ตอนที่ 41
5 วันก่อนงานเทศกาล...
ซุน ยังคงอาศัยสุราลมปราณเป็นหลัก ทะลวงผ่านชั้นลมปราณขึ้นมาอีกขั้นกลายเป็นชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 3 ช่วงเวลาฝึกฝนที่ผ่านมาร่วม ๆ 5 วัน ทำให้ซุน คุ้มชินกับน้ำหนักของ ขวานศิลาระดับที่ 2 ได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะยกขวานศิลาระดับ 3 ขึ้นมากวัดแกว่งได้
แน่นอนว่าการฝึกฝนเหล่านี้ คือการฝึกฝนในสภาวะปกติ โดยไม่ใช้พลังในการทรงร่างแม้แต่ครั้งเดียว!! เพราะเด็กหนุ่มเข้าใจดีว่าพื้นฐานร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการทรงร่างแม้จะได้พลังมหาศาลในรูปแบบต่าง ๆ ชั่วพริบตา แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น สามารถเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ แต่ไม่อาจนำมาเป็นปัจจัยหลักในการฝึกฝน...
เจ้าหมีใหญ่... หลังจากที่ถูก ซุน เล่นงานไปเมื่อคราวก่อนเมื่อมันได้สติกลับคืนมาก็รู้สึกนับถือในตัวของ ซุน อย่างมาก ทั้งที่ตนอายุมากกว่า ซุน ร่วม ๆ 5 ปี หากไม่นับรวมกับซ่งจื่อฮุ่ย ที่เป็นหญิงสาว เจ้าหมีใหญ่ กลายเป็นคนเดียวในตระกูลซ่ง ที่เข้ามาช่วยเป็นคู่ฝึกซ้อมให้กับซุน ทั้งยังเรียกขานเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าอย่างไม่นึกอายว่า... ลูกพี่ซุน!!
แม้ว่าเจ้าหมีใหญ่ จะไม่ได้แข็งแกร่งเป็นพิเศษอะไร พื้นฐานลมปราณพอๆ กับ ซ่งจื่อฮุ่ย เพราะเป็นคนโง่เขลา ไม่สันทัดในการฝึกยุทธ... แต่ทว่าในด้านพละกำลังเท่านั้นที่เจ้าหมีใหญ่ เหนือกว่านาง สามารถใช้ขวานศิลาระดับ 2 ที่มีน้ำหนัก 400 ชั่ง ได้อย่างคล่องแคล้วดุดัน...
“ฟาดฟัน!!” เจ้าหมีใหญ่ระเบิดพลังกระหน่ำฟาดฟัน เป็นกระบวนท่าขวานวายุที่มุ่งเน้นความดุดันต่อเนื่อง เกิดการโจมตีหลายจังหวะติดต่อกัน...
ซุน ใบหน้านิ่งสงบ...
“ตั้งมั่น!!”
ตูม! ตูม! ตูม!
ทุกการโจมตีของเจ้าหมีใหญ่ ถูกกระบวนท่าตั้งรับของ ซุน ปัดป้องได้อย่างสมบูรณ์ใช้การเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุด ยกขวานขึ้นป้องกัน โดยใช้พลังแห่งปฐพีเสริมส่งให้หยัดยืนมั่นคงดุจขุนเขาหากฝึกสำเร็จในขั้นสูง สามารถตั้งรับแม้แต่กองทัพนับร้อยได้เพียงลำพัง!!
เมื่อ เจ้าหมีใหญ่ เริ่มเหนื่อยหอบ ซุนก็ใช้การเลี่ยงหลบจนเจ้าหมีใหญ่เสียจังหวะ รู้สึกตัวอีกครั้งขวานศิลาไร้คมก็จ่อที่ลำคอเสียแล้ว...
“ยะ...ยอมแพ้แล้ว ลูกพี่” เจ้าหนีใหญ่ ทิ้งขวานในมือทันทียังคงแก้นิสัยขวัญอ่อนใจเสาะไม่ได้
ซ่งจื่อฮุ่ย โผกระโจนเข้ามากอดคอ ซุน ด้วยความดีใจ...
