เผ่าวิญญาณร่างใหญ่คนหนึ่งเห็นมู่เชียนทำราวกับพวกเขาไม่มีตัวตน ก็เดินเข้ามาขวางทางนางไว้พร้อมกับยกฝ่ามือหนึ่งขึ้นคิดจะตบนาง ทว่าหางอสรพิษขนาดใหญ่ของเสี่ยวจือจือพลันกวาดเข้าใส่
ชายร่างใหญ่ยิ้มเยาะ คิดจะใช้ท่าร่างแปลกประหลาดหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้อีกครั้ง แต่เมื่อคิดย่างเท้าก็พบว่าพลังวิญญาณของเขาไม่มีอยู่อีกแล้ว ภายในร่างนั้นกลวงเปล่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เปรี้ยงง..” ไม่ทันแปลกใจ ร่างของคนผู้นั้นก็ถูกหางอสรพิษหยกดำฟาดกระเด็นออกไป แรงมหาศาลเบียดทำลายยันต์ในร่างจนสิ้น ก่อนร่างจะร่วงลงพื้นก็กลับกลายเป็นละอองสีฟ้าไปเสียแล้ว
คนที่เหลือเห็นเสี่ยวจือจือร้ายกาจเพียงนี้ก็พุ่งเข้ามาคิดจะจัดการนางทว่าก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน พวกมันหาปราณธาตุวิญญาณในร่างตนไม่พบ
กับชาวเผ่าวิญญาณนั้นปราณวิญญาณคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ที่พวกมันทุ่มเทฝึกฝนมาตลอดชีวิต ไม่รู้ต้องใช้แรงและเวลาไปมากเท่าไหร่จึงมาถึงขั้นนี้ วันนี้จู่ๆสูญเสียไปอย่างง่ายดายจึงรู้สึกแตกตื่นอย่างมาก
“เจ้าทำอะไรพวกข้า…” เสียงเอ่ยตื่นตระหนก พร้อมกับร่างชุดดำสามร่างพุ่งเข้ามาหามู่เชียน คิดจะสอบถามนาง ทว่าเพียงถูกมู่เชียนสะบัดฝ่ามือใส่เบาๆ ร่างเหล่านั้นก็พลันแตกสลายยันต์ถูกทำลายไปอีกเช่นกัน… คนที่เหลือเห็นดังนี้ก็ย่อมไม่กล้าเข้ามาใกล้นางแล้ว
ยามนี้พวกมันอ่อนแอไม่ต่างจากคนธรรมดา เกรงว่าเพียงลมหายใจเดียวของนางก็สามารถเอาชีวิตพวกมันได้
ฉู่หมิงฮ่าวเฝ้ามองร่างของมู่เชียนเดินกลับเข้ามาหาพวกตนอย่างช้าๆ เงาร่างเล็กที่แสนเก่งกาจ ทว่าสง่างามเต็มไปด้วยความมั่นใจนั้นมีประกายบางอย่างห้อมล้อม องค์ชายผู้ด้อยประสบการณ์ย่อมไม่เคยพบหญิงสาวที่ทั้งกล้าหาญและเก่งกล้าเช่นนี้ จึงเผลอจ้องมองจนเหม่อลอย
เด็กสาวเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าอิงอู่หลาน หนานจื่อชิ่งและ ฉู่หมิงฮ่าว.. ที่ยังยืนงุนงงอยู่พร้อมกับรอยยิ้มเอ่ยเสียงใส
“บ่าวปัดกวาดเส้นทางเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เชิญนายท่านทั้งหลายตามสบาย”
หญิงสาวหยอกล้อบรรดาผู้เฝ้ามองที่ทำราวกับนางเป็นองครักษ์ที่คอยจัดการอุปสรรคเบื้องหน้าอย่างสนุกสนาน ไม่ทันสังเกตสายตาของฉู่หมิงฮ่าวที่จ้องมองนางอยู่อย่างเผลอไผลและชื่นชม
