“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะ องค์ชายเก้ายิ้มรับพลางหันไปสั่งจือกงกงว่า“ย้ายโต๊ะอิ๋งตี้มาตรงนี้”
“พะ...” จือกงกงยังไม่ทันพูดจบองค์ชายใหญ่ก็ขัดขึ้นว่า “หลานตี้ถ้าเ้าอยากจะนั่งข้างมู่ตี้เ้าก็ควรจะย้ายโต๊ะเ้าไปซิ”
ทุกคนในห้องชะงักค้างไปครู่หนึ่งองค์ชายเก้าหันไปมองพี่ชายแล้วหันกลับไปสั่งจือกงกงว่า “ย้ายโต๊ะข้าไปตรงนู้น”
“พะย่ะค่ะ” จือกงกงรับคำสั่งพลางมององค์ชายใหญ่ เห็นองค์ชายใหญ่ไม่ขัดอะไร เขาจึงบุ้ยปากให้ขันทีลูกน้องช่วยกันยกโต๊ะขององค์ชายเก้าไปวางข้างๆโต๊ะของเฉินมู่อิ๋ง ทุกคนล้วนดูออกว่าองค์ชายเก้าชอบเฉินมู่อิ๋งไม่น้อยเมื่อองค์ชายเก้านั่งข้างเฉินมู่อิ๋งแล้วราชครูก็เริ่มสอนทันที “วันนี้ข้าจะสอนเื่........”
เด็กทั้งสามก็ฟังราชครูไปเรื่อยๆ องค์ชายใหญ่ก็นั่งหาวแล้วหาวอีกอย่างเบื่อๆองค์ชายเก้าตั้งใจเรียนอย่างยิ่ง ส่วนเฉินมู่อิ๋งก็ฟังผ่านหูไปเพราะสิ่งที่ราชครูสอนนั้นเขาเรียนรู้จากความทรงจำของราชครูแคว้นซีเอ่อมาแล้ว
จนกระทั่งเรียนเสร็จ ราชครูก็บอกว่า “เอาล่ะพวกเ้ากลับไปเขียนสิ่งที่ข้าสอนไปในวันนี้คนละ 10 หน้า”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งกับองค์ชายเก้ารับคำพร้อมกันส่วนองค์ชายใหญ่อ้าปากหาวพลางมองฮุ่ยกงกง ฮุ่ยกงกงหลุบตาลงอย่างรู้ความหมายเขาจะต้องเขียนอักษรแทนองค์ชายใหญ่น่ะซิ องค์ชายใหญ่ไม่เขียนอักษรหรอกมักจะสั่งให้ขันทีช่วยเขียนแทนเสมอ ซึ่งราชครูก็ทำเป็ลืมตาข้างหลับตาข้าง*เสมอมา
(*ลืมตาข้างหลับตาข้าง หมายถึงทำเป็ไม่เห็น)
เฉินมู่อิ๋งก็ลงมือเขียนอักษรทันทีเขาไม่อยากมีการบ้านเก็บไปทำที่บ้านหรอกนะ ทำให้เสร็จตอนนี้เลยดีกว่า กลับบ้านไปจะได้ใช้เวลาอยู่กับท่านแม่ให้นานๆหน่อย องค์ชายเก้าเห็นเฉินมู่อิ๋งเขียนอักษรจึงมองดูอย่างสนใจ “เ้าคิดจะทำอะไร?”
“ข้าน้อยก็ทำงานที่ท่านราชครูสั่งน่ะซิพะย่ะค่ะ”เฉินมู่อิ๋งตอบ องค์ชายเก้าจึงบอกว่า “เอาไว้ไปทำที่บ้านก็ได้”
“ข้าน้อยี้เีพะย่ะค่ะ สู้ทำให้เสร็จตอนนี้เลยดีกว่าจะได้ไม่ต้องทำอีก” เฉินมู่อิ๋งพูดพลางเขียนอักษรไปด้วยองค์ชายเก้าจึงหยิบพู่กันมาเขียนอักษร เขาก็ี้เีเก็บไปทำที่ตำหนักเช่นกันเขาจะสั่งให้จือกงกงเขียนแทนก็ได้ แต่เขาไม่อยากทำ เพราะเขาอยากให้ราชครูพูดถึงเขากับเสด็จพ่อเสด็จแม่ในด้านดีๆตลอดมาเขาถูกเปรียบเทียบกับพี่ใหญ่มาตลอด เขาเกิดทีหลังแล้วอย่างไรต้องเป็องค์ชายไม่ได้เื่หรืออย่างน้อยเขาก็อยากพิสูจน์ให้เสด็จพ่อเสด็จแม่เห็นว่าเขาก็ตั้งใจร่ำเรียนนะ
ราชครูมององค์ชายเก้ากับเฉินมู่อิ๋งที่กำลังเขียนอักษรอย่างขมักเขม่นส่วนองค์ชายใหญ่นั้นก็ปล่อยตามเื่ตามราวเลยเขายังไม่อยากถูกองค์ชายใหญ่เล่นงานทีหลังหรอกนะ เื่เล่ห์เหลี่ยมนั้นองค์ชายใหญ่เก่งกาจมากเขาเป็เพียงราชครู ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นเป็โอรสของฮ่องเต้ต่อให้เขารายงานฮ่องเต้อย่างไร ฮ่องเต้ก็ย่อมเห็นแก่องค์ชายใหญ่มากกว่าอยู่แล้วเืย่อมข้นกว่าน้ำซิ
“ราชครู ลูกชายข้าเรียนเป็อย่างไรบ้าง?”
