่องบางอย่างที่สามารถปรับปรุงได้บาง…”
เฉาิหัวใจกระตุกวูบ แม้ว่าประมุขตระกูลจะไม่ใช่คนนอกแต่เขาสัญญากับอาจารย์แล้วว่าเขาจะไม่บอกตัวตนของท่านอาจารย์ให้ใครรู้ เขาทำได้เพียงหัวเราะเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความตึงเครียด ก่อนจะสะบัดมือเบา ๆ ราวกับกำลังปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า “ท่านประมุขชมเกินไปขอรับ... ข้าเพียงฝึกฝนตามปกติเท่านั้น”
เฉาหลินหยวนยิ้มบาง ๆ รู้ดีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังปกปิดอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่คิดจะบังคับ เขาเพียงสะบัดมือเบา ๆ โอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 3 ขวด โอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 1 ขวด อาวุธวิเศษเกราะพิทักษ์กายาระดับสูง 1 ชิ้น และเคล็ดวิชาวรยุทธระดับพิภพสำหรับฝ่ามือ 1 เล่ม ก็ปรากฏขึ้นในอากาศราวกับหลุดออกมาจากมิติว่างเปล่า
โอสถแต่ละขวดแผ่กลิ่นหอมกรุ่นบริสุทธิ์ อาวุธวิเศษเป็เกราะสีเงินยวงที่แผ่แสงเย็นะเื และเคล็ดวิชาวรยุทธเป็ม้วนหนังสัตว์โบราณที่จารึกตัวอักษรลึกลับ
“รับสิ่งเหล่านี้ไปเถิด... มันจะช่วยเสริมรากฐานของเ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” เฉาหลินหยวนกล่าวเบา ๆ ขณะที่สิ่งของลอยไปยังมือของเฉาิ
เฉาิตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง โอสถและสมบัติเหล่านี้ล้ำค่ามากสำหรับผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่อย่างเขา แม้แต่ผู้ฝึกตนและหนิงม่ายก็ยังอิจฉาหากยิ่งนี้ปรากฏอยู่ในโลกภายนอก
โดยเฉพาะโอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ที่หายากยิ่งในเมืองหย่งหนิง แม้แต่ในเมืองใหญ่ก็อาจจะหาไม่พบ เขารับสิ่งของเ่าั้ด้วยมือสั่นเทา “ท... ท่านประมุข... ข้าจะตอบแทนบุญคุณนี้อย่างไรดีขอรับ?”
เฉาหลินหยวนส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ต้องตอบแทน... ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนมีเหตุและผลของตน หากเ้าไม่สะดวกใจที่จะพูด ก็ไม่จำเป็ต้องฝืน... แต่อย่าลืมว่า เ้าเป็คนของตระกูลเฉา... และตระกูลเฉาจะไม่ทอดทิ้งลูกหลานอีกต่อไปแล้ว…”
เพียงพริบตาเดียว ร่างของเฉาหลินหยวนก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับละลายกลายเป็ส่วนหนึ่งของความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงลมอุ่นที่พัดโชยและสิ่งของล้ำค่าในมือของเฉาิ
เฉาิยืนนิ่งอยู่นาน ดวงตาแดงก่ำด้วยน้ำตาที่กลั้นไว้ เขามองไปยังทิศทางที่เฉาหลินหยวนหายไป “ประมุขตระกูล... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ในห้วงจิติญญา เหยาหวังถอนหายใจแ่เบา “เด็กน้อย... ประมุขตระกูลผู้นี้ช่างลึกล้ำแปลกประหลาดยิ่งนัก... โอสถทั้งสองชนิดต่างก็เป็โอสถชั้นยอดที่มีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน แม้แต่นักปรุงโอสถระดับห้าก็ยังยากจะปรุงโอสถระดับนี้ได้ ด้วยท่าทางและการสังเกตของประมุขเ้าดูเหมือนเขาจะรู้เื่ของข้าแล้ว... เพียงแต่อาจจะยังไม่แน่ใจ เขาเลือกที่จะไม่บังคับเ้า... นับว่าเป็คนที่มีคุณธรรม”
เฉาิพยักหน้า กำสิ่งของในมือแน่น “ใช่ขอรับท่านอาจารย์... จากนี้ไป ข้าจะฝึกฝนให้หนักยิ่งขึ้น เพื่อตระกูลเฉา... และเพื่อท่านด้วย”
การพบกันในยามค่ำคืนนี้ได้จุดประกายความหวังใหม่ในใจของเฉาิ และในขณะเดียวกัน เฉาหลินหยวนที่กลับมาถึงโถงประชุมก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะระบบกลไกคืนสนอง์ได้เริ่มทำงานแล้ว ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาจะเป็พื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูตระกูลเฉาให้กลับมายิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม