ตอนที่ 3.3
ความทรงจำที่กลับมา
สายตาหลายคู่ถูกดึงดูดไปยังซุ้มดอกไม้ทางเข้างานเมื่อชายหญิงสองวัยย่างก้าวเข้ามา พวกเขาไม่อาจละสายตาไปจากผู้หญิงที่เดินคู่มากับชายชราอีกคนได้เลย เธอคนนั้นอยู่ในชุดเดรสเกาะอกสีชมพูยาวระพื้น ตัวผ้าทำจากไหมคุณภาพดีถักทออย่างประณีตแม้ไม่มีลวดลายหรือประดับด้วยเพชรนิลจิลดาแต่กลับให้ความเรียบหรูน่ามอง สีของผ้าไหมช่วยขับผิวน้ำผึ้งของหญิงสาวได้เป็อย่างดี เธอยิ่งสวยสะดุจตามากขึ้นเมื่อมีสร้อยเพรชน้ำงามประจำตระกูลของผู้เป็แม่ประดับอยู่บนรำคอระหง หญิงสาวช่างสวยสง่าสมอย่างที่ใครบางคนแอบเรียกเธอว่านางฟ้า
เพียงแต่ใบหน้าของนางฟ้านั้นไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่เลย มีเพียงแววตาเฉยชามองบรรยากาศงานอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่ชอบมางานแบบนี้เพราะไม่อยากทนกับสายตาของผู้คนที่มองเธอและพ่อ ไม่แปลกที่คนในงานจะให้ความสำคัญกับเธอเพราะเธอไม่เคยออกงานคู่กับพ่อเลยสักครั้ง ส่วนใหญ่เมื่อมีงานเลี้ยงที่ต้องไปพ่อมักจะไปกับแม่ แสดงให้ทุกคนเห็นว่ายังมีความสุขกันดีกลบข่าวซุบซิบนินทาของคนอื่น แต่เมื่อแม่เสียไปพ่อก็ควงเมียใหม่แทนเพราะอิงฟ้าปฏิเสธไม่ยอมออกงานด้วยเด็ดขาด เธอไม่อยากเล่นละครทำเป็ครอบครัวสุขสันต์ทั้งที่มันไม่ได้เป็แบบนั้น
“ทำหน้าให้มันดีหน่อย หัดใส่หน้ากากเข้าสังคมบ้าง” ชายชราที่เดินมากับเธอกระซิบเตือนลูกสาวเมื่อคนในงานยังไม่หยุดให้ความสนใจเขาและลูก
“ฟ้าไม่ชอบงานแบบนี้ทำไมไม่พาลูกคนอื่นมา เสียเวลาทำงาน”
“มาเป็เพื่อนพ่อ เสียเวลามากเชียวเหรอ”
“รีบเอาของขวัญไปให้เ้าของงานเถอะค่ะ จะได้กลับ” หญิงสาวไม่สนใจวาจาตัดพ้อของชายชรา เธอเอ่ยไปเื่อื่นแทน
พิบูลย์รู้ว่าการที่ลูกยอมมาด้วยนั้นถือว่ามากพอแล้วจึงตกลงตามที่ลูกบอกแล้วพาอิงฟ้าไปกราบสวัสดีคุณหญิง ตรงโต๊ะทานอาหารกลางห้องโถง แม้จะมีบรรดาเด็กสาวนั่งรายล้อมกันอยู่แต่คุณพิบูลย์ก็สามารถเดินฝ่าเข้ามาได้
“สุขสันต์วันเกิดนะครับคุณหญิงฉัตรฉาย นี่อิงฟ้าลูกสาวผม” ชายชรากล่าวทักทายแม่งานแล้วแนะนำลูกสาวให้นางได้รู้จัก เขายกแขนของตนวางเหนือศีรษะทุยสวยของลูกสาวตั้งใจจะลูบหัวอย่างเอ็นดู แต่ถูกลูกตัวดีหักหน้าโดยการเอียงหัวหลบ ฝ่ามือเหี่ยวย่นจึงััได้แค่ปลายเส้นผมสีน้ำตาลของลูกสาว
“สวัสดีค่ะคุณหญิง” อิงฟ้ายกมือไหว้สวัสดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนคุณหญิงผู้เห็นอาการหมางเมินของพ่อกับลูกได้แต่แกล้งมองไม่เห็น แล้วแอบสำรวจเด็กดื้อเงียบในใจ