เสียงถามดังเข้ามาราชครูหันไปมองก็เห็นฮ่องเต้เสด็จมา เขารีบลุกขึ้นยืนกุมมือคารวะ “ฝ่าา”
องค์ชายใหญ่ลุกขึ้นกุมมือคารวะ “เสด็จพ่อ”
องค์ชายเก้ารีบวางพู่กันหันไปมองพลางรีบลุกขึ้นกุมมือคารวะ“เสด็จพ่อ”
เฉินมู่อิ๋งวางพู่กันลุกขึ้นยืนกุมมือคารวะ“ฝ่าา”
คนอื่นๆ ก็รีบคารวะกันทุกคน “ฝ่าา”
“นั่งเถอะๆ” ฮ่องเต้บอกก้าวเดินเข้าไปในห้อง เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ กับราชครู องค์ชายใหญ่นั่งลงตัวตรง ไร้ท่าทีเกียจคร้าน องค์ชายเก้านั่งลงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรต่อเฉินมู่อิ๋งนั่งลงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรต่อ ฮ่องเต้มองเด็กทั้งสามแล้วหันไปถามราชครูว่า“ลูกข้าร่ำเรียนเป็อย่างไร?”
“องค์ชายใหญ่ ขยันขันแข็งเอาใจใส่การเรียนดียิ่งพะย่ะค่ะ” ราชครูตอบพลางปาดเหงื่อในใจ แล้วรีบพูดถึงองค์ชายเก้าว่า“ส่วนองค์ชายเก้าก็ตั้งใจเรียนดีพะย่ะค่ะ”
“อ่อ” ฮ่องเต้พยักหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ฉวนเอ๋อร์หากเ้าตั้งใจเรียนได้สักครึ่งหนึ่งของเฉินมู่อิ๋ง พ่อก็จะเบาใจมากทีเดียว”
“พะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่รับคำ แอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆเขาไม่พอใจที่ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเฉินมู่อิ๋งหากเปรียบเทียบกับน้องเก้าเขาจะไม่โมโหเลย อย่างน้อยน้องเก้าก็ตั้งใจเรียนจริงๆส่วนเ้าเด็กนั่นน่ะรึ ก็ไม่เห็นจะตั้งใจเรียนสักเท่าไหร่เลย
“เอาล่ะ วันนี้ข้ามีคำถามจะถามพวกเ้าสามคน”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา สายตามองเด็กทั้งสาม องค์ชายเก้าวางพู่กัน เงยหน้ามองเสด็จพ่อเฉินมู่อิ๋งก็หยุดเขียนอักษร ฮ่องเต้มองๆ ทั้งสามแล้วถามว่า “แอ่งตรงนั้นหน้าฝนน้ำมักจะท่วมขังทุกปี พวกเ้ามีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร?ข้อสำคัญคือต้องไม่เปลืองเงินมากนักในการแก้ปัญหานี้”
ทุกคนมองตามมือฮ่องเต้ที่ชี้ไปด้านนอกองค์ชายเก้ามองๆ แล้วเสนอว่า “นำดินมาถมพะย่ะค่ะ”
“ขุดเป็สระน้ำแล้วปลูกบัวพะย่ะค่ะ”องค์ชายใหญ่เสนอ
ฮ่องเต้ฟังลูกชายทั้งสองแล้วยิ้มเขาหันไปมองเฉินมู่อิ๋ง พูดว่า “เ้ายังไม่ตอบเลยนะเฉินมู่อิ๋ง”
“ขุดร่องน้ำเล็กๆจากพื้นตรงนั้นไปหาสระบัวตรงนู้นพะย่ะค่ะ”เฉินมู่อิ๋งตอบพลางชี้เป็แนวในการขุดร่องน้ำ ฮ่องเต้ยิ้มพอใจ “วิธีของเ้าสิ้นเปลืองเงินน้อยที่สุดจริงๆ”
เขาหันไปมองลูกชายทั้งสองแล้วพูดว่า “วิธีของเ้าทั้งสองสิ้นเปลืองเงินมากกว่าวิธีของเฉินมู่อิ๋งมากนักสรุปว่าคำถามนี้เฉินมู่อิ๋งชนะ ข้าจะให้รางวัลเ้าเป็ทอง 10 ก้อน”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งกุมมือองค์ชายใหญ่มองเฉินมู่อิ๋งอย่างไม่ค่อยชอบขี้หน้ามากขึ้นอีก แพ้ให้น้องเก้ายังรับได้แต่แพ้ให้เฉินมู่อิ๋งช่างเสียเกียรติยิ่งนัก ฮึ่ม!
