ตอนที่ 5 สติแตก
ฉันยืนตัวแข็งทื่อสักพัก ขาทั้งสองข้างก็ค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหมุนตัวและวิ่งออกจากห้องนั้นไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะไปไหน ไปยังไง รู้แค่ว่า ถ้าฉันยังยืนอยู่ในห้อง มีหวังน้ำตาท่วมโรงแรมแน่ ฉันวิ่งออกมาจนถึงป้ายรถเมล์ ก็ตัดสินใจทิ้งตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวยาว
เหตุการณ์เมื่อกี้ เหมือนความฝันเลย และมันก็เป็ความฝันที่เ็ปที่สุดเท่าที่เคยรู้สึก ได้โปรด ให้ฉันตื่นสักทีเถอะ ฉันไม่อยากเจ็บอีกแล้ว ขอร้องล่ะ
ครืด ครืด ครืด ครืด
ฉันตั้งสติก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ...เป็สายเรียกเข้าของอาจี...คงมีแต่อาจีที่สนใจฉันเท่านั้นแหละ
ทำไมวะ ทำไมอาไม่เห็นบอกสักคำว่ากำลังจะหมั้น แล้วทำไมจู่ๆ ก็มีผู้หญิงโผล่ขึ้นมา บอกว่าเป็คู่หมั้นของอา
แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ดันสวยจนฉันไม่กล้าจะเปรียบเทียบกับตัวเองเลยด้วยซ้ำ แค่คิด น้ำตาก็พรั่งพรูไหลออกมายิ่งกว่าเดิม ฉันเงยหน้าขึ้นเพื่อหวังให้น้ำตาไหลย้อนกลับ แต่มันก็แค่นั้นแหละ เพราะยังไงมันก็ไม่มีทางย้อนกลับไปได้อยู่ดี
23.00 น.
ผับ Red Blood
ฉันเดินมาตามทาง ขึ้นแท็กซี่และให้ไปส่งโรงแรมใกล้ที่สุด ก็ดันมาโผล่โรงแรมที่นี่ แต่ก็ดี เพราะอย่างน้อย ฉันจะได้เที่ยวผับใต้ดินได้
เลิกสนใจเื่อื่น และไปมีความสุขไม่ดีกว่าเหรออาเจียว
ฉันเช็คอินห้องพัก ก่อนจะลงมาในชั้นใต้ดินเพื่อปลดปล่อยความโศกเศร้าเสียใจ เลือกหาที่นั่งที่ใกล้กับเคาน์เตอร์บาร์ และสั่งเหล้าทันที
"เอาเหล้าที่แรงที่สุด"
ฉันเท้าคางนั่งมองบาร์เทนเดอร์ชงเหล้าก่อนจะส่งแก้วให้ น้ำในแก้วสีอำพันทำให้ฉันเหม่อมองจนไม่ได้ยินเสียงบริเวณรอบข้าง สมองกำลังคิดถึงเื่ที่เพิ่งเกิด และความทรงจำอีกหลายๆอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างฉันกับอาติ
ทุกอย่างมักจะมีแต่ความทรงจำแย่ๆ ที่เขาพยายามผลักไส พูดว่าเกลียดฉัน พูดว่าไม่ชอบฉัน แต่กลับเทียบเท่าไม่ได้กับคำว่าหมั้นคำเดียว เพราะมันคือเส้นบางๆ ที่กั้นไว้ว่าเขามีเ้าของแล้ว...และฉันถือคติว่าจะไม่ยุ่งกับคนมีแฟนแล้วเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตาม
แต่มันเร็วเกินไป กะทันหันจนฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะออกจากชีวิตของเขาเลยด้วยซ้ำ...
