วารินแทบวิ่งพรวดเข้าตึกเรียนหลังลงจากรถหัวใจยังเต้นแรงไม่เป็ส่ำ ขาเล็กสั่นจนต้องกอดกระเป๋าไว้แน่นเพื่อพยุงตัวร่างทั้งร้อนทั้งอาย แต่ต้องทำหน้าเฉย ๆ กลืนทุกอย่างไว้
ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องเพื่อนสนิทก็หันมาเลิกคิ้วใส่ “ทำไมวันนี้หน้าแดงจังวะ วิ่งมารึไง?”น้ำเสียงกึ่งแซวกึ่งสงสัยวารินรีบเสสายตาหนีแล้วทำเป็รื้อของในกระเป๋า
“อากาศมันร้อน เข้าใจป่ะ?” เธอตอบห้วน ๆพยายามกลบเกลื่อน ทั้งที่เหงื่อยังผุดเต็มแผ่นหลังและใจยังสั่นกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
เพื่อนหัวเราะเบาๆ “ร้อนจนหน้าจะะเิเลยเหรอ ฉันนึกว่ามีคนทำให้เขินซะอีก” คำพูดเล่น ๆกลับแทงใจวารินเต็มแรงจนเธอรีบก้มหน้ากับสมุดเหมือนตั้งใจจด ทั้งที่สมองว่างเปล่า
เธอขยับปากบ่นกับตัวเองแ่ๆ “ไม่มีอะไรทั้งนั้น แค่เพ้อเจ้อ”แต่หัวใจกลับร้อนวูบวาบยิ่งกว่าตอนเดินเข้าตึกเสียอีก
“จริง ๆ นะเว้ย หน้าดูไม่ปกติเลยอ่ะริน” เพื่อนอีกคนทิ้งตัวนั่งข้าง ๆพร้อมก้มมองหน้าใกล้ ๆ “เมื่อคืนไปไหนมา ถึงได้โทรไม่ติด”
วารินสะดุ้งเล็กน้อยรีบหลบตาแล้วตอบห้วน ๆ “ไปช็อปปิ้งมา…ลืมชาร์จมือถือ” เสียงเรียบแต่สายตาเลิ่กลั่กทำให้เพื่อนมองออกว่าไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
“ช็อปปิ้ง? ห้าทุ่มครึ่งยังไม่ตอบแชทฉันเลยนะแก”เพื่อนหัวเราะพลางยกคิ้วแซว “ระวังเถอะ เดี๋ยวได้มีคนจับได้ว่าหนีไปสวีทกับใคร”
วารินหันขวับดวงตาเบิกกว้าง “พูดบ้าอะไรของแก ไม่มีทั้งนั้น!” เสียงแข็งจนเพื่อนหัวเราะคิกคักยิ่งเห็นเธอหงุดหงิดก็ยิ่งสนุก
เธอกัดริมฝีปากแน่นก้มหน้ากับสมุดอีกครั้ง หัวใจเต้นรัวความทรงจำในรถย้อนกลับมาอย่างห้ามไม่อยู่จนร้อนวูบไปทั้งกายแต่ก็ทำได้แค่ขีดเส้นมั่ว ๆ ลงบนหน้ากระดาษเพื่อกลบเกลื่อน
เสียงอาจารย์หน้าห้องดังต่อเนื่องแต่สมุดของวารินยังว่างเปล่า ร่างเล็กนั่งเหม่อปลายปากกาวางอยู่บนบรรทัดแต่ไม่ได้ขีดอะไรสักอย่าง ดวงตาเหม่อลอยจนเพื่อนข้าง ๆเหลือบมองด้วยความสงสัยภาพในรถเมื่อเช้าผุดวนเข้ามาไม่หยุดจนเธอแทบไม่มีสติจะฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“แก…เป็อะไรของแกน่ะ ทำไมเอาแต่นั่งเงียบ” เพื่อนขยับตัวเข้ามาใกล้กระซิบถามด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ยังแฝงแววแซวอยู่วารินสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนถูกปลุกจากภวังค์ก่อนจะรีบก้มหน้าลงลากปากกาเป็เส้นยึกยือบนกระดาษเพื่อกลบเกลื่อน
“ฟังอยู่น่า แกอย่ามากวนได้ไหม” เสียงที่เปล่งออกมาแข็งจนดูน่าเชื่อแต่แก้มที่แดงระเรื่อกลับหักล้างทุกอย่างเพื่อนมองออกทันทีว่าคำพูดนั้นไม่ใช่ความจริง
เพื่อนหรี่ตามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “แกเขินอะไรอยู่เนี่ย พูดมาตามตรงก็ได้ ฉันดูออกนะ”น้ำเสียงนั้นยิ่งเหมือนคนอ่านใจจนวารินใจเต้นแรงกว่าเดิมเธอก้มหน้าลงจนผมปิดแก้มทั้งสองข้าง พยายามหลบสายตาที่จ้องมา
“บ้าเปล่า ไม่มีอะไรทั้งนั้น อย่าคิดมากไปหน่อยเลย” เธอพึมพำตอบในลำคอทั้งที่หัวใจยังสั่นไม่หยุด ความร้อนวูบไล่ขึ้นมาถึงปลายหูจนซ่อนแทบไม่อยู่ภายในใจกลับพร่ำบ่นว่า หากเพื่อนรู้ความจริงเข้า คงไม่ใช่แค่แซวเล่น ๆ แบบนี้แน่
วารินนั่งเหม่อมองสไลด์ตรงหน้าแต่สมุดเรียนกลับเต็มไปด้วยรอยปากกาที่ลากมั่ว ๆ ไม่เป็คำเธอพยายามจะโฟกัสกับสิ่งที่อาจารย์สอนแต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบพร่าและััเมื่อเช้าที่ฝังลึกเกินห้าม
เธอกัดริมฝีปากแน่นแก้มร้อนจนแทบลามไปทั้งใบหน้า พยายามโน้มตัวลงใกล้โต๊ะเพื่อให้เพื่อนข้าง ๆไม่เห็นอาการผิดปกติแต่หัวใจที่เต้นแรงกลับย้ำเตือนว่าเธอกำลังโกหกตัวเองทุกวินาที
“แก จดอะไรของแกเนี่ย เละไปหมดเลย” เพื่อนกระซิบพลางยื่นหน้ามามองสมุดรอยยิ้มเจือขำในแววตายิ่งทำให้วารินใรีบปิดสมุดลงเสียงดังแล้วทำเสียงแข็งใส่ทันที “ก็แค่ขีดเล่นเฉย ๆ จะอะไรนักหนา”
เพื่อนเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางหันกลับไปจดต่อ แต่ท่าทีนั้นยิ่งทำให้วารินร้อนวูบเธอก้มหน้าหนักกว่าเดิม มือกำปากกาแน่นจนปลายนิ้วซีดความรู้สึกคุกรุ่นกลับยิ่งพุ่งขึ้นแทนที่จะจางหาย
เสียงอาจารย์ยังดังอยู่ข้างหน้าแต่สิ่งที่วารินได้ยินกลับเป็เพียงเสียงกระซิบต่ำที่วนเวียนในหู เธอส่ายหัวแรง ๆพยายามไล่ภาพออกไป แต่ยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งชัดราวกับร่างกายและหัวใจไม่เหลือทางหนีอีกต่อไป
วารินรีบเดินเข้าห้องน้ำทันทีที่อาจารย์ออกจากห้องหัวใจยังเต้นแรงไม่เป็จังหวะเงาที่สะท้อนในกระจกทำให้เธอแทบหายใจไม่ออกเพราะแก้มแดงจนซ่อนแทบไม่อยู่
เธอเปิดก๊อกน้ำตักขึ้นมาลูบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้ความร้อนในอกจางไป แต่ยิ่งล้างกลับยิ่งชัดภาพในรถเมื่อเช้าเหมือนถูกย้ำให้ฝังแน่นจนแทบจะบ้าตาย
“ทำไมยังคิดอยู่เนี่ย” เสียงพึมพำเบาแทบไม่ได้ยินเธอกัดริมฝีปากแน่นเหมือนกำลังโกรธตัวเองทั้งอายทั้งหงุดหงิดที่ไม่สามารถควบคุมหัวใจได้
เธอยกมือกดลงตรงอกตัวเองหอบหายใจแรงทั้งที่แค่ยืนเฉยความรู้สึกวูบวาบยังไล่ทั่วกายจนต้องก้มหน้าแน่นเพื่อไม่ให้หลุดอะไรออกมาอีก