“ไหว้พระเถอะจ้ะ ว่าแต่ไม่ได้เจอกันั้แ่เด็กโตขึ้นมาสวยเหมือนแม่เลยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอกล่าวขอบคุณกลับตามมารยาทแล้วยื่นกล่องของขวัญให้เ้าของวันเกิด มือบางสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงวัยเด็กของตน เมื่อ่ที่อิงฟ้ายังอายุหนึ่งขวบเต็มแม่เคยจัดงานวันเกิดให้กับเด็กสาวที่คฤหาสน์อัครไพศาล มีคนมากมายมาร่วมงานในวันนั้นเธอจำเื่ราวไม่ได้มากนักแต่คิดว่าคุณหญิงฉัตรฉายน่าจะเป็หนึ่งในคนที่มางานด้วย เพราะมันเป็ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เธอมีคนอื่นมาร่วมงานวันเกิดของตัวเอง
ในวันนั้นเด็กสาวตัวเล็กหน้าตาน่ารักหมุนตัวโชว์ชุดกระโปรงเ้าหญิงสีชมพูหวานแหววให้ผู้เป็แม่ดูอย่างร่าเริง เธอเป็เด็กที่มีพัฒนาการเร็วมากสามารถเคลื่อนไหวและพูดคำง่าย ๆ ได้คล่องปาก จึงวิ่งและพูดไม่หยุดไปทั่วงานเลี้ยง เธอตื่นเต้นที่สนามหญ้าหน้าบ้านเต็มไปด้วยลูกโป่งสีสันสวยงาม มีผู้ใหญ่มากมายยื่นกล่องของขวัญสีชมพูทั้งกล่องเล็กกล่องใหญ่ให้กับเด็กสาว
แต่รอยยิ้มของเด็กสาวเริ่มหายไปเมื่อผู้ชายที่บอกว่าเป็พ่อของเธอปรากฏตัวในงาน สาวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูวิ่งหลบชายคนนั้นอย่างอัตโนมัติ แม้เธอจะยังเด็กมากนักแต่พอรู้ความว่าเขาชอบทำให้แม่ที่รักยิ่งร้องไห้ทุกวัน เธอจึงไม่ชอบเขา ไม่อยากเจอลุงคนนี้เลย
‘น้องฟ้าทำไมไม่สวัสดีคุณพ่อคะ’
ผู้เป็แม่ดุลูกสาวที่เอาแต่ยืนหลบอยู่ข้างหลัง ไม่ยอมเข้าไปหาพ่อ พิบูลย์พยายามเข้าหาลูกสาว เขาคุกเข่าลงบนสนามหญ้าแล้วอ้าแขนเพื่อรับเด็กสาว แต่ก็ได้เพียงความว่างเปล่ากลับมา
‘ม่ายปาย ฟ้าม่ายปายกับลุง’ น้องฟ้าส่ายหน้าให้กับแม่เพื่อขอให้เธอช่วย
‘ฟ้า! แม่สอนกี่ครั้งแล้วคะให้เรียกว่าพ่อ นั่นพ่อของลูกนะ’
‘ฮึก...ฮือ...ม่ายช่ายพ่อ ฟ้าม่ายมีพ่อ’ ถ้าเธอมีพ่อแล้วทำไมพ่อไม่อยู่กับแม่ที่บ้านเหมือนพ่อคนอื่น ๆ ล่ะ บ้านนี้มีแต่แม่ เธอจึงเข้าใจมาตลอดว่าตนไม่มีพ่อ
‘นี่ไงพ่อของลูก’ พิบูลย์แอบเ็ปเมื่อเห็นลูกสาวต่อต้านเขาอย่างชัดเจน แต่ความอับอายผู้คนที่เห็นว่าลูกไม่้าเขานั้นทำให้พิบูลย์ทนไม่ได้จึงกระชากตัวเด็กน้อยเข้ามาอุ้มแนบอก อิงฟ้าใพยายามดิ้นออกจากตัว เธอร้องกรี๊ดโวยวายเนื้อตัวสั่น จิตใต้สำนึกบอกว่าเธอเกลียดเขายิ่งนัก ‘หยุดดิ้นได้แล้ว ฉันบอกให้หยุดไง!’