“สำเร็จแล้วนะ!!ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะฝึกฝน [ปัดกวาด] [ฟาดฟัน] หรือแม้แต่ทักษะที่ฝึกได้ยากอย่าง [ตั้งมั่น] ได้ในเวลาแค่ 5 วันเท่านั้นเอง เจ้านี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ เลย”
นางดูคล้ายจะถึงเนื้อถึงตัว ซุน มากขึ้นเรื่อย ๆโดยไม่มีความเคาะเขิน กลับเป็น ซุน เสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนทุกคราไปอดไม่ได้ที่จะยิ้มรับแห้ง ๆ จิตใจสั่นไหวทุกคราที่หน้าอกหน้าใจของนางเบียดเสียดเรือนร่างหนุ่มฉกรรจ์ของตน...
“พะ...พอก่อนเถอะ แม่นางซ่ง ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะรู้เกี่ยวกับการประลองในงานนี้...เมืองบุปผาแดงเป็นเมืองใหญ่ ดังนั้นผู้เยาว์ภายในเมืองคงมีนับพันนับหมื่นคนทั้งยังได้ยินว่าไม่มีการจำกัดพรรคตระกูลที่จะเข้าร่วม ทุกขุมกำลังย่อมต้องการชื่อเสียงฉะนั้นคงมีจำนวนผู้เข้าประลองไม่น้อย แต่ที่ข้าอยากรู้ก็คือมีใครบ้างที่เป็นตัวเต็งในการประลองครั้งนี้...”
นางแสดงสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย...
“นั่นสินะ หากเอ่ยถามข้าแล้วล่ะก็ คงมีหลายคนในเมืองนี้ที่มีฝีมือเหนือกว่าข้าแต่ในหมู่ผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งอย่างโดดเด่นจริง ๆ มีเพียง 2 คน เท่านั้นและยังเป็นผู้ที่ครอบครองอันดับ 1 และ 2 ในการประลองครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อปีก่อน...
หนึ่งเลยคือ ฉีลู่ชิง จากตระกูลฉี... แม้ว่าตระกูลฉีจะไม่มีสำนักของตนเองแต่ก็เป็นผู้ที่คอยหนุนหลัง สำนักหงส์สราญ ตัวของ ฉีลู่ชิง เป็นศิษย์หลักอันดับ 1ของสำนัก มีความสามารถด้านวรยุทธเป็นเลิศจนถูกจับตามอง นางเพิ่งจะอายุเพียง 17 ปีแต่บรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 7 เข้าไปแล้ว...
และอีกคนก็คือผู้ที่อยู่ในระดับชั้นลมปราณสูงสุดในหมู่ผู้เยาว์ของเมืองบุปผาแดงแห่งนี้... ทายาทตระกูลหานที่ถือครองป้ายเหล็กเช่นเดียวกับตระกูลข้า นามว่า หานเฉียง ปัจจุบันมันอายุ 19ปีเท่ากับข้า แต่บรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 เข้าไปแล้ว... เจ้าจำชายหนุ่มร่างกำยำที่พกดาบและเป็นศิษย์น้องของ เกาทงหลิน ได้หรือไม่ คนผู้นั้นแหละคือ หานเฉียง...”
ซุน ขมวดคิ้วขึ้นในทันที แน่นอนว่า ซุน เกือบจะปะทะกับคนผู้นั้นมาแล้วหากไม่ได้ ฉีลู่ชิง มาห้ามปรามเอาไว้... ในตอนนั้น ฉุน สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งจากหานเฉียง ได้แจ่มชัด คาดว่าคงมีพลังฝีมือได้ด้อยไปกว่า มือปราบเฉิน ที่ ซุนเคยสังหาร(ตอนที่ 27)
แต่ในครั้งนั้นที่ ซุน สามารถเอาชนะได้ เพราะอีกฝ่ายประมาทเลินเล่อและ ซุน ถือครองกระบี่ราชวงศ์ในมือ ทว่าหากเป็นการประลองที่เท่าเทียมแล้วล่ะก็ฝีมือของ ซุน ยังห่างชั้นกับ มือปราบเฉิน อยู่มากนัก...