ฮ่องเต้ปรายตาสั่งเวยกงกงเวยกงกงก็รีบสั่งต่อ “เอาทองมอบให้คุณชายเฉิน 10 ก้อน”
“ขอรับ”ขันทีรับคำสั่งแล้วนำทองไปมอบให้คุณชายเฉิน เฉินมู่อิ๋งรับทองมาแล้วกุมมือคารวะฮ่องเต้อีกครั้ง“ขอบพระทัยฝ่าา”
“ข้าชอบเด็กฉลาด” ฮ่องเต้ยิ้มพอใจแล้วเขาก็หันไปคุยกับราชครู องค์ชายใหญ่ไม่ค่อยชอบใจนักที่เฉินมู่อิ๋งได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อสายตาชื่นชมนั้นควรจะเป็ของเขาซิ หึ!
เฉินมู่อิ๋งเห็นว่าฮ่องเต้ไม่ได้สนใจตัวเองแล้วเขาจึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรต่อ องค์ชายเก้าก็หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรเช่นกันเขาอยากทำงานให้เสร็จจะได้ไม่ต้องเก็บงานไปทำต่อที่ตำหนักองค์ชายใหญ่ไม่รู้จะทำอะไรจึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอักษรบ้างเขาอยากจะนอนเล่นสักหน่อยแต่เสด็จพ่ออยู่ที่นี่ด้วยเขาไม่กล้าทำตัวเอ้อระเหยให้เสด็จพ่อเห็นเด็ดขาด
ฮ่องเต้คุยกับราชครูอยู่นาน จนกระทั่งองค์ชายเก้าเขียนอักษรเสร็จก็ส่งให้จือกงกงนำไปให้ราชครูจือกงกงนำการบ้านขององค์ชายเก้าไปส่ง ราชครูรับมาดูแล้วยิ้มพอใจ “เขียนได้ดีๆ”
ฮ่องเต้ยื่นมือไปราชครูจึงส่งการบ้านให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้รับมามองดู สักพักก็เงยหน้าขึ้นชมว่า “หลานเอ๋อร์เขียนได้ดี”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” องค์ชายเก้ายิ้มดีใจฮ่องเต้มององค์ชายเก้าอย่างภูมิใจแล้วเบนสายตาไปมองเฉินมู่อิ๋งที่กำลังเขียนอักษรเขามองพินิจพิจารณาเด็กคนนั้นอยู่นานจนกระทั่งเฉินมู่อิ๋งทำการบ้านเสร็จก็ลุกขึ้นถือไปส่งให้ราชครูแต่ฮ่องเต้กลับยื่นมือไป สั่งว่า “ไหนให้ข้าดูซิ”
เฉินมู่อิ๋งจึงเดินไปหาฮ่องเต้ ส่งการบ้านถึงมือฮ่องเต้โดยไม่ผ่านมือเวยกงกงปกติแล้วฮ่องเต้จะรับสิ่งของจากคนอื่นจะต้องให้ขันทีเป็ผู้รับแล้วนำส่งอีกทอดหนึ่งแต่ฮ่องเต้กลับไม่ได้ให้เวยกงกงรับ เขายื่นมือไปรับเอง เมื่อรับมาแล้วก็ก้มดูสักพักก็ชมว่า “อายุเท่านี้ก็เข้าใจหลักการปกครองแล้ว ดีๆเพียงแต่ลายมือเ้ายังต้องฝึกฝนให้มากๆ หน่อย”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะฮ่องเต้ส่งการบ้านให้ราชครู ราชครูรับไปดูแล้วชมว่า “เขียนได้ดีทีเดียวสำหรับเด็กอายุเพียงเท่านี้นับว่าเ้าฉลาดมาก สมแล้วที่เป็ลูกชายของเสนาบดีเฉิน”
“ได้ข่าวว่าเ้าอ่อนแอ ไหนๆตอนนี้ก็อยู่ที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็ลองให้หมอหลวงมาตรวจสักหน่อยก็แล้วกัน เวยกงกงตามหมอหลวง”ฮ่องเต้สั่ง เวยกงกงรับคำสั่ง “พะย่ะค่ะ”
จากนั้นเขาก็สั่งขันทีลูกน้องอีกทอดหนึ่งขันทีก็รีบไปตามหมอหลวงมาทุกคนที่อยู่ในที่นั้นล้วนแปลกใจที่ฮ่องเต้ดูเหมือนจะใส่ใจเฉินมู่อิ๋งมากเป็พิเศษถึงขนาดสั่งให้หมอหลวงมาตรวจเชียวนะ
เฉินมู่อิ๋งกังวลใจขึ้นมาในใจหากให้หมอหลวงมาจับชีพจรย่อมรู้แน่ว่าเขาไม่ได้อ่อนแอสักนิด มีร่างกายแข็งแรงปกติดีจะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดี!?