ฉันหยิบแก้วขึ้นมากระดกเหล้าจนหมด ก่อนจะยื่นส่งให้บาร์เทนเดอร์เพื่อขอเพิ่มอีกครั้ง
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า แสงไฟริบหรี่ทำให้บรรยากาศดูเงียบเหงาทั้งที่ยังมีคนอยู่มากมาย เหล้าในแก้วผ่านไปกี่แก้วต่อกี่แก้วก็ยังไม่สามารถทำให้ฉันลืมเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อยู่ดี
"ผมขอนั่งด้วยคนนะครับ"
ฉันแค่ปรายสายตามองไปยังชายหนุ่มที่กำลังจะนั่งลงข้างฉัน ก่อนจะหันมาสนใจแก้วเหล้าในมือตามเดิม
ผู้ชายที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็เป็พวกเ้าชู้ประตูดินหวังหลอกฟันกันทั้งนั้นแหละ ฉันเห็นเพื่อนสนิทโดนทิ้งบ่อยอย่างกับอะไรดี ก็เลยเก็บสิ่งที่เห็นเป็บทเรียนให้ตัวเองเสมอ แต่ตอนนี้ กลับมีความรู้สึกอยากลองอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง
"เอาแบบเธอคนนี้ครับ"
น้ำเสียงก็ทุ้มต่ำดูน่าฟังดี งั้นก็คงหล่อเหลาเอาการอยู่ล่ะมั้ง
ฉันเอียงคอหันไปมองผู้ชายที่อยู่ข้างๆ คิ้วดกดำ จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบางกำลังส่งยิ้มให้ฉัน ดวงตาก็เป็ประกายมีเสน่ห์ เลื่อนสายตาลงมาที่ลำคอก็เห็นโครงเรือนร่างกำยำ ท่อนแขนที่ถูกปกปิดด้วยเสื้อเชิ้ตมันรัดจนเห็นกล้ามเนื้อเล็กน้อย ทำให้ฉันไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย
คนบ้าอะไรหล่อจังวะ ไม่รู้ว่าภายใต้เสื้อผ้าจะน่ามองเหมือนกันหรือเปล่า
"มองด้วยสายตาแบบนั้นไม่ดีนะครับ"
"นี่..."
"ครับ?"
"ไปนอนด้วยกันไหม"
"..."
"ช่างเถอะ..."
"คุณพูดตรงดี ผมชอบ"
___________________________________
วันรุ่งขึ้น
08.56 น.
ตึ้ง
ทันทีที่ถึงชั้นเป้าหมาย ประตูลิฟต์ก็เปิดออก ฉันเดินโซซัดโซเซ จับกำแพง ออกมาด้วยความที่สมองยังแฮงค์กับเหล้าที่กินไปเมื่อคืน...
หมับ!
แต่มีมือแกร่งของใครบางคนกระชากแขนฉันแล้วพาเข้าไปในทางบันไดหนีไฟทันที
โอ๊ย เบาๆหน่อยไม่ได้หรือไง เจ็บนะ
“นี่ ฉันเจ็บ…” เมื่อเห็นใบหน้าชัดเจนของคนคนนั้น ฉันก็ได้แต่ยืนแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
"ไปไหนมา ไม่รู้หรือไงว่าจีเป็ห่วงมากแค่ไหน โทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับสาย ทำไมทำตัวแบบนี้!!"
ใช่ ฉันก็เป็คนแบบนี้แหละ ทำตามใจตัวเองจนไม่เห็นคนอื่นสำคัญ ยกเว้นเขา...
"ฉันถามว่าไปไหนมา!!"
“หนูจะไปไหน ไปทำอะไรมันก็เื่ของหนู”
"เจียวเจียว!!"
“ปล่อย!!” อาติดึงแขนฉันแน่นพลางโน้มใบหน้าลงมาสูดดมบริเวณต้นคอของฉัน
"กินเหล้า?"
"ใช่!! หนูไปกินเหล้ามา!!" ฉันเชิดหน้าพูดขึ้นเสียงอย่างท้าทาย แต่สายตาของเขากลับจ้องมองมาที่ต้นคอแล้วคิ้วก็ขมวดแน่นมากกว่าเก่า มือที่จับแขนฉันก็ออกแรงบีบจนกระดูกจะแตกอยู่แล้ว "โอ๊ย!! หนูเจ็บนะ"
"ไปกินเหล้ากับใครมา มิก?" น้ำเสียงทุ้มต่ำบ่งบอกได้ว่าอาติกำลังโกรธมาก แล้วยังไง ทำไมต้องกลัวด้วยอาเจียว ฉันต่างหากที่สมควรโกรธ
"หนูจะไปกินเหล้ากับใคร มันก็เื่ของหนู!!"
"เจียวเจียว!!"
"ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วย ก็แค่กินเหล้า..."
"หึ แค่กินเหล้า?" อาติจับคางไว้แล้วเอนไปอีกข้างเพื่อมองลำคอให้ชัดเจนมากขึ้น "แล้วรอยที่คอคืออะไร" เขาถามเสียงเย็น
"..."