“แล้ว เกาทงหลิน เล่า?! ไม่แน่ว่าเจ้านั้นอาจขึ้นประลองด้วยก็เป็นได้...”ซุน เอ่ยถามย้ำ
แต่หญิงสาวส่ายหน้าทันที...
“ไม่มีทาง... เกาทงหลิน มีตำแหน่งเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้ ที่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพทำให้มีสถานะที่เหนือกว่าผู้เยาว์ทั่วไป ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประลองในเวทีเล็ก ๆอย่างงานเทศกาลเมืองนี้ได้ นั่นคือกฎของสมาพันทำเนียบยุทธภพ เว้นแต่จะเป็นการประลองในเวทีใหญ่ที่สมาพันฯจัดขึ้นมาเท่านั้น...”
“งั้นหรือ?! แปลว่าคู่ต่อสู้ที่สำคัญของข้า คงมีเพียงคุณหนูฉี และ หานเฉียง งั้นสินะ... ทั้งสองมีพื้นฐานลมปราณสูงกว่าข้าเกือบ 2ระดับชั้นพลัง ต่อให้ข้าเอาชนะคนใดคนหนึ่งได้ แต่ก็มีโอกาสพ่ายแพ้ให้กับอีกคนอยู่ดีเพราะเป็นการประลองต่อเนื่องที่จบใน 1 วัน...” ซุน แสดงสีหน้าครุ่นคิด
ส่วนตัวแล้วหากพร้อมสมบูรณ์ ซุน มั่นใจว่าตนคงไม่แพ้ทั้งคู่โดยง่ายแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะโดยง่าย... ฉีลู่ชิง และ หานเฉียง เป็นตัวเต็งในการประลองคงถูกจัดให้อยู่คนละสายแล้วได้ไปเจอกันในรอบชิงชนะเลิศเพื่อความเป็นสีสัน ดังนั้นในเมื่อเป้าหมายของซุน ก็คือตำแหน่งชนะเลิศเช่นกัน โอกาสที่จะต้องเผชิญหน้ากับทั้งคู่ย่อมเป็นไปได้สูงมาก
“อยากได้หลักประกันหรือไม่เล่า?!”สุ่มเสียงของ เฒ่าชีเปลือย กล่าวโพรงขึ้นพร้อมแสยะยิ้มมีเลศนัยทำเอาเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะกดหัวคิ้วต่ำ
“เจ้าเสนอสิ่งใดพร้อมรอยยิ้มแบบนั้น ล้วนไม่เคยเป็นเรื่องดี...” ซุนตอบกลับอย่างไร้เยื่อใจ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อย่ารีบปฏิเสธเช่นนั้นสิ ครั้งนี้ข้านึกเวทนาเจ้าจริง ๆ จึงอยากช่วยเหลือ...หากปล่อยให้เจ้าลงประลองและพ่ายแพ้ในเวทีเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็ย่อมต้องเสียชื่อข้าที่เป็นผู้ติดตามเด็กน้อยอย่างเจ้ากันพอดี!! และวิธีนี้เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องไปสังหารผู้ใดเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกด้วยสนใจฟังข้อเสนอหรือไม่เล่า?!”
ซุนได้ยินเช่นนั้น ก็ครุ่นคิดหนักทันที... เพราะสิ่งที่ ซุน ไม่อยากทำเท่าไหร่ก็คือการสังหารผู้อื่นที่มิใช่ศัตรูตามอุปนิสัยกระหายเลือดของเฒ่าชีเปลือย... แต่หากสิ่งที่จิตวิญญาณชราเสนอขึ้นมิได้เบียดเบียนชีวิตผู้ใด ก็นับว่าน่าสนใจยิ่ง...
“ไหนเจ้าลองว่ามา...”
เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้มขึ้น ก่อนจะเล่าถึงวิธีการ...