เขาคิดๆ ก้มหน้าก้มตาท่าทางยุกยิก ฮ่องเต้เห็นท่าทางของเฉินมู่อิ๋งก็คิดอีกอย่าง“เ้าทำท่าเหมือนอยากจะถ่ายเบา คงปวดซินะ”
เฉินมู่อิ๋งสบโอกาสรีบพยักหน้าหงึกๆ “พะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ให้ใครพาไปที” ฮ่องเต้สั่งขันทีคนหนึ่งจึงก้าวออกไป “เชิญคุณชายน้อยตามข้ามา”
เฉินมู่อิ๋งรีบเดินตามขันทีไปทันทีเขารู้ว่าห้องปลดทุกข์อยู่ตรงไหน ก่อนหน้านี้เขาก็ไปมาเองหลายครั้งแล้วแต่ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะไม่อยากให้เขาคลาดสายตาจึงได้ส่งขันทีผู้นี้มาพาเขาไปซินะ
เมื่อเข้าไปในห้องปลดทุกข์เฉินมู่อิ๋งก็คิดๆ หากให้หมอหลวงตรวจชีพจร หมอหลวงย่อมรู้แน่นอนว่าร่างกายของเขาแข็งแรงดีจะทำอย่างไรดี? แอบหนีกลับจวน? ไม่ได้ๆ ถึงหนีไปวันนี้วันหน้าฮ่องเต้ย่อมส่งหมอหลวงไปตรวจถึงจวนแน่นอนอีกทั้งจะยิ่งทำให้ฮ่องเต้สงสัย เช่นนั้นจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรดี?
เขาคิดหนักมาก คิดจนหัวโตแล้วเขายืนคิดอยู่ในห้องปลดทุกข์อย่างร้อนใจจะตายแล้ว พลัน! เขาเหลือบเห็นต้นเจี้ยจู๋เถา(夹竹桃ต้นยี่โถ) อยู่ข้างหน้าต่าง ซึ่งต้นเจี้ยจู๋เถานี้มีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหากกินมากเกินไปจะทำให้คลื่นใส้ อาเจียน เขาตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันทีหักกิ่งต้นเจี้ยจู๋เถามากินอย่างไม่กลัวตายแล้ว
ถ้าหมอหลวงตรวจเจอว่าเขาแข็งแรงดีเื่ที่เขาป่วยใกล้ตายก็จะถูกเปิดโปงออกมา ถึงตอนนั้นคงไม่ได้ตายแค่คนเดียวแต่ท่านพ่อท่านแม่จะตายไปด้วยน่ะซิ โทษหลอกลวงเบื้องสูงนั้นหนักหนายิ่งนักหากฮ่องเต้ใจดีอาจจะแค่สั่งปะาคนทำผิดเพียงคนเดียวแต่ถ้าฮ่องเต้กริ้วขึ้นมาอาจจะถูกสั่งปะาทั้งตระกูลก็ได้กินให้เกิดพิษก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลังเถอะ
“คุณชายน้อยถ่ายเบาเสร็จหรือยัง?”ขันทีถามเพราะเห็นว่าคุณชายน้อยเข้าไปนานแล้ว ต่อให้ถ่ายหนักก็ควรจะเสร็จแล้วเฉินมู่อิ๋งร้องตอบออกไป “เกือบแล้วๆ ข้าน้อยกำลังถ่ายหนักอยู่”
“อ่อ” ขันทีส่งเสียงคำหนึ่งแล้วยืนรอต่อไปเฉินมู่อิ๋งก็กินกิ่งเจี้ยจู๋เถาเข้าไปหลายกิ่งทีเดียว เขารู้สึกอยากอาเจียนออกมาแล้วรสชาติไม่อร่อยเลย ยี๊! จนกระทั่งฝืนกลืนลงไปหมดแล้วเขาจึงตักน้ำในตุ่มทองเหลืองขึ้นมาดื่มน้ำนี้เป็น้ำสะอาดจึงสามารถดื่มได้ เขาดื่มน้ำอึกๆ สีหน้าแย่มากราวกับกินยาขมขื่นเข้าไปอย่างไรอย่างนั้นเมื่อดื่มน้ำแล้วเขาก็ตักน้ำล้างหน้าล้างมือบ้วนปาก จากนั้นก็ออกจากห้องปลดทุกข์
ขันทีเห็นเฉินมู่อิ๋งออกมาแล้วก็พากลับไปที่ตำหนักเฉินมู่อิ๋งเดินตามไป สีหน้าไม่ค่อยดีนัก หน้าขาวซีดยิ่งกว่าเดิม เดิมทีผิวเขาก็ขาวราวกับหิมะอยู่แล้วเพราะไม่ค่อยได้ออกแดดสักเท่าไหร่ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะอยู่ในเรือน ขันทีเห็นสีหน้าคุณชายน้อยย่ำแย่มากจึงถามอย่างเป็ห่วง“คุณชาย ท่านเป็อะไรรึ?”
“ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบายขอรับปกติแล้วข้าน้อยก็ป่วยมาั้แ่เล็กๆ สามวันดีสี่วันไข้อยู่แล้วขอรับ”เฉินมู่อิ๋งตอบ พลางแอบจับชีพจรตัวเอง เขารู้สึกว่าชีพจรเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าไม่ปกติอย่างยิ่ง อืม นี่แหละ ดีแล้ว ต้องรีบให้หมอหลวงตรวจเร็วๆหลังจากนั้นก็รีบกลับจวนไปกินยาแก้พิษเจี้ยจู๋เถา
“อ่อ” ขันทีส่งเสียงคำหนึ่งเฉินมู่อิ๋งก็เดินตามกลับไป จนกระทั่งถึงตำหนัก ก็เห็นคนๆ หนึ่งอายุแก่กว่าท่านพ่อ ยืนอยู่ในห้อง เดาว่าคนๆ นั้นคงเป็หมอหลวงแล้วเขาก็เดาไม่ผิดเพราะได้ยินฮ่องเต้สั่งว่า “เฉินมู่อิ๋งรีบมาเร็วๆหมอหลวงมารอสักพักแล้ว”
“พะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งเดินเข้าไปในห้อง เดินไปหาหมอหลวงเขากุมมือคารวะหมอหลวง “ท่านหมอหลวง”
หมอหลวงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาชี้นิ้วให้เฉินมู่อิ๋งนั่งที่เก้าอี้เฉินมู่อิ๋งก็นั่งที่เก้าอี้ ยกแขนวางบนโต๊ะ หมอหลวงก็ยื่นมือไปจับชีพจรทันที
สายตาของทุกคนมองหมอหลวงกับเฉินมู่อิ๋งเป็ตาเดียวสักพักหมอหลวงก็ดึงมือออก แล้วหันไปกุมมือรายงานฮ่องเต้ว่า “ชีพจรของเด็กคนนี้ผิดปกติมากเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว แสดงว่าเขาเป็โรคหัวใจพะย่ะค่ะ”
“อ่อ รักษาได้หรือไม่?” ฮ่องเต้ถามหมอหลวงส่ายหน้า “ไม่มีทางรักษาพะย่ะค่ะ”
“น่าเสียดาย” ฮ่องเต้พูดออกมาเฉินมู่อิ๋งรีบกุมมือ “ฝ่าา ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบายยิ่งนักปกติแล้วข้าน้อยก็สามวันดีสี่วันไข้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วพะย่ะค่ะตอนนี้ข้าน้อยรู้สึกเวียนหัวมากเหลือเกิน”
เขาพูดแล้วก็ทำหน้าคล้ายจะร้องไห้หาแม่อย่างไรอย่างนั้นหมอหลวงพูดขึ้นมา “เมื่อกี้ข้าน้อยตรวจดูแล้วพบว่าคุณชายน้อยมีอาการคลื่นเหียนเวียนหัวควรให้รีบกลับไปพักรักษาตัว ดื่มยาสักสองสามเทียบก็น่าจะดีขึ้นพะย่ะค่ะ”
“พาเขาไปหาเสนาบดีเฉินแล้วให้เสนาบดีเฉินกลับไปได้แล้ว” ฮ่องเต้สั่ง ขันทีก็พาเฉินมู่อิ๋งไปส่ง เมื่อเจอเสนาบดีเฉินขันทีก็บอกว่า “คุณชายน้อยไม่ค่อยสบาย ฝ่าาจึงให้ท่านรีบพาคุณชายน้อยกลับจวนไปรักษาก่อน”
“อ่อ ขอบคุณมาก” เฉินจงกุ้ยมองลูกเห็นสีหน้าลูกไม่ค่อยดีนักเขาจึงรีบพาลูกกลับจวนทันที ก่อนจะขึ้นรถม้าเฉินจงกุ้ยก็สั่งให้คนไปตามติงเฟิ่งเหล่ยทันทีเขาไม่รู้ว่าลูกเป็อะไร จู่ๆ ก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีเลยหลังจากนั้นรถม้าก็วิ่งกลับจวนไป
