บทที่ 12
การเปลี่ยนแปลงของเมืองเป่ยอัน
เวลานั้นล่วงเลยผ่านไป การปรากฏตัวของแขกสูงศักดิ์ภายในเมือง ไม่ได้สร้างคลื่นลมภายในเมืองมากนัก เป็เพราะว่าั้แ่คนพวกนั้นเดินทางเข้ามาภายในเมือง ก็พักผ่อนอยู่ที่จวนของเ้าเมืองโดยที่แทบจะไม่ออกมาด้านนอกเลย
เลยทำให้ภายในเมืองเป่ยอันแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด นอกจากใน่แรกๆที่ผู้คนดูแตกตื่นกัน
จางหยุนก็ใช้ชีวิตของตนเองตามปกติ แต่แน่นอนว่าการที่มีผู้บำเพ็ญเข้ามาภายในเมือง เขาก็ต้องระวังตัวมากขึ้นอยู่
เพียงแต่ว่าหลังจากที่ตรวจสอบดูแล้ว เหมือนว่าคนพวกนั้นจะไม่ได้จับตามองเขาเลย เขาเลยสามารถออกมาฝึกฝนได้อย่างสบายใจ
หลังจากที่ผ่านมาราวสิบวัน หลังจากที่คนพวกนั้นเดินทางเข้ามาภายในเมือง จางหยุนที่กำลังฝึกฝนอยู่ภายในป่าในค่ำคืนนี้ก็ััได้ถึงบางอย่าง
ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้น ปราณิญญาภายในร่างกายถูกโคจรใช้งานวิชาซากเทวะอย่างรวดเร็ว
ปราณิญญาบริเวณรอบๆแทบจะโดนโลงศพโบราณที่อยู่ในมือสูบเข้ามาจนหมด ผ่านไปสักพักก็กระปราณิญญาที่ถูกสูบมเข้ามาก็หยุดลง
รอยยิ้มค่อยๆปรากฏที่มุมปากของจางหยุน “ทะลวงแล้ว”
ในตอนนี้สิ่งที่ทะลวงแล้วไม่ใช่ตัวของเขา แต่มันคือซากเทวะที่อยู่ในโลงศพโบราณ หลังจากที่ติดอยู่ภายในคอขวดระดับทองแดงขั้นกลางมาหลายวัน ในที่สุดตอนนี้มันเองก็สามารถทะลวงคอขวดนั้นได้สำเร็จ
ซากเทวะในยามนี้ทะลวงไปสู่ระดับทองแดงขั้นปลายแล้ว จางหยุนไม่ได้เอามันออกมาทดสอบ เพราะว่าเขากลัวว่าพลังของมันจะมากเกินจนทำให้พวกที่อยู่ในเมืองรู้ตัว
เพราะแบบนั้นเขาเลยเลือกที่จะไม่ได้เอามันออกมาทดสอบพลัง แต่ระดับพลังของมันน่าจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเกรงว่าในตอนนี้ ต่อให้เป็ชายชุดดำพวกนั้น จางหยุนก็มั่นใจว่าซากเทวะของตนเอง น่าจะมีความสามารถมากกว่าชายชุดดำผู้นั้นเสียอีก
จางหยุนนั่งฝึกฝนต่อสักพัก เมื่อเห็นว่าใกล้เช้าแล้วก็หยุดฝึกฝนและลุกขึ้น จากนั้นก็เดินทางมุ่งตรงกลับไปที่เมืองเป่ยอัน
เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยอัน จางหยุนก็พักผ่อนอย่างเช่นทุกวัน
หลังจากที่พักผ่อนไปหลายชั่วยามตื่นขึ้นมาก็เป็่เกือบจะยามเย็น จางหยุนเตรียมตัวเล็กน้อยแล้วก็เดินออกมาด้านนอกเรือนพักของตนเอง
เพียงแต่ว่าเมื่อเขาเดินออกมาเขาก็พบเจอกับหวังซุนพอดิบพอดี จางหยุนเมื่อเห็นหวังซุนก็ขมวดคิ้วในทันที
“เกิดอันใดขึ้นกับเ้า?”