เสียงเพื่อนะโเรียกจากด้านนอก“แก ออกมาได้แล้ว ใกล้เข้าเรียนแล้วนะ” วารินสะดุ้งรีบเช็ดหน้าแล้วดึงประตูออกไปทันทีเหมือนอะไรไม่เคยเกิดขึ้น
วารินเดินกลับเข้าห้องเรียนด้วยท่าทีที่พยายามทำเหมือนปกติแต่หัวใจยังเต้นไม่หยุดจนแทบกลบเสียงรอบข้างเธอนั่งลงข้างเพื่อนพร้อมหยิบสมุดขึ้นมาวางบังหน้าอย่างรวดเร็ว
“แกเป็ไร หน้าแดงเชียว” เพื่อนถามพลางจ้องสีหน้าไม่กะพริบวารินรีบเบือนสายตาหนีทันทีแล้วตอบห้วน ๆ ว่า “ก็ร้อนน่ะสิ อย่ามายุ่งได้ไหม”ก่อนก้มหน้าลงอย่างกระสับกระส่าย
แม้จะทำเป็ไม่สนใจแต่ในใจกลับยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้ากลับมาซ้ำไม่เลิกเสียงทุ้มต่ำและััร้อนนั้นทำให้เธอแทบลืมวิธีหายใจปกติไปเลย
เธอพยายามลากปากกาลงบนสมุดแต่เส้นที่ได้กลับเบี้ยวไปหมด มือสั่นจนเพื่อนมองแล้วถึงกับส่ายหัวเบา ๆแม้จะไม่ถามซ้ำ แต่สายตาที่จับผิดเล็ก ๆ นั้นก็ทำให้วารินยิ่งหงุดหงิด
เวลาคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้าทุกนาทีเหมือนทรมานเกินทน เธอได้แต่นับวินาทีในใจรอคอยเสียงกริ่งเลิกเรียนที่จะช่วยดึงเธอออกจากความวุ่นวายนี้เสียที
ออกไปจากบรรยากาศอึดอัดนั้นโดยเร็ว
อากาศภายนอกอบอ้าวแต่กลับไม่ช่วยให้ความร้อนในอกคลายลงเลยเธอก้าวลงบันไดด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินไปจนเกือบสะดุดใบหน้าร้อนวูบจนต้องกัดริมฝีปากเพื่อบังคับตัวเองให้มั่นคง
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูมหาลัยเธอเห็นโดมยืนพิงรถรออยู่แล้วแววตาที่เขามองเพียงชั่วครู่ทำให้หัวใจเธอสะดุดอย่างรุนแรงรีบหันหน้าหนีและเดินตรงเข้าไปใกล้รถทันที
ภายในรถบรรยากาศเงียบกดดันเสียงเครื่องยนต์ที่ดังสม่ำเสมอกลับย้ำความวุ่นวายในใจให้รุนแรงขึ้นวารินนั่งกอดอกเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่พูดอะไรเลย
โดมขับรถออกไปอย่างไม่เอื้อนเอ่ยคำใดสายตาของเขาที่จับจ้องถนนตรงหน้ากลับทำให้วารินหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผลความเงียบที่ยืดเยื้อแทบจะทำให้เธอเป็ฝ่ายะเิออกมาเสียเอง
รถแล่นออกจากประตูมหาลัยไปอย่างช้าๆ วารินนั่งพิงเบาะหลบสายตาเธอพยายามมองออกไปนอกกระจกแต่หัวใจกลับสั่นวูบทุกครั้งที่รู้สึกถึงความเงียบกดทับภายในรถ
โดมขับไปโดยไม่พูดแม้แต่คำเดียวสีหน้าเรียบเฉยจนอ่านไม่ออก ความนิ่งนั้นทำให้วารินยิ่งหงุดหงิดกัดริมฝีปากแน่นเหมือนกำลังสะกดกลั้นบางอย่างที่คุกรุ่นอยู่ข้างใน