ภายในรถม้าเฉินมู่อิ๋งก็บอกท่านพ่อว่า “ท่านพ่อ ข้า้ายาลางจู๋ชู่(朗珠树 ต้นรางจืด)”
เฉินจงกุ้ยมียาลางจู๋ชู่ติดตัวเพราะยานี้ใช้แก้พิษได้หลากหลายชนิด อย่างเช่นถอนพิษ แก้เมา ฯลฯ เขาหยิบยาให้ลูกเฉินมู่อิ๋งรับยาไปดมกลิ่นแล้วกลืนทันที เฉินจงกุ้ยส่งน้ำให้ลูกเฉินมู่อิ๋งดื่มน้ำอึกๆ แล้วเล่าว่า “ฝ่าาให้หมอหลวงมาตรวจข้าข้าจึงกินกิ่งเจี้ยจู๋เถาเข้าไปขอรับ”
“โถลูก” เฉินจงกุ้ยสงสารลูกจับใจ “เช่นนั้นต่อไปก็บอกใครๆว่าเ้าแข็งแรงขึ้นแล้วเถอะนะ พ่อไม่อยากให้เ้าต้องลำบากเช่นนี้เลย”
“ท่านพ่อ ให้ข้าอ่อนแอต่อไปเถอะขอรับคนคิดร้ายต่อพวกเรามีมากเหลือเกิน ไหนจะเสนาบดีไฉไหนจะศัตรูในที่ลับที่ท่านแม่พูดถึงอีก หากข้าแข็งแรงคนเ่าั้คงอยากให้ข้าตายไวๆ ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งพูดพลางเช็ดน้ำที่มุมปากเฉินจงกุ้ยเศร้าใจ “เป็เพราะพ่อเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาจึงทำให้เ้าต้องลำบากเช่นนี้”
“ข้าไม่ลำบากขอรับ” เฉินมู่อิ๋งบอกเฉินจงกุ้ยยิ่งภูมิใจในตัวลูกมากขึ้นอีก ลูกของเขาฉลาดเกิดเด็กวัยเดียวกันจริงๆหากเป็เด็กคนอื่นเจอสถานการณ์เช่นนี้คงถูกหมอหลวงตรวจเจอความลับไปแล้ว ไหนเลยจะยังปกปิดต่อไปได้อีกแต่นี่เขาฉลาดเฉลียวยิ่งนัก สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ในอนาคตลูกคงเอาตัวรอดได้แน่
เมื่อกลับถึงจวน สาวใช้ก็อุ้มคุณชายน้อยไปนอนในห้อง ติงเฟิ่งเหล่ยก็มาถึงพอดีเฉินม่านอิ๋งอาบน้ำเสร็จออกมาจึงรู้เื่จากปากสามี นางรีบไปดูลูกทันทีเห็นติงเฟิ่งเหล่ยกำลังตรวจลูกอยู่ก็ถามอย่างร้อนใจ “ท่านหมอลูกข้าเป็อย่างไรบ้าง?”
“ดีที่ท่านเสนาบดีเอายาลางจู๋ชู่ให้กินแล้วคุณชายน้อยจึงไม่เป็อะไรมากขอรับ เดี๋ยวให้กินยาลางจู๋ชู่อีกสัก 7 วันพิษเจี้ยจู๋เถาก็ถูกขับออกมาหมดแล้วขอรับ ่นี้ก็ให้คุณชายน้อยดื่มน้ำมากๆหน่อยจะได้ขับพิษได้เร็วขึ้นขอรับ” ติงเฟิ่งเหล่ยบอก เฉินม่านอิ๋งโล่งใจมากนางสงสารลูกเหลือเกิน ที่เขาต้องแสร้งทำตัวอ่อนแอหลอกผู้คนไปเรื่อยๆเพราะสามีนั้นเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้จึงมีศัตรูทั้งในที่ลับและที่แจ้งบางครั้งนางก็อยากให้สามีลาออกแล้วไปอยู่ชนบทดีกว่าแต่สามีก็ไม่อาจทิ้งฮ่องเต้ให้ผจญน้ำขุ่นเพียงลำพัง เฮ้อ...