‘ป่อย ป่อยฟ้า กรี๊ดดดดด แม่ช่วยฟ้าด้วยค่า ไม่อาว ไม่อาวววว’
‘โอ้ย! จิกหัวทำไมห๊ะ คุณเอาลูกไปสิ! อย่าให้ออกมางานอีกนะ เขาจะหาว่าลูกเรามันบ้า’
พิบูลย์ทนไม่ไหวที่ถูกลูกจิกหัวโยกไปโยกมา จึงยอมแพ้แล้วส่งลูกให้กับเมีย เขาทนมองสายตาของคนในงานไม่ได้อีกจึงขับรถหนีออกไปจากงานเลี้ยงพร้อมสั่งกับเมียว่าห้ามเชิญใครมางานเลี้ยงที่บ้านอีก เขาไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขาถูกลูกรังเกียจ
ั้แ่นั้นมาอิงฟ้าจึงไม่เคยออกงานร่วมกับผู้เป็พ่ออีกเลย ส่วนหนึ่งเพราะคำสั่งของเขาและอีกส่วนคือเธอไม่อยากไปกับเขาอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยได้เจออิงฟ้านัก แม้ว่าคุณหญิงภาวินีจะบังคับจนลูกสาวยอมเรียกลุงที่เธอไม่ชอบว่าพ่อได้เมื่อเด็กน้อยอายุเข้าสามขวบ แต่อาการต่อต้านและร้องกรี๊ดเมื่อพ่อจะเข้ามาอุ้มยังคงมีอยู่ อิงฟ้าไม่เคยยอมให้พ่ออุ้ม กอด จับมือ หรือััใด ๆ ทั้งสิ้น พิบูลย์พยายามเอาชนะโดยการบังคับลูก แต่จบลงที่ลูกสาวกรี๊ดจนสลบไปทุกครา ทำให้ั้แ่นั้นมาเขาไม่เคยได้ััตัวลูกสาวคนนี้อีกเลย...
ความอ้างว้างที่เด็กน้อยเคยได้รับเมื่อยังแบเบาะ บัดนี้ชายชรากำลังได้รับมันกลับคืนไป!
พิบูลย์ คุณหญิงฉัตรฉายและนภาสินีพูดคุยกันสักพัก เมื่อไม่เห็นวี่แววว่าพ่อจะละออกจากบทสนทนาอิงฟ้าจึงขอตัวออกมาเดินเล่นรอบงาน เธอเพิ่งสังเกตว่าในงานมีแต่ผู้หญิงเป็ส่วนใหญ่ อาจเป็เพราะเ้าของงานเป็คุณหญิงของนายตำรวจใหญ่จึงมักเป็ที่รู้จักของกลุ่มผู้หญิงด้วยกันมากกว่า เลยเห็นแต่คุณแม่กับลูกสาวอยู่เต็มงาน แวบหนึ่งสายตาแอบเห็นหนุ่มหน้าตี๋ญาติผู้พี่ของเพื่อนสนิทยืนคุยกับคนในงานอยู่แถวซุ้มดอกไม้ นภาสินีไม่แปลกใจที่เห็นเขาเพราะรู้ว่าที่นี่เป็งานวันเกิดของแม่เขา จึงเดินดูรอบตัวงานต่ออย่างไม่ได้ให้ความสนใจนัก
ภายในงานเลี้ยงจัดอย่างหรูหราประดับไปด้วยดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิด อิงฟ้ายิ้มอย่างภูมิใจเมื่อสำรวจถาดอาหารของพนักงานเสิร์ฟแล้วพบว่าเป็อาหารจากเครือของบริษัทตนเอง เธอรับแชมเปญมาถือไว้แล้วพาตัวเองไปนั่งรับลมที่ระเบียงด้านนอก
“ไหนบอกว่าถ้าเจอกันอีกจะทักผมไง”
หนุ่มหน้าตี๋ลูกชายคนเดียวของเ้าของงานประกบด้านหลังแล้วเอ่ยกระซิบข้างหูหญิงสาว เขาเห็นเธอั้แ่เข้ามาในงานและคอยมองอยู่ตลอดอย่างไม่ให้คลาดสายตา เห็นเธอกับพ่อเดินไปทักทายแม่ ก็มั่นใจแล้วว่าเธอต้องเป็หนึ่งในคนที่แม่หามาแน่ เขารอจังหวะเข้าไปหา จนเห็นว่าเธอปลีกตัวออกมาจากแม่แล้วจึงตั้งใจจะทักแต่ถูกริสาชวนคุยทำให้ได้แต่มอง แอบน้อยใจเล็กน้อยเมื่อรู้ทันว่าเธอทำเป็ไม่เห็นเขาอีกแล้ว
“คุณตะวัน!” อิงฟ้าใกับการประชิดตัวของชายหนุ่ม เธอก้าวไปทางซ้ายมือเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกัน แล้วพนมมือไหว้ชายหนุ่มอย่างสวยงาม “สวัสดีค่ะ”