จางหยุนจ้องมองไปที่หวังซุนที่สภาพในตอนนี้ย่ำแย่เป็อย่างยิ่ง ใบหน้าของเขาสีเขียวดวงตาทั้งสองข้างก็ลึกโบ๋ แม้กระทั่งการยืนเองก็ยังยืนแทบจะไม่อยู่ สภาพในตอนนี้ราวกับว่าเป็คนป่วยติดเตียงที่พยายามฝืนลุกขึ้นมา
“เข้ามาก่อน” จางหยุนรีบเข้าไปพยุงหวังซุน เขาใช้โอกาสนี้ในการถ่ายเทปราณิญญาเข้าไปภายในร่างกายของหวังซุน
นั้นทำให้หวังซุนรู้สึกมีพลังขึ้นมาเล็กน้อย จางหยุนพาหวังซุนเข้ามาด้านในเรือนพักของตนเอง
เมื่อทั้งสองคนนั่งลง จางหยุนน้ำชามาต้อนรับ
“เกิดอันใดขึ้นกับร่างกายของเ้า ก่อนหน้านี้สภาพของเ้าไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนี้นี่” จางหยุนเอ่ยถามออกมาพร้อมกับขมวดคิ้ว
เขาเพิ่งพบเจอกับหวังซุนเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้ว่าสภาพจะย่ำแย่แต่ว่าไม่ถึงกับเหมือนศพเดินได้แบบนี้
หวังซุนส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ยขึ้นมา “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เหมือนว่าคนภายในเมืองร่างกายจะย่ำแย่ลงั้แ่เมื่อเช้า ข้าลองไปสอบถามทุกคนมาแล้วทุกคนเป็เหมือนกันหมดเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“เมื่อเช้างั้นหรือ” จางหยุนหรี่ตา
หวังซุนพยักหน้า
จางหยุนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ราวกลับเป็สัญญาณเริ่มบางอย่าง
จางหยุนกำลังจะเปิดปากถามต่อ เพียงแต่ว่าในตอนนั้นเองเขากับััได้ถึงบางอย่าง จางหยุนรีบหันไปมองด้านนอกอย่างรวดเร็ว
ในยามนี้ด้านนอกเป็ยามสนธยา ดวงอาทิตย์สีส้มอมแดงสาดส่องปกคลุมไปทั่วทั้งท้องนภา ตรงบริเวณประตูรั้วบ้านพักของเขาที่เป็รั้วไม้สูงกว่าศีรษะเล็กน้อย
ในยามนี้ประตูไม้ที่ถูกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด ค่อยๆถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ เงาแสงยามเย็นทาบทับลงบนใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าประตู
จางหยุนจ้องมองไปที่คนผู้นั้น คนผู้นั้นเป็ชายฉกรรจ์สวมใส่อาภรณ์สีดำสนิท บริเวณข้างเอวเหน็บดาบเล่มนึงเอาไว้
เมื่อเห็นชายชุดดำผู้นี้จางหยุนก็จดจำได้ในทันที อีกฝ่ายคือชายชุดดำที่นั่งอยู่ภายในรถม้าผู้นั้น
ชายชุดดำยืนอยู่ด้านหน้าประตูมองเข้ามาด้านใน สบเข้ากับสายตาของจางหยุน
จางหยุนที่นั่งอยู่ในห้องโถงขมวดคิ้ว จ้องมองไปที่ชายชุดดำผู้นั้น
ชายชุดดำผู้นั้นเป็อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มก่อนที่จะเอ่ยออกมา “ข้ามายืมของเล็กน้อยเดี๋ยวก็ไปแล้ว”
จางหยุนหรี่ตา “มายืมอันใด? ที่นี่มีของอันใดให้เ้ายืมด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ชายชุดดำหัวเราะ “ย่อมมีอยู่แล้ว ข้ามายืมชีวิตเ้า ก่อนยืมไว้ก่อนเดี๋ยวชาติหน้าค่อยชดใช้คืน”
พูดจบชายชุดดำก็ค่อยๆใช้นิ้วมือดันด้ามดาบออกมาจากฝัก ทันทีที่ดาบเล่มนั้นถูกดันออกมาจนมาอยู่ในมือแล้ว ตัวดาบเผยแสงเย็นะเืออกมา บ่งบอกให้ล่วงรู้ว่าดาบเล่มนั้นไม่ใช่ดาบธรรมดาทั่วไป
จางหยุนยังคงไม่ขยับเขยื้อนจ้องมองไปที่ชายชุดดำผู้นั้น เพียงแต่ว่าหวังซุนที่มองเห็นเื่ที่เกิดขึ้นในฐานะมือปราบประจำเมืองก็รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ช้าก่อนท่านหัวหน้าหวัง ท่านพูดเื่อันใดของท่าน” หวังซุนกล่าวขึ้นมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ในฐานะมือปราบของเมืองแห่งนี้ ย่อมรู้จักหัวหน้าองครักษ์ของผู้สูงศักดิ์ที่มาพักอยู่ภายในจวนเ้าเมืองอยู่แล้ว
ชายชุดดำที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าหวัง ไม่ได้สนใจคำพูดของหวังซุนเลยแม้แต่น้อย แถมสายตาที่ใช้มองหวังซุนยังเป็เหมือนกับสายตาที่กำลังมองคนตาย
จางหยุนค่อยๆลุกขึ้นกำลังจะลงมือ เพียงแต่ว่าเขายังไม่ทันได้ขยับ ประสาทััที่รวดเร็วของเขาก็ััได้ถึงบางอย่าง
ใบหน้าของจางหยุนเปลี่ยนไปในทันที เขาหันมองหวังซุน ในยามนี้ร่างของหวังซุนที่อยู่ข้างกายของเขาสั่นสะท้าน ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วก็ยิ่งไร้สีเื จางหยุนรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของหวังซุน ตั้งใจที่จะถ่ายเทปราณิญญาเข้าไปภายในร่างกาย
เพียงแต่ว่าถึงแม้ว่าจะถ่ายเทปราณิญญาเข้าไปภายในร่างกาย ร่างของหวังซุนก็ไม่ได้มีอาการดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของหวังซุนกระตุกเล็กน้อย 2-3 ที ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกขึ้นจนเหลือเพียงแค่ตาสีขาวเท่านั้น พริบตานั้นลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงแค่น้อยนิดของหวังซุนก็ขาดลง
จางหยุนประคองร่างไร้ิญญาของหวังซุนในมือของตนเอง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างตกตะลึง
จางหยุนตั้งสติเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจก็ดึงสติของตนเองกลับมาได้ เขาค่อยๆหันไปมองชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหน้าที่พักของตนเอง ก่อนที่จะเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า “นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
ชายชุดดำผู้นั้นเผยรอยยิ้มเ็า “เก็บเกี่ยวยังไงล่ะ”
“เก็บเกี่ยว..”
“ใช่แล้วเก็บเกี่ยว ผู้คนภายในเมืองเป่ยอันโดยค่ายกลเก็บิญญาเก็บไปหมดแล้ว” พูดจบชายชุดดำก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“เอาละได้เวลาเอาชีวิตของเ้าให้ข้ายืมได้แล้ว”