รอยที่คอ จริงด้วย เมื่อเช้าตอนออกมาจากโรงแรม ฉันตื่นขึ้นมาในสภาพที่ร่างกายเปลือยเปล่า มีแค่ชุดชั้นในตัวเดียวเท่านั้น แถมข้างกายก็ยังมีผู้ชายหนึ่งคนนอนอยู่ แต่ไม่ได้ทันได้ดูหน้า ฉันก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้วก็ออกมาก่อน ถึงได้เห็นว่าที่คอมีรอยจ้ำรอยแดงเต็มไปหมด...
เมื่อคืนฉันเมามาก จำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าเสียครั้งแรกไปหรือยัง ให้ตายสิอาเจียว!!
"เจียวเจียวตอบ!!" น้ำเสียงตะคอกของอาติทำให้ฉันใจนสะดุ้ง ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้ เพียงแต่มันเกิดขึ้นทุกครั้ง เวลาที่เราเจอกันในผับ เที่ยวกลางคืน หรือแม้จะเป็ตอนที่ฉันไปเจอเขาที่ไหนก็ตาม จนบางทีก็เริ่มชิน แต่หัวใจก็ยังคงอ่อนไหวกับคำพูดทุกคำของเขาอยู่ดี
"อาติปล่อยนะ หนูเจ็บ!!" ที่เจ็บมากกว่าคือหัวใจของฉันที่กำลังจะพังไม่เป็ชิ้นดี น้ำตาเริ่มเอ่อคลอออกมาอีกครั้งหลังจากเพิ่งเหือดแห้งไป อย่าร้องไห้ อาเจียว "หนู...หนูเจ็บนะ...อาอย่าทำมาเหมือนเป็ห่วงหนู"
"ฉันถามว่ารอยที่คอคืออะไร" เขาถามด้วยน้ำเสียงแสดงความกดดัน "ตอบ!"
"หนูไปกินเหล้ากับเพื่อนมา"
"ใคร!"
"ใครแล้วทำไม อาจะถามทำไม"
"อย่ามาทำตัวเหลวไหล!"
"ใช่...หนูเหลวไหล...หนูไปกินเหล้ากับเพื่อนผู้ชายมา ต่อไปนี้หนูจะไปกับใครก็ได้ เพราะหนูจะเลิกชอบอาแล้ว หนูจะไม่สนใจคนแบบอาอีกแล้ว!!"
"มันเลิกกันง่ายนักเหรอเจียวเจียว!"
"ง่ายสิ หนูเคยบอกแล้วว่าเมื่อไหร่ที่อามีแฟน หนูจะเลิกสนใจอา หนูจะเลิกชอบอา!!" ฉันจ้องมองอาติอย่างไม่ยอมแพ้ ให้เขาเห็นว่าฉันจริงจังที่จะเลิกชอบเขา "แต่ครั้งนี้มันก้าวะโไปไกล จนหนูทำอะไรไม่ได้ เพราะอากำลังจะหมั้น"
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มือที่จับแขนฉันไว้เริ่มอ่อนแรงลง สีหน้าของอาติกลับมาไร้ความรู้สึกอีกครั้ง
"อาไม่ต้องห่วง ครั้งนี้หนูจะเลิกยุ่งกับอาจริงๆ ไม่เข้าไปวุ่นวายกับอาอีก" ฉันฝืนยิ้มออกมาเหมือน้าบอกตัวเองว่า ทำดีแล้ว...
14.00 น.
มหาลัย
"เมื่อคืนไปไหนมา" มิกถามขณะที่ฉันกำลังเก็บของ
"ไปผับมา"
"ไปกับใคร"
"ก็...เพื่อนสักคน"
"อาแกโทรหาฉันทุกชั่วโมงเลยนะ"
"อา...อาจีหรืออาติ" ทำไมต้องอยากรู้ด้วยวะ ต้องเป็อาจีอยู่แล้วสิ "ช่างเถอะ ไม่เห็นจะอยากรู้" ฉันลุกขึ้นและเดินออกไปนอกห้อง
"อาเจียว...แกไหวเปล่าวะ" ดรีมถามฉันพลางกอดคอ
"อืม พอไหว" จะให้พูดยังไงดีล่ะ เมื่อคืนคงหนักไปหน่อย ตอนเช้าถึงได้เพลียขนาดนี้
"เดินเหมือนิญญา ไปหาไรกินให้ชื่นอุรากันดีกว่าค่ะ" ดรีมลากฉันไปยืนรอรถรางหน้าตึกเพื่อไปแคนทีนใหญ่ของมหาลัย
ตอนนี้เป็เวลาบ่ายโมงแล้ว แต่ก็ยังมีคนวนเวียนไปมาที่บริเวณนี้มากมายอยู่เหมือนเดิม ร้านอาหารบางร้านก็เริ่มปิดเพราะไม่มีของจะขาย ฉันยืนกอดอกมองร้านอาหารอยู่สักพักก็ตัดสินใจที่จะสั่งอาหารที่ร้านอาหารตามสั่ง
"เอากะเพราหมูกรอบไข่ดาวไม่สุกค่ะ"
"รอสักครู่นะอีหนู...พ่อหนุ่มเอาอะไร"
"เอาแบบเธอครับ"
ฉันก็ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เพราะปกติเวลาฉันไม่รู้จะกินอะไรก็จะสั่งตามคนข้างๆแบบนี้เหมือนกัน สมองคิดอะไรไม่ออกสักอย่างนอกจากยืนรอเพื่อจะกินอาหาร...