“!!!!!!!!!!!!!” ซุนเบิกตากว้างขึ้นทันที
“ทำเช่นนั้นได้ด้วยงั้นหรือ!!”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร?! ลำพังข้าจะชุบเลี้ยงแมวสักตัวให้กลายเป็นพยัคฆ์ใยจะเป็นเรื่องยากเย็น หากแต่ข้าเองก็ต้องสูญเสียพลังวิญญาณเป็นการแลกเปลี่ยนดังนั้นข้าจึงไม่ค่อยอยากจะทำเท่าใดนัก เว้นเสียแต่จะนึกเวทนา... กราบกรานในความเมตตาของข้าเสียสิ!!” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางขึ้นไปนั่งบนศีรษะของเด็กหนุ่ม
ทำเอา ซุน ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ มองเห็นถุงอัณฑะอยู่เหนือคิ้วตนอยู่รำไร...พยายามปัดกวาดมือสองข้างเหนือศีรษะเพื่อขับไล่ แต่มือก็ทะลุผ่านร่างของ เฒ่าชีเปลือยไม่อาจทำอะไรร่างจิตวิญญาณนี้ได้ ซ้ำยังกระตุ้นเฒ่าชราให้ขำขันยิ่งขึ้นเสียอีกด้วยความชอบใจ...
และในมุมมองของคนภายนอก อย่าง ซ่งจื่อฮุ่ย และ เจ้าหมีใหญ่ที่ไม่อาจสัมผัสและมองเห็นได้ถึงการคงอยู่ของ เฒ่าชีเปลือย ล้วนงุนงงกับท่าทีประหลาดของซุน ที่มิต่างพยายามปัดแมลงวันที่บินวนรอบ ๆ ทั้งที่ไม่ได้ปรากฏสิ่งใดให้เห็น...
หลังแสดงท่าทีประหลาดได้ไม่นาน ซุน ก็สืบเท้ามายังหญิงสาว และเจ้าหมีใหญ่...
“ยังเหลือเวลาอีก 5 วัน กว่าจะถึงวันงานเทศกาล... ดังนั้นตั้งแต่คืนนี้ข้าขอใช้เวลาพักฟื้นร่างกายสักระยะพวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง หากข้าไม่ออกจากเรือนพัก 2-3 วัน และไม่ต้องเข้าไปรบกวนข้าด้านในด้วย”
ทั้งคู่งุนงงเล็กน้อย ทั้งที่ใกล้จะถึงวันประลองอยู่รอมร่อ แต่ ซุนยังออกปากจะเก็บตัวพักเสียหลายวันแทนที่จะฝึกฝน ซึ่งมันผิดวิสัยอยู่ไม่น้อยหากแต่ทั้งคู่ก็ไม่อาจที่จะห้ามปราม ได้แต่พยักหน้าตอบรับ... มู่เจี้ยนที่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ก็มีความสงสัยเช่นกัน แต่ก็เลือกที่จะทำตามหน้าที่ ไม่เอ่ยถามสิ่งใด...
ภายในคืนนั้น...
ซุน ปิดประตูหน้าต่างทุกบานของเรือนพักแรม... ทั้งยังบริกรรมคาถาสร้างขอบเขตอาคมป้องกันไว้อีกหลายชั้นเรียกได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมที่ไม่ค่อยจะพบเห็นนัก...
“นี่ เฒ่าชีเปลือย เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่พลาด?! หากข้าต้องหมดสติไปร่วมเดือนจนฟื้นไม่ทันการประลอง เพราะฝืนทำเช่นนี้ รับรองว่าข้าไม่ให้อภัยเจ้าแน่ๆ” เด็กหนุ่ม เค้นเสียงดุขึ้น
“เอ่อน่า... มีข้าอยู่ด้วยทั้งคน ลืมไปแล้วหรือว่าถ้าเจ้าไม่ข้าเจ้าตายไปนานแล้ว!! ในดินแดนแห่งนี้ผู้ที่เจ้าควรเชื่อใจได้มากที่สุดจะมีใครอื่นได้อีกนอกจากข้า เพราะข้าคือผู้ที่นำพาเจ้ามาที่นี่...” เฒ่าชีเปลือยกล่าวพลางแสยะยิ้ม...