หลังจากตรวจเสร็จแล้วติงเฟิ่งเหล่ยก็กลับไป เฉินม่านอิ๋งก็ปรึกษากับสามีเื่ลูกเฉินมู่อิ๋งก็นอนฟังท่านพ่อท่านแม่คุยกัน เขาไม่ได้พูดอะไรมากเพียงแต่บอกว่าเขาอยากทำตัวอ่อนแอแบบนี้ต่อไปจะได้หลอกศัตรูให้ตายใจเฉินม่านอิ๋งรู้ว่าลูกฉลาดมาก เขาฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกันมากนักเด็กอายุเท่านี้ย่อมอยากออกไปวิ่งเล่นสนุกสนานแต่อิ๋งเอ๋อร์นั้นกลับไม่สนใจจะไปวิ่งเล่น เขาชอบอ่านตำรา เขียนอักษรอยู่ในห้องนางก็ได้แต่ตามใจลูกเท่านั้น ไม่ว่าลูกอยากทำอะไรนางล้วนตามใจทุกอย่างเขาก็ไม่เคยทำให้นางต้องหนักใจสักครั้ง เขาคืออภิชาตบุตรโดยแท้
วันต่อมา เฉินจงกุ้ยก็เข้าวังคนเดียวส่วนเฉินมู่อิ๋งก็อยู่บ้านรักษาตัว เฉินจงกุ้ยกราบทูลฮ่องเต้ว่า เฉินมู่อิ๋งเป็ไข้รักษาไม่กี่วันก็หายแล้ว ฮ่องเต้จึงไม่ได้ให้หมอหลวงไปรักษาอีกทั้งหากเขาปฏิบัติต่อเสนาบดีเฉินพิเศษยิ่งกว่าคนอื่นก็จะยิ่งทำให้เสนาบดีเฉินมีศัตรูมากขึ้นอีกเขาจึงจำใจต้องรักษาระยะห่างระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางให้มากหน่อย
หลังจากอยู่บ้านกินยาครบ 7 วันแล้ว วันที่ 8เฉินมู่อิ๋งก็ตามท่านพ่อเข้าวังไปเรียนเป็เพื่อนองค์ชายทั้งสอง
องค์ชายเก้าดีใจมากที่เห็นเฉินมู่อิ๋ง “อิ๋งตี้เ้าหายดีแล้วหรือ?”
“หายแล้วพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งตอบองค์ชายเก้ายิ้มหน้าบาน “ตอนเ้าไม่มาข้าเหงายิ่งนัก”
“หึ!” องค์ชายใหญ่ส่งเสียงคำหนึ่งราชครูก็พูดว่า “เอาล่ะๆ ตั้งใจเรียนกันได้แล้ว”
หลังจากนั้นราชครูก็สอนเด็กทั้งสามองค์ชายเก้าก็ตั้งใจเรียนเหมือนเช่นเคยส่วนองค์ชายใหญ่ก็หาวแล้วหาวอีกเหมือนเช่นเคย เฉินมู่อิ๋งฟังผ่านหูไปเรื่อยๆ ตำราที่ราชครูกำลังสอนอยู่นั้นเขาท่องจำได้ขึ้นใจแล้วเนื้อหาในการสอนจึงน่าเบื่อสำหรับเขาอยู่บ้างแต่ได้ฟังอีกรอบก็ถือว่าเป็การทบทวนเถอะ
จนกระทั่งราชครูสอนเสร็จแล้วองค์ชายเก้าก็ชวนว่า“อิ๋งตี้ พวกเราไปนั่งกินขนมที่ศาลานั่นกันเถอะ”
เขาไม่รอให้เฉินมู่อิ๋งตอบรับก็หันไปสั่งจือกงกงว่า“ยกขนมไปที่ศาลา ข้าจะไปกินขนมที่นั่นกับอิ๋งตี้”
“พะย่ะค่ะ”จือกงกงรับคำสั่งแล้วหันไปสั่งลูกน้องอีกทอดหนึ่ง ขันทีก็ยกขนมน้ำชาไปวางที่ศาลาองค์ชายเก้าก็ดึงเฉินมู่อิ๋งไปที่ศาลา เฉินมู่อิ๋งลุกตามไป องค์ชายใหญ่มองตามทั้งสองไปแล้วหันไปมองนกบนกิ่งไม้
องค์ชายเก้าจูงเฉินมู่อิ๋งไปนั่งที่เก้าอี้ทั้งสองนั่งใกล้ๆ กัน องค์ชายเก้าก็เลื่อนจานขนมให้ทั้งจาน “เ้าต้องกินเยอะๆหน่อย เสด็จแม่บอกว่าเด็กที่กินเยอะๆ จึงจะแข็งแรง คงเป็เพราะเ้ากินน้อยเกินไปจึงได้อ่อนแอ”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” เฉินมู่อิ๋งหยิบขนมกินองค์ชายเก้าก็มองอย่างพอใจ ขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่ที่ศาลาองค์ชายใหญ่ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ศาลา เขานั่งลงอีกข้างของน้องชายเฉินมู่อิ๋งจึงลุกขึ้นถอยห่างออกไป องค์ชายใหญ่ไม่ค่อยชอบเขาเขาจึงพยายามอยู่ห่างๆ องค์ชายใหญ่ไว้หน่อย ขณะที่เขาเดินถอยไปนั้น พลัน! ถูกขันทีขององค์ชายใหญ่ชนจนเซตกน้ำไป ตู้ม!
