“หืม?”
“การฝึกตนหยุดนิ่ง?”
“ถอนหมั้น?”
มู่เสินฉวนตกตะลึงเล็กน้อย
ทำไมเื่นี้ถึงฟังดูคุ้นหูจัง
เหมือนกับการฟื้นคืนชีพของบุคคลไร้ค่าในนิยายออนไลน์สมัยใหม่อย่างไรอย่างนั้น
หรือว่า...
มู่เฉินจะเป็บุตรแห่งโชคชะตาและพื้นฐานการฝึกตนของเขาได้ถูกดูดกลืนโดยปรมาจารย์ที่อยู่ในแหวน?
บางทีอาจเป็ไปได้!
มู่เสินฉวนเคาะนิ้วบนโต๊ะและครุ่นคิด
การแต่งงานครั้งนี้ถูกกำหนดโดยเขาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
ในเวลานั้นเขาสนิทกับตระกูลหวัง และทั้งสองตระกูลก็ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง
แต่ถึงแม้ตระกูลมู่จะเสื่อมถอยลง แต่ตระกูลหวังก็ไร้เหตุผลที่จะแพร่งพรายข่าวเช่นนี้
เื่การแต่งงานครั้งนี้ ควรปล่อยให้มันผ่านไปเงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือ?
ทันใดนั้น มู่เสินฉวนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ดวงตาของเขาค่อยๆ ฉายแววดุดันขึ้น
“ดูเหมือนว่าตระกูลหวังกำลังวางแผนโจมตีตระกูลมู่ของเรา!”
เมื่อผู้าุโได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็ตกตะลึง และรีบเอ่ยถาม
“ผู้นำตระกูลท่านรู้ได้อย่างไร?”
มู่เสินฉวนกระตุกยิ้มหยันแล้วตอบกลับ
“ข้าไม่ได้ปรากฏตัวเป็เวลาถึงสิบปีพวกเขาเพียงแค่้ายืนยันว่าข้าตายไปแล้ว หรือทะลวงพลังไปถึงระดับตำหนักม่วงได้แล้วกันแน่”
“ถ้าข้ายังมีชีวิตอยู่ตามนิสัยของข้า ข้าจะไปที่ตระกูลหวังเพื่อพูดคุยเื่นี้”
“ถึงเวลานั้นพวกเขาก็อ้างได้ว่ามันเป็ข่าวลือที่แพร่กระจายจากผู้คนภายนอก และหาข้อแก้ตัว”
“แต่ท้ายที่สุดแล้วการแต่งงานของมู่เฉินก็จะถูกยกเลิกอยู่ดี โดยใช้ถ้ำหลิงซูเป็ข้ออ้าง”
“แต่ถ้าข้าไม่ไปนั่นแสดงว่าข้าตายไปแล้ว”
“ด้วยนิสัยที่ระแวดระวังของผู้นำตระกูลหวังเขาจะต้องส่งหวังเยี่ยนหรันมาที่ตระกูลมู่เพื่อขอถอนหมั้น จากนั้นก็ทำทีเป็ขอพบข้าเพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาคาดเดาไว้”
“และเมื่อทุกอย่างได้รับการยืนยันแล้วตระกูลหวังก็จะรวมตัวผู้แข็งแกร่ง และบุกโจมตีตระกูลมู่ของเรา!”
มู่เสินฉวนวิเคราะห์บริบทของเื่ราวด้วยเหตุผล และผู้าุโทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เปลี่ยนสีหน้าเมื่อพวกเขาได้ยิน
นอกจากความใแล้วพวกเขายังมีความสงสัยเล็กน้อยในใจ
ก่อนหน้านี้ ทุกคนรับรู้เพียงว่ามู่เสินฉวนเป็คนที่ทำอะไรเด็ดขาดและรวดเร็ว
ใครจะไปคิดว่าหลังจากได้ยินความคิดชุดนี้มันทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วจิตใจของเขาละเอียดอ่อนมาก และมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาคิดไม่ถึงด้วย
หรือว่าหลังจากฝ่าทะลุไปยังระดับตำหนักม่วงแล้วจิตใจของผู้ฝึกตนก็จะลึกซึ้งเกินหยั่งถึงเช่นนี้ด้วย?
แต่แม้จะใคร่สงสัย ถึงอย่างนั้นด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ก็ยังไร้ผู้ใดจะคิดให้มากความ
และในเวลานี้ผู้าุโสามก็ได้ถามต่อทันทีว่า “ผู้นำตระกูล ถ้าอย่างนั้นเื่ที่ตระกูลหลี่ยึดเหมืองเหล็กดำก่อนหน้านี้ อาจมีจุดประสงค์เช่นนี้ด้วยหรือไม่”
มู่เสินฉวนส่ายหัว
“ตระกูลหลี่ต่างจากตระกูลหวังพวกเขาควบคุมสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงตัวนั้นไม่ได้ แม้พวกเขาจะรู้ว่าข้าตายแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าทำาเต็มรูปแบบกับตระกูลมู่ของเรา”
“เพราะนั่นจะทำให้ตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลได้ผลประโยชน์ไป”
“แต่ตระกูลหวังนั้นแตกต่างออกไปพวกเขามีบรรพบุรุษที่อยู่ในระดับครึ่งก้าวตำหนักม่วงซ่อนตัวอยู่!”