“จะเงียบไปถึงไหนกัน” เสียงห้วนกระแทกหลุดจากปากอย่างอดไม่อยู่ทันทีที่พูดบรรยากาศในรถก็หนักอึ้งขึ้นกว่าเดิมดวงตาคมเหลือบมองเพียงแวบเดียวแต่ทำให้เธอสะดุ้งวูบ
วารินรีบเบือนหน้าหนีอีกครั้งแก้มแดงวาบเหมือนถูกจับได้ว่ากำลังซ่อนบางสิ่งความเงียบหลังจากนั้นยิ่งทำให้หัวใจเธอเต้นแรงรัวราวกับจะทะลุออกมา
มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับความรู้สึกที่ปั่นป่วนยิ่งทวีขึ้นทุกที เธอรู้ตัวดีว่ากำลังหลอกตัวเองไม่สำเร็จและไม่มีทางหนีจากแรงดึงดูดที่กดทับอยู่ตรงนี้ได้เลย
วารินนั่งกอดอกแน่นมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีเหมือนพยายามหนีความเงียบในรถกลับกดดันจนใจเธอเต้นแรงทุกจังหวะเหมือนจะหลุดออกมาให้ได้
โดมยังคงขับไปอย่างนิ่งเฉยแววตาที่จับจ้องถนนไม่หวั่นไหว ยิ่งทำให้วารินหงุดหงิดกว่าเดิมเธอกัดริมฝีปากแน่นพลางขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจะท้าทายเขาในเงียบ
“จะทำเป็ไม่สนใจไปถึงไหน”คำพูดที่โพล่งออกมาเองทำให้บรรยากาศในรถตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมดวงตาคมที่เหลือบมองมาเพียงชั่วครู่กลับกดดันจนเธอสะท้านวูบ
เธอรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็วแต่แก้มที่ร้อนวูบกลับยิ่งเผยความลับในใจที่ไม่อยากยอมรับมือเล็กกำชายกระโปรงจนยับเหมือนหาที่ยึดเหนี่ยวไว้ไม่ให้ตัวเองสั่นไปมากกว่านี้
ความวุ่นวายในอกทวีขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหัวใจที่โหยหาและความดื้อรั้นตีกันจนยุ่งเหยิงเธอรู้ว่าตัวเองกำลังแพ้ให้กับความรู้สึกที่พยายามกดทับมาตลอดั้แ่เช้า
เมื่อรถจอดสนิทตรงหน้าบ้านวารินรีบเปิดประตูลงแทบจะทันที หัวใจที่ยังเต้นแรงทำให้ก้าวขาแทบไม่มั่นคงเธอไม่แม้แต่จะหันกลับมามองโดมอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าเร็วเกินปกติทำให้พ่อแม่หันมาสนใจทันทีสายตาที่กวาดมามีทั้งความสงสัยและความกังวลวารินรีบยิ้มแห้งตอบกลับพร้อมเสียงอ้างว่า “มัวช็อปปิ้ง เลยกลับช้า”
เธอไม่รอคำถามใดๆ รีบวิ่งขึ้นบันไดตรงไปที่ห้อง ทิ้งความเงียบอึ้งของพ่อแม่ไว้เื้ัประตูถูกปิดลงอย่างแรงเหมือน้าตัดทุกสายตาให้หายไป
ภายในห้องวารินทรุดตัวนั่งพิงประตู หัวใจยังเต้นไม่เป็จังหวะมือเล็กยกขึ้นกดแน่นที่อกเหมือนพยายามกลบความวุ่นวายที่ยังหมุนวนไม่หยุด
ความโหยหาและความสับสนยังคงกัดกินไม่เลิกแต่เธอรู้ดีว่าคืนนี้ไม่มีคำตอบใดจะออกมาจากปากเธอได้อีกแล้วจึงเลือกหลับตาลงและปล่อยให้ความเงียบกลืนกินทุกสิ่งปิดฉากบทที่หกลงไปอย่างเ็ปในความเงียบ