“ศิษย์น้องเจ้าใช้วิธีใดจัดการคนพวกนั้น..” อิงอู่หลานงุนงงไม่น้อยจึงเอ่ยถามออกมา
“พิษน่ะเจ้าค่ะ พวกท่านก็เคยเห็นแค่คราวนี้เป็นพิษสลายปราณธาตุ ข้าไม่อยากเสียเวลาสกัดพิษเฉพาะบุคคล จึงเพียงทำให้พวกเขาสูญเสียปราณวิญญาณไปเท่านั้น”
เมื่อครู่ที่วิ่งวนไปทั่วก็เพื่อวิเคราะห์ปราณวิญญาณเหล่านั้นเพื่อสร้างเป็นพิษที่เหมาะสมเท่านั้น น่าแปลกที่ปราณวิญญาณในร่างพวกเขาทั้งหมดเหมือนกันอย่างมาก ราวกับเป็นคนๆเดียวกัน นางจึงไม่จำเป็นต้องใช้ปราณที่แตกต่างสำหรับคนแต่ละคนเลย
นับจากสำเร็จปราชญ์ยุทธ์นางก็ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกแก้วรวบรวมปราณธาตุสร้างธาตุพิษอีกแล้ว อีกทั้งนางสามารถควบรวมธาตุพิษเหล่านั้นให้เกิดเป็นรูปร่างได้อีกด้วย ธนูปราณเมื่อครู่แท้จริงก็คือหมื่นธาตุพิษในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง
“พิษ….เจ้าคือผู้ใช้พิษหรือ ?!” ฉู่หมิงฮ่าวเอ่ยอย่างตื่นตะลึง
ผู้ใช้พิษส่วนมากล้วนแต่เป็นมารร้ายที่โหดเหี้ยม เหตุใดหญิงสาวที่ดีงามเพียงนี้จึงกลายเป็นผู้ใช้พิษไปได้ ความคาดหวังบางอย่างในใจเริ่มแตกร้าว…
“ใช้พิษได้ก็คือผู้ใช้พิษแล้วหรือ….?!” อิงอู่หลานหันไปสะบัดเสียงใส่ฉู่หมิงฮ่าวอย่างไม่พอใจ
“นางไม่เพียงใช้พิษได้ ทั้งยังเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์สูงสุดของสำนักเรา จากการทดสอบพรสวรรค์ ไม่ว่าวิถีปราณยุทธ์ วิถีโอสถ วิถีปราณโอสถ วิถีสัตว์อสูร วิถีพฤกษา นางล้วนมีพรสวรรค์สูงสุดทั้งหมด”
“เป็นไปได้หรือ ?” องครักษ์แคว้นฉู่ผู้หนึ่งอุทานขึ้นอย่างสงสัย … แม้จะรู้ว่านางเก่งกาจทว่าคำโอ้อวดมากมายนั้นล้วนเกิดจากข่าวลือ การที่คนผู้หนึ่งจะมีพรสวรรค์สูงสุดในทุกด้านนั้นเขาทำใจให้เชื่อได้ยากจริงๆ
องค์ชายแห่งแคว้นฉู่รีบหันไปมองหนานจื่อชิ่งอย่างคิดจะขอคำยืนยัน ทว่าผู้เป็นนายยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด เหล่าองครักษ์ที่ชื่นชมนางอย่างมากอยู่แล้ว เห็นมีคนที่สงสัยในความสามารถของผู้ที่ตนยกย่องก็รีบชิงเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาแทน
“นอกจากนั้นนางยังปราชญ์ยุทธ์อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์”
“เป็นผู้ฝึกปราณโอสถที่มีปราณธาตุทั้งเจ็ด”
“อายุ 15 ปีก็สามารถปรุงโอสถได้เทียบเท่าปราชญ์โอสถผู้หนึ่ง”
“สามารถปลุกภูติพ..”