ซุน ถอนหายใจเล็กน้อย... ก่อนจะเปิดแหวนมิติเก็บของ หยิบเอาไหสุราจากภายในนั้นออกมาถึง3 ไห ส่งกลิ่นที่คละคลุ้งรุนแรงกระจัดกระจาย หากไม่วางอาคมกำกับเอาไว้ล่ะก็ กลิ่นสุราอาจครอบงำพื้นที่ตระกูลซ่งไปแล้ว...
“นี่คือ สุราลมปราณ ที่ดีสุดในการเพิ่มพูนพื้นฐาน... แต่ในขณะเดียวกันความรุนแรงของฤทธิ์สุราก็มหาศาลตามไปด้วย ข้าเคยเผลอกินเข้าไปคำหนึ่ง บอกตามตรงว่ามันเกือบทำให้ข้าตายได้เลยจากความรุนแรงที่แทบจะระเบิดเส้นลมปราณของข้า... ทั้งยังเมาค้างไปร่วม 3 วัน!!” ซุน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น เพียงแค่ได้กลิ่นสุรา 3 ไหนี้ ก็ขนลุกแล้ว
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะ หึหึ ในลำคอ...
“นี่แหละกำลังดี... พร้อมนะไอหนู...”
ซุน สูดหายใจลึกก่อนจะพยักหน้าตอบรับ... ชั่วพริบตานั้นเอง เฒ่าชีเปลือยพลันกระโจมเข้าสิงสู่ร่างของ ซุน!! มันคือการเข้าสิงสู่ในลักษณะเดียวกับที่เคยสังหารกวาดล้างจวนผู้ว่าจินหงหากแต่ครั้งนี้ล้วนเป็นเจตนาร่วมกันของทั้งคู่
จิตวิญญาณของ ซุน ถูกผลักออกมาจากร่างกายหยาบ...
เฒ่าชีเปลือย เข้าควบคุมร่างเด็กหนุ่มแทนที่อย่างสมบูรณ์...
“เอาล่ะนะ!!” เฒ่าชีเปลือย จับคว้าไหสุราเบื้องหน้า พร้อมกระดกรวดเดียวประหนึ่งน้ำเปล่า!! เพียงไม่กี่สิบอึดใจ สุราไหแรกก็หมดเกลี้ยงทุกหยด
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! รสชาติดีจริง ๆ!! สมเป็นยอดสุราของดินแดนแห่งนี้!!” เฒ่าชีเปลือย หยิบไหสุราที่สอง และที่สามเทเข้าปาก โดยใช้ลมปราณควบคุมน้ำสุรามิให้กระฉอกออกไปแม้สักหมด ทั้งยังกลืนกินสุราเหล่านั้นหายเข้าไปในร่างอย่างรวดเร็ว
เพล้ง! เพล้ง!
เสียงไหสุราว่างเปล่า ที่ถูกทิ้งจนแตกกระจาย...
ฤทธิ์สุราทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มเปลี่ยนสีแดง!!
หากในเวลานี้ ผู้ควบคุมร่างคือจิตวิญญาณของ ซุน แล้วล่ะก็คงมีเพียงความตายที่เฝ้ารออยู่ ไม่อาจควบคุมฤทธิ์สุรา และลมปราณมหาศาลที่ปะทุแผ่ซ่าน...แต่ในเมื่อผู้ควบคุมร่างเวลานี้ คือสุดยอดจิตวิญญาณปริศนาอย่าง อาเมนดูเอล ฤทธิ์สุราเหล่านี้มิต่างอะไรกับนมแพะอุ่น ๆ เท่านั้น!!
ดวงวิญญาณของ ซุน ที่เฝ้ามองดูอยู่ อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นในผลลัพธ์...
...............................................
**ขออภัย ที่วันนี้สะดวกอัพแค่ 1 ตอนเท่านั้น**