"อีหนู เอาเผ็ดไหม"
"เผ็ดไปเลยค่ะ เอาแบบเผ็ดสุดๆ" ทั้งที่ฉันก็กินเผ็ดไม่ค่อยได้นะเหรอ ดีจริงๆ
"แล้วของพ่อหนุ่ม เอาเผ็ดไหม"
"เอาแบบเธอเลยครับ"
“…” ไอ้บ้านี่ ไม่รู้จักคิดเอาเองหรือไง น้ำเสียงก็ดูคุ้นจังแฮะ เหมือนเคยเจอ...
ฉันตัดสินใจหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆซึ่งเขาก็มองฉันอยู่เหมือนกัน
"หวัดดี"
คุ้นจริงด้วย เหมือนเคยเจอที่ไหน…
"อาเจียว...แกรู้จักเขาด้วยเหรอ" เสียงดรีมกระซิบข้างหูเบาๆ ไม่รู้ว่ามาั้แ่เมื่อไหร่
"เปล่า..."
"แต่เขามองเหมือนรู้จักแกเลย..."
"จำผมไม่ได้เหรอ" ผู้ชายคนนั้นมองฉันแล้วพูดขึ้น
"เรา...” ฉันหันไปมองรอบข้าง มีแค่ฉันกับดรีมยืนอยู่ด้วยกัน งั้นถามฉันมั้ง “เราเคยรู้จักกันเหรอ"
"เราเป็แฟนกันแล้วนะ คุณจำแฟนตัวเองไม่ได้เหรอ"
"..."
แฟนบ้าแฟนบออะไรวะเนี่ย
"แฟน!!แกกับฐานัสเป็แฟนกันั้แ่เมื่อไหร่!!" ดรีมเอะอะโวยวายจนฉันต้องยกมือขึ้นมาปิดหูด้วยความรำคาญ
"พูดจาบ้าๆ ฉันไปรู้จักนายตอนไหนมิทราบ!!"
"กะแล้วเชียว ว่าคุณคงจำไม่ได้" เขาส่ายหน้าไปมาก่อนจะหยิบโทรศัพท์แล้วกดหาอะไรบางอย่าง ไม่นานก็ยื่นส่งมาให้ฉันดู...
คุณพระ!!
"บ้า!! อาเจียว!! แก!! ทำไมไม่บอกเพื่อนว่าเป็แฟนกับฐานัส!!"
"!!??"
มันเป็รูปที่ฉันกอดคอเขาแล้วหอมแก้มอย่างสนิทสนมชิดเชื้อ แถมยังมีรูปที่เขาหอมแก้มฉันกลับ ทั้งที่ใบหน้าในตอนนั้น แดงเหมือนลูกตำลึงคล้ายคนกำลังเขินอาย…
"ไม่ ไม่จริง ตัดต่อ มันเป็รูปตัดต่อ" ฉันส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับสิ่งที่เห็น
"คุณให้ผมถ่ายเก็บไว้เอง"
"ฉันจะทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อฉัน..."
'มองด้วยสายตาแบบนั้นไม่ดีนะครับ'
'นี่...'
'ครับ?'
'ไปนอนด้วยกันไหม'
'...'
'ช่างเถอะ...'
'คุณพูดตรงดี...ผมชอบ'
แล้วฉันก็เป็คนพาเขาขึ้นไปที่ห้องชั้นบนของโรงแรมกับมือ...อาเจียว แกพาผู้ชายขึ้นห้อง งั้นแสดงว่าผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับฉันก็คือเขางั้นสิ...