“พอแล้ว… ” หนานจื่อชิ่งยกมือห้ามพวกเขาไว้ องครักษ์ที่เกือบหลุดปากพูดความลับของแคว้นออกมารีบก้มหน้าถอยไปยืนด้านหลังทันที หนานจื่อชิ่งมองฉู่หมิงฮ่าวแล้วเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น
“นางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นต้าหนานเรา”
คำยืนยันมากมายก็ไม่อาจเชื่อถือได้เท่าออกจากปากของเขา … ในเมื่อองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นพูดออกมาเอง ข้อมูลเมื่อครู่คงไม่ผิดแน่ ยามนี้องครักษ์แคว้นฉู่หันมามองมู่เชียนด้วยสายตาเคารพยกย่อง
ฉู่หมิงฮ่าวกำลังคิดทบทวนข้อมูลเหล่านี้ซ้ำไปมา ขณะที่ร่างเล็กของหญิงสาวพลันมายืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าที่แสนธรรมดานั้นเพียงนับได้ไม่ขี้เหร่ ทว่ายามยิ้มแย้มกลับเปล่งประกายงดงามสะกดสายตา หญิงสาวผู้สง่างามประสานมือโค้งคารวะให้เขาอย่างเรียบง่าย
“มู่เชียน คารวะองค์ชายเพคะ”
เสียงอ่อนหวานเป็นกันเอง ท่วงท่าสุภาพงดงาม ท่าทีถ่อมตัวไร้ซึ่งความโอหัง ทั้งยังมีพรสวรรค์สูงส่งเทียมฟ้า…. ช่างเป็น… สตรีที่สมบูรณ์แบบ
หัวใจของฉู่หมิงฮ่าวเต้นรัวแรงขึ้นมาหลายระดับ ดวงตาสีดำเปลี่ยนเป็นเชื่อมแสง ใบหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็นขัดเขินแดงก่ำ น้ำเสียงที่เคยเข้มแข็งห้าวหาญพลันเปลี่ยนเป็นเบาหวิวอย่างไม่น่าเชื่อ
“แม่นางมู่อย่าได้เกรงใจเพียงนั้น เรียกข้าว่าหมิงฮ่าวก็ได้”
เสียงทุ้มเอ่ยทอดเสียงหวานจนอิงอู่หลานหันมองอย่างผิดสังเกต หนานจื่อชิ่งนั้นมองมาอย่างสะกิดใจ ส่วนมู่เชียนนั้นนางรับฟังแล้วก็มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
“พวกเราเข้าไปด้านในกันเถิด” มือบางหันไปลากอิงอู่หลานที่สะกิดแขนเสื้อนางยุกยิกอยู่อย่างไม่ทราบสาเหตุ
ด้านหน้าหอสูง เสี่ยวจือจือในร่างเด็กน้อยยืนอยู่เหนือกองเลือดขนาดเล็ก ไม่ไกลนักมีคนชุดคลุมดำนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นอีกราวหกเจ็ดคน
“เหลือเท่านี้หรือ ?” มู่เชียนเอ่ยกับเสี่ยวจือจือลอยๆ
“เจ้าค่ะ…” เสี่ยวจือจือพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
พวกมันหลายคนที่เคยเอ่ยยั่วเย้านางระหว่างต่อสู้ ล้วนถูกนางควักหัวใจออกมาแล้วโยนออกจากมิติไปแล้ว คนชุดคลุมสีดำที่เหลือยามนี้ต่างตัวสั่นขวัญแขวน เฝ้ารอเวลาตายของตนมาถึง พวกมันจ้องมองอย่างหวาดกลัวไปที่ร่างของมู่เชียนที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
“อยากรอดออกไปหรือไม่ ?” เสียงใสเอ่ยถามนิ่งๆ ราวกับเป็นเพียงเรื่องทั่วไป ทว่ากลับจุดประกายความหวังให้กับพวกมันอย่างมาก หลายคนปล่อยเสียงขอความเมตตา ในขณะที่บางคนเริ่มคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุด
“พวกเจ้าอยู่ทีนี่มาหลายวัน ต้องการวิชาใดกันแน่ ?” นี่คือสิ่งที่นางอยากรู้ที่สุด คัมภีร์ที่พวกมันต้องการย่อมไม่ธรรมดาแน่
เมื่อถูกผู้กุมชะตาเอ่ยถาม มดปลวกร่างใหญ่เหล่านี้ไหนเลยจะกล้าบ่ายเบี่ยง เสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ลอดออกมาจากปากพวกมันทุกคน รวดเร็วราวกับว่าถ้าช้าไปอีกนิดจะถูกพรรคพวกแย่งความดีความชอบไปเสียอย่างนั้น
“ข้าไม่ทราบ รู้เพียงว่าเป็นวิชาที่หัวหน้าเผ่าของเราต้องการ คราวนี้เขาอยู่ด้านในหลายวันไม่รู้ได้มาหรือไม่… ?”