“เท่าที่ลองคำนวณดูจากเวลาอายุขัยของเขาน่าจะเหลือไม่มากแล้ว”
“ในสนามรบที่ถึงขั้นสังเวยชีวิตคนในตระกูลหวังจะไม่สูญเสียกำลังพลมากนัก”
ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้ออกมาทุกคนก็ตกตะลึง
ตระกูลหวังนั้นร้ายกาจยิ่งนัก!
มีบรรพบุรุษระดับครึ่งก้าวตำหนักม่วงอยู่ในตระกูล!
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะกล้าทำกับตระกูลมู่แบบนี้!
ระดับครึ่งก้าวตำหนักม่วงได้เปลี่ยนปราณิญญาเป็ห้วงมหาสมุทรแล้วและภายใต้การต่อสู้ที่ทุ่มพลังไปแทบทั้งหมด มันจึงเป็เื่ง่ายที่จะฆ่าผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดของแก่นปราณหลายคน
แต่เมื่อตอนนี้ความจริงถูกเปิดเผยและมู่เสินฉวนก็มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทุกคนจึงไม่ได้กังวลอะไรมากนัก
ถึงอย่างไร ผู้นำตระกูลก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงเต็มตัวแล้ว
แม้ว่าตระกูลหวังจะมาโจมตีพวกเขาก็ไม่กลัว!
มู่อู่จี๋ถอนหายใจด้วยความโล่งอกรู้สึกเหมือนได้ยกหินก้อนใหญ่ในใจของเขาออกไป
จากนั้นเขาก็ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นผู้นำตระกูลจะจัดการกับเื่ถอนหมั้นอย่างไร”
ดวงตาของมู่เสินฉวนเป็ประกายเล็กน้อยไอสังหารปรากฏขึ้นมา
“ตระกูลหวังเนรคุณถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษข้าที่ไม่คิดถึงความสัมพันธ์ในอดีตก็แล้วกัน!”
“เมื่อหวังเยี่ยนหรันมาที่นี่เพื่อขอถอนหมั้นจงฆ่าพวกเขาทั้งหมดซะ!”
“ฮะ?”
“ผู้นำตระกูล!”
“หวังเยี่ยนหรันเป็ศิษย์ของถ้ำหลิงซูหากเราวู่วามฆ่านาง ข้าเกรงว่าจะทำให้ถ้ำหลิงซูกลับมาแก้แค้นเราได้”
ผู้าุโคนหนึ่งรีบเตือน
มู่เสินฉวนโบกมือและพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ถ้ำหลิงซูไม่เสี่ยงเป็ศัตรูกับผู้ฝึกตนที่ระดับตำหนักม่วงเพื่อศิษย์คนเดียวหรอก”
“แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นข้าก็ไม่กลัว”
“ดินแดนของเมืองชิงหยุนเป็สิ่งที่บรรพบุรุษของตระกูลมู่ของเราต่อสู้เอามันมาด้วยเืเนื้อ!”
“การประนีประนอมหนึ่งครั้งเท่ากับว่าเราจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่นตลอดไป!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตามองไปยังทุกคนที่อยู่ด้านล่าง และตะเบ็งเสียงเข้ม
“ข้าตัดสินใจแล้วไม่จำเป็ต้องพูดคุยอะไรกันอีก!”
“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”
“ตระกูลหวังเป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”
“หลังจากเื่นี้เสร็จสิ้นข้าจะรวมชิงหยุนเป็หนึ่งเดียว!”
เสียงอันทรงพลังดังก้องไปทั่วห้องประชุม
ผู้าุโทุกคนตื่นเต้น ความกล้าหาญพุ่งสูงขึ้น
ผู้นำตระกูลสมกับเป็ระดับตำหนักม่วงคนแรกของตระกูลมู่จริงๆ
ความกล้าหาญเช่นนี้หาได้ยากสำหรับคนทั่วไป
เกรงว่าอีกไม่นานเมืองชิงหยุนทั้งหมดก็คงจะถูกควบคุมโดยตระกูลมู่เป็แน่!
ทันใดนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ลุกขึ้น ทุกคนคำนับมู่เสินฉวน และพูดออกมาพร้อมกัน
“ขอรับ!”
“ผู้นำตระกูล!”
มู่เสินฉวนพยักหน้าพอใจ
ในวินาทีถัดมาเสียงกลไกก็ดังขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของมู่เสินฉวน
[ติ๊ง! ความสามัคคีของตระกูลของโฮสต์เพิ่มขึ้น ระบบให้รางวัลแห่งโชค 500 คะแนน]