ชายผู้ถูกไว้อย่างนอบน้อมรีบเบรกหญิงสาว “อายุห่างไม่กี่ปีเอง ไม่ต้องไหว้ผมขนาดนั้น”
“คุณบอกให้ทัก ฉันก็ไหว้ทักคุณแล้วไง”
“ครั้งต่อไปไม่ต้องไหว้ แค่พูดธรรมดาก็พอ”
“ค่ะ” อิงฟ้ารับคำอย่างตัดปัญหาไม่ได้จะทำจริง ต่อให้เจอกันอีกสิบครั้งเธอก็จะทำเป็ไม่เห็นเขาเหมือนเดิมนั่นแหละ
“แล้วเมื่อกี้เรียกผมว่าตะวันเหรอ ทำไมคุณไม่เรียกผมเหมือนเพื่อนคุณล่ะ” เขาจำได้ว่าหญิงสาวเรียกชื่อจริงเข้าอย่างห่างเหิน แถมยังมีคำว่าคุณทุกครั้งด้วย เขาอยากให้เธอเรียกเขาว่า ‘พี่ซัน’ เหมือนลิต้าและเพื่อนอีกสองคนมากกว่า มันทำให้รู้สึกสนิทกันมากขึ้น
“ฉันสะดวกเรียกชื่อจริงกับคนทั่วไปค่ะ ขอตัวนะคะ” ไม่อยากคุยกับเขานานจึงเอ่ยตัดบทสนทนา
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ คุยเล่นกับผมก่อน”
ตะวันไม่ยอมปล่อยเธอไปแม้จะเห็นสีหน้าไม่พอใจของคนตรงหน้า เขาพยายามชวนอิงฟ้าคุยอย่างเป็มิตร แต่เธอแทบไม่สนใจ ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เธอยอมเสียมารยาท เผื่อเขาจะเบื่อแล้วพละไปสนใจผู้หญิงคนอื่นแทน สาวในงานนี้ก็มีเยอะแยะจะมาสนใจอะไรเธอนัก
“แฟนคุณไม่มาด้วยหรือ” เมื่อไม่รู้จะคุยอะไรต่อเพราะเธอเอาแต่ตอบ ‘ค่ะ’ อย่างเดียวจึงชวนคุยเื่ที่เพิ่งรู้ความจริงมา “ผมเห็นคุณอยู่คนเดียว”
“เขาไม่ว่าง” เธอตอบอย่างไม่คิดอะไรมาก
“ไม่มีเวลาให้แฟนแบบนี้ เลิกไปเถอะคุณ ว่าแต่เขาทำงานอะไรล่ะ เผื่อผมรู้จัก”
“ทำธุรกิจส่วนตัว”
“เกี่ยวกับอะไรล่ะ”
“...” จะตอบว่าอย่างไรดี ในเมื่อเขาไม่มีตัวตนอยู่จริง
“เขาชื่ออะไร”
“...”
“แล้วอายุเท่าไหร่ จะได้เรียกขานกันถูก”
“สนิทกันเหรอคะ มาอยากรู้จักแฟนคนอื่นทำไม” พอตอบไม่ได้เลยแกล้งทำหงุดหงิดใส่ อยากให้เขารู้ตัวว่าเธอรำคาญแล้วเดินออกไปสักทีหรือไม่ก็เปิดโอกาสให้เธอขอตัวบ้าง
“ที่ถามเพราะว่าอยากสนิทด้วยไง ทำไมไม่ตอบคำถามผมล่ะ ไม่อยากตอบหรือไม่มีคำตอบให้ตอบกัน”
“...” อิงฟ้าเอะใจกับคำพูดของชายหนุ่ม เขาพูดเหมือนรู้อะไรมา
“สารภาพมาเถอะ คุณไม่มีแฟนใช่ไหม” ตะวันยิ้ม
“มีหรือไม่มีมันไม่ใช่เื่ของคุณอยู่ดี ฉันไม่อยากสนิทกับคุณ คุณไปสนิทกับคนอื่นเถอะค่ะ มีแต่คนอยากสนิทกับคุณทั้งนั้น ปล่อยฉันอยู่เงียบ ๆ คนเดียวเถอะ”
“เห็นทีจะไม่ได้ คุณมางานนี้เองนะเพราะฉะนั้นตอบมาดี ๆ มีแฟนหรือยัง”
“ฉันไม่บอก”
“บอกมา”
“ไม่บอก”
เพี๊ยะ
“นี่แน่ะ! ดื้อนักนะ”
สองนิ้วของชายหนุ่มตีเบา ๆ ที่จมูกแสนรั้นอย่างอดมันเขี้ยวไม่ได้ เห็นกันอยู่ว่าถูกต้อนจนมุมแล้วยังยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับอีก
“โอ๊ย! คุณตะวัน!” คนถูกตีจมูกอย่างไม่ตั้งตัวร้องอย่างใ แล้วตอกกลับเสียงดังอย่างผิดวิสัยคนชอบนิ่งเฉย “ฉันไปทำอะไรให้คุณเข้าใจว่าเราสนิทกันจนทำแบบนี้ได้ห๊ะ!” เธอสนิทกับเขาตอนไหนกัน คนบ้า!