“คราที่แล้วก็ไม่ได้มา”
“หัวหน้าเผ่าบอกว่า ครั้งนี้ตราบใดที่เขาไม่ได้มา เขาจะไม่ยอมออกมาเด็ดขาด”
“ทั้งยังห้ามผู้ใดเข้าไปทั้งสิ้น”
“พวกเราได้แต่เฝ้าอยู่ตรงนี้มาสองสัปดาห์แล้ว”
เมื่อจบคำถาม มู่เชียนก็ส่งพวกเขาออกไปตามสัญญา โดยใช้เข็มผ่านฟ้า แน่นอนว่าชิ้นใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย…
ด้านนอกนั้นเยว่เทียนหงเฝ้ามองมู่เชียนมู่เชียนผ่านกระจกวิญญาณอยู่บ่อยครั้ง… หลายคืนที่ผ่านมาเขารู้ว่านางเหน็ดเหนื่อยกับการฝึกฝนและการต่อสู้ จึงปล่อยให้นางพักผ่อนตามสบาย
ทุกครั้งที่มีเวลา… ดวงตาลึกล้ำดุจดวงดาวคู่นั้นแทบไม่ได้ละไปจากใบหน้าของนางเลย องค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่เฝ้ามองเด็กสาวโลดแล่นอยู่ด้านในอย่างสนุกสนาน ลักลอบเก็บเกี่ยวความอ่อนหวานจากรอยยิ้มและน้ำเสียงของนางอย่างเพลิดเพลิน เห็นนางรับมือกับสถานการณ์ต่างๆอย่างใจเย็นเขายิ่งรู้สึกชื่นชม กระแสรุนแรงของปราณธาตุมืดในร่างแทบไม่ปรากฏมาหลายวันแล้ว
ทว่าวันนี้จู่ๆ เห็นนางถูกเผ่าวิญญาณเหล่านั้นจ้องมองด้วยดวงตาหิวกระหาย ปราณดำมืดมหาศาลก็พลันแทรกซึมออกมาจากร่างอย่างไม่อาจควบคุม ฟู่หลิงรับรู้ถึงกระแสความแปรปรวนที่ห่างหายไปหลายวันก็ลอบถอยออกห่างจากข้างกายองค์ราชาของตนอีกหลายก้าว สายฟ้าสีดำขนาดเล็ก แลบเลื้อยอยู่รอบร่างของเจ้าชีวิตทำให้ราชเลขายิ่งมั่นใจว่าตนเองทำถูกแล้ว
“เผ่าวิญญาณที่รอดออกมาทั้งหมด… แยกไว้ให้ข้า” เสียงทุ้มเย็นเยียบชวนให้ขนลุก
….กล้ามองนางด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่เพียงต้องควักลูกตา แม้แต่สมองที่จินตนาการถึงนางเหล่านั้นเขาก็ไม่คิดจะเหลือไว้
อารมณ์ขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่ทันสงบดี …. ยามที่เห็นนางแนะนำตัวและแย้มยิ้มให้ฉู่หมิงฮ่าวอย่างน่ารัก …บนใบหน้าขององค์ชายผู้นั้นแสดงความชื่นชมนางออกมาอย่างไม่ปิดบัง ยิ่งพาให้คนเฝ้ามองร้อนรนกระวนกระวาย
ความรู้สึกหวงแหนในใจของเขาเพิ่มมากขึ้นทุกที ยิ่งนานวันเขายิ่งปรารถนาให้ดวงตาคู่นั้นเฝ้ามองเพียงเขา ชื่นชอบเพียงเขาผู้เดียว….
สำหรับเหตุผลนั้น เยว่เทียนหงไม่คิดใส่ใจ รู้เพียงว่า….. ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนหวานจากนางเท่านั้น ที่สามารถหยุดความบ้าคลั่งในใจเขาได้
“ถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงหู่ซานดังขึ้นชักนำดวงตาดำมืดคู่นั้นออกจากกระจก
“พบรึยัง ?”
“คำสั่งจากองค์หญิงแคว้นฉิน ฉินซือเหยาพะย่ะค่ะ” องค์หญิงผู้นี้ออกคำสั่งล่าสังหารมู่เชียนแลกกับหินปราณหนึ่งแสนก้อน
“….” เยว่เทียนหงไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่ารังสีอำมหิตที่กระจายออกมาจากร่างสูงนั้นน่าหวาดหวั่นยิ่ง
“ต้องการให้พวกกระหม่อมจัดการเลยหรือไม่ ?”
“…ยังก่อน รอการแข่งขันจบค่อยลงมือ…” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะก้มลงมองภาพหญิงสาวในกระจกวิญญาณอีกครั้ง
บนกระจกนั้น ใบหน้าเล็กของมู่เชียนกำลังเงยหน้าสำรวจภายในหอสูง ดวงตาสีน้ำตาลใสมีแววชื่นชอบและสนใจ
[ด้านในนี้อากาศอบอุ่นดีจริง] น้ำเสียงอ่อนหวานที่ทอดถอนออกมาอย่างสบายใจ ทำให้จิตใจของเยว่เทียนหงเปี่ยมไปด้วยกระแสแห่งความทะนุถนอม ดวงตาสีเทาเป็นประกายขณะที่มุมปากยกยิ้มงดงามราวปีศาจ
“ข้าอยากให้ทุกคนได้เห็นว่า คนที่กล้าแตะต้องนางต้องพบจุดจบเช่นไร !!”