“อ้า!” เฉินมู่อิ๋งร้องได้คำเดียวน้ำก็เข้าปากแล้ว เขาตกลงไปตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ สระน้ำนี้ลึกจนมิดหัวผู้ใหญ่ดังนั้นสำหรับเฉินมู่อิ๋งจึงลึกมาก องค์ชายใหญ่กับองค์ชายเก้าก็ใร้องออกมา “อ้า!”
ขันทีผิงซึ่งชนเฉินมู่อิ๋งตกน้ำรีบคุกเข่าลงไป“ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจๆ”
ส่วนคนอื่นๆ ก็ใทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ราชครูได้ยินเสียงร้องจึงลุกขึ้นมองเขาเห็นขันทีแตกตื่นจึงรีบวิ่งไปทันที “เกิดอะไรขึ้น!?”
“อิ๋งตี้ตกน้ำ” องค์ชายเก้าร้องตอบเขามองเฉินมู่อิ๋งซึ่งกำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ราชครูรีบพุ่งลงไปในน้ำทันทีตู้ม!
เขาว่ายน้ำไปหาเฉินมู่อิ๋งแล้วช่วยเฉินมู่อิ๋งขึ้นจากน้ำเขาส่งตัวเฉินมู่อิ๋งให้ขันทีที่อยู่ใกล้ที่สุด สั่งว่า “ช่วยขึ้นไปซิ!”
ขันทีสะดุ้ง!ยื่นมือไปจับเฉินมู่อิ๋งขึ้นมา เฉินมู่อิ๋งไอค่อกแค่กๆน้ำเย็นจนเขาหนาวสั่นเลยทีเดียว ่นี้แม้จะเริ่มเข้าสู่ปลายฤดูเหมันต์แล้วอากาศไม่หนาวมากนักแล้วก็ตามแต่น้ำยังเย็นอยู่ เขาตัวเปียกชุ่มโชกขึ้นจากน้ำไปนั่งหนาวอยู่ริมสระองค์ชายเก้าพุ่งไปถามอย่างเป็ห่วง “อิ๋งตี้ เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
“นะ...หนาว...” เฉินมู่อิ๋งตอบเสียงสั่นฟันกระทบกันดังกึกๆ ราชครูขึ้นจากสระมายืนหน้าถมึงทึงอยู่ข้างๆ เฉินมู่อิ๋งเขาสั่งบ่าวว่า “เตรียมน้ำร้อนเร็วเข้า”
“ขอรับ”บ่าวรับคำสั่งแล้วรีบไปเตรียมน้ำร้อนทันที ราชครูอุ้มเฉินมู่อิ๋งเข้าตำหนักไปอาบน้ำร้อนด้วยกันเฉินมู่อิ๋งกอดคอราชครูซุกหาไออุ่น หนาวจนปากเป็สีเขียว องค์ชายเก้าเดินตามไปองค์ชายใหญ่ก็เดินตามไปเช่นกัน เหล่าขันทีก็เดินตามเ้านายไปกันหมด
เมื่อถึงห้องอาบน้ำ ราชครูก็วางเฉินมู่อิ๋งลงยืนบนพื้น แล้วจับเฉินมู่อิ๋งถอดอาภรณ์ออกเฉินมู่อิ๋งดึงอาภรณ์เอาไว้ “ไม่ๆ ข้าไม่ถอดขอรับ”
“จะอายอะไรเล่ารีบถอดรีบอาบน้ำจะได้ตัวอุ่นๆ” ราชครูดุพลางดึงอาภรณ์ออกเฉินมู่อิ๋งสู้แรงผู้ใหญ่ไม่ได้ อาภรณ์จึงถูกถอดออกไปจนหมดเขารีบเอามือปิดของสงวนกลางตัวเอาไว้ ราชครูทันเห็นองคชาติกระจิ๋วหลิวเท่านิ้วก้อยก็หัวเราะ “ไม่ต้องอายไป อีกหน่อยก็ใหญ่ขึ้นเอง”
เฉินมู่อิ๋งหน้าดำทมึนไม่พูดไม่จารีบปีนลงอ่างน้ำทันที ราชครูจึงอุ้มเฉินมู่อิ๋งลงอ่างไปตัวเขาก็ลงอ่างไปด้วย เฉินมู่อิ๋งดิ้นๆจนหลุดจากมือราชครูแล้วรีบพุ่งไปอีกด้านของอ่างใหญ่ทันทีเขายืนหน้าตาถมึงทึงติดอ่างน้ำ มือปิดกลางลำตัวเอาไว้
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