“ฮ่า ๆ โกรธเป็ด้วยเหรอเรา”
“ไม่ต้องมายุ่ง!” อิงฟ้าปัดมือไร้มารยาทที่จะยื่นมาลูบหัวเธอออกอยากไม่สบอารมณ์
“ฉันไม่มีวันบอกเื่ที่คุณอยากรู้หรอก” เธอยังยืนยันเก็บความลับเื่สถานะโสด ไม่ยอมให้เขารู้เด็ดขาด
“ถึงคุณไม่บอกก็มีคนบอกผมหมดแล้วล่ะว่าคุณโสด โสดสนิท ไม่มีแฟน ไม่มีคนคุย ไม่มีคนที่ชอบด้วย”
“ใครบอก!”
“ความลับครับ” ชายหนุ่มขยิบตาเชิญชวนความหงุดหงิด ขัดใจมาสู่อิงฟ้า
เธอกอดอกหันหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากเผชิญหน้ากับเขา แต่ตะวันกลับยิ้มเมื่อเห็นอาการน่ารักของเธอ เขาถือวิสาสะเอื้อมไปคว้ามือข้างหนึ่งของหญิงสาวแล้วจรดริมฝีปากตนเองลงบนฝ่ามือนุ่มนิ่มอย่างแ่เบา เงยหน้าขึ้นสบตาที่เบิกกว้างของอิงฟ้าแล้วเอ่ยน้ำเสียงละมุนจนคนฟังเผลอใจสั่น
“แต่งงานกับผมนะ”
ราวเกือบหลายนาทีที่อิงฟ้าเผลอปล่อยใจไปกับคำพูดของเขา ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งดั่งถูกเวทมนต์ของเขาสะกดไว้ เธอต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะดึงสติที่หลุดไปกับคำนั้นแล้วตอบอย่างไม่แสดงพิรุธ
“เพ้อเจ้อ เมาแล้วคุณ”
อิงฟ้าชักมือกลับมาสู่ตัว พยายามก้าวถอยห่างคนตรงหน้า เธออยากหนีไปจากสถานการณ์อึดอัดนี้
“ไม่เมายังไม่ได้ดื่มเลย” คนถูกกล่าวหาหัวเราะชอบใจในคำตอบของหญิงสาว ถูกขอแต่งงานขนาดนี้กลับตีหน้าเฉยแล้วหาว่าเขาเมา
“ไม่ต้องถอยหนีหรอกคุณผมไม่กวนแล้ว ต้องขอตัวก่อนผมมีธุระด่วน กลับบ้านดี ๆ นะครับ” ตะวันกล่าวลาแล้วส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะไปทำ ‘ธุระ’ กับแม่ของตน
“แปลกคนจริง”
อิงฟ้าบ่นอุบกับตัวเอง เธอสับสนกับท่าทางของตะวันเป็อย่างมาก เธอเคยเจอผู้ชายอยู่หลายคนพยายามเข้ามาทำความรู้จักแต่ไม่มีใครมาแปลกแบบเขาเลย ั้แ่ครั้งแรกที่เจอกันเขาประกาศตัวว่าโสดและขอทำความรู้จักกับเธออย่างตรงไปตรงมา ตอนนั้นก็ว่ารับมือยากแล้วมาครั้งที่สองถูกขอแต่งงานถึงกับอึ้งไปเลย คนเ้าชู้มาก ๆ เขาหลอกสาวกันแบบนี้เหรอ
พอตะวันขอตัวออกไป นภาสินีจึงได้โอกาสเดินกลับไปหาพ่อเพื่อชวนกลับบ้าน พ่อมีสีหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดีตลอดทางกลับบ้าน คิ้วคู่สวยยิ่งขมวดหนักขึ้นอย่างสงสัย ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนว่ากำลังมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ
................................................
พี่ซันขอน้องแต่งงานแล้วนะแต่น้องยังไม่รู้ตัวเลย ต้องรอติดตามกันตอนหน้าว่าถ้าน้องรู้ว่าต้องแต่งกับพี่ซันแล้วจะเป็ยังไง ฝากติดตามตอนต่อไปน้า พรุ่งนี้วันอาทิตย์ไรท์ขอหยุดวันนึง เจอกันอีกทีวันจันทร์เลยนะคะ จุ้บๆ