“หากเขาเต็มใจก็ไม่ใช่ไม่มีทาง” เทพจิ้งจอกเอ่ย ประโยคนี้จุดประกายความหวังขึ้นในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นอีกครั้ง
“อาจต้องแลกกับการฝึกตนที่ต่ำลงหลายระดับ … และวิญญาณบางส่วน …. และแน่นอนแคว้นของเขาจะไม่ใช่แคว้นอันดับหนึ่งอีกแล้ว”
มู่เชียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยคุยกันเรื่องนี้มาก่อน นางจึงไม่รู้จะเริ่มเอ่ยกับเขาเช่นไร… แม้อยากช่วยแต่เขาจะต้องการหรือ… หากไม่ต้องการเหตุใดไม่สังหารนางเสียตั้งแต่วันนั้น กลับคอยช่วยเหลือมาตลอด มู่เชียนยิ่งคิดยิ่งสับสน สุดท้ายก็ตัดสินใจปล่อยวางเรื่องนี้ไว้ก่อน
“ที่จริงเรื่องที่ยากที่สุดก็คือ การนำตัวพี่รองออกมาจากกระจกเพื่อทำพันธะสัญญากับท่าน คงต้องลองหาวิธี ข้าคิดว่าในคลังตำราของข้าน่าจะมีบอกไว้ อืมม.. คงต้องหาวิธีสำรองไว้หลายๆทางเพื่อความมั่นใจ …. หากจะพูดถึงเรื่องการทำลายกระจกรัตติกาล… แน่นอนว่ามีหลายวิธี คัมภีร์ปราณศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นวิธีหนึ่ง… นอกจากนั้น ….”
คล้ายหลุดเข้าสู่โลกแห่งความคิด เทพจิ้งจอกมิได้มองหน้ามู่เชียนและเสี่ยวจิ้งอีกต่อไป พวกพร่ำพูดเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกระจกรัตติกาล ประวัติศาสตร์ของคัมภีร์ปราณศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะมาจากสถานที่เดียวกัน ความสอดคล้องและความกดข่ม และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย
เสี่ยวจิ้งทรุดตัวนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น พร้อมกับเอื้อมมือไปดึงร่างมู่เชียนให้นั่งลงด้านข้างด้วยท่าทางเบื่อหน่าย…
‘พี่สามเริ่มหยุดไม่อยู่แล้ว หากเขาใช้ความคิดมักจะเป็นเช่นนี้’ หนุ่มน้อยหน้าหวานกลอกดวงตาสีแดงไปทางพี่ชาย พลางนึกนินทากับมู่เชียนอยู่ในใจ
“อ้อ…” มู่เชียนเริ่มคิดได้ว่าหากครั้งหน้าคิดจะให้เขาแก้ปัญหา คงต้องหาเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม มิเช่นนั้น ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเกิดทำให้เขาสมองแล่นขึ้นมา อาจจะเป็นเรื่องได้
“เอาล่ะ.. สามสี่วิธีนี้อาจจะพอช่วยนายหญิงได้”
“อืมม.. นี่ช่วยได้มากเลย ขอบคุณนะ” มู่เชียนกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ
“เจ้าฟังรู้เรื่องด้วยหรือ ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยล้อนางอย่างสนุกสนานเช่นเคย ทว่าลวี่ซานถงกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
“ลิ่วจิ้ง… เจ้ากำเริบเกินไปแล้ว.. ขออภัยนายหญิงเดี๋ยวนี้”
….... เสี่ยวจิ้งไม่เอ่ย ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความคับแค้นระคนน้อยใจ แต่ไรมาเขาและนางก็เป็นเช่นนี้ เหตุใดพี่ชายต้องบังคับเขาด้วย
“พอเถอะ..” เสียงหวานใสของผู้เป็นนายเอ่ยขึ้น นางเงยหน้ามองสบตาสีเขียวคู่นั้นอย่างจริงจัง พร้อมกับส่งกระแสความคิดให้ นางมั่นใจว่าเขาจะรับรู้ได้
‘ซานถง ขอบคุณที่หวังดี ทว่าสำหรับข้า เสี่ยวจิ้งไม่ใช่ข้ารับใช้ ไม่ใช่สัตว์อสูร…. นับแต่วันแรกเขาอยู่ข้างข้า คอยช่วยเหลือข้า ดูแลข้า สอนเรื่องราวต่างๆให้ข้ามากมาย เขาไม่เพียงเป็นอาจารย์ แต่เขาเป็นเพื่อนของข้า เป็นญาติสนิท เป็นคนสำคัญ… ข้าเพียงหวังว่าเขาจะอยู่กับข้าอย่างมีความสุขเท่านั้น …. เจ้าเองก็เช่นกัน ข้าหวังว่าพวกเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง…’
ลวี่ซานถงรับรู้ได้ถึงกระแสความคิดอันแรงกว่า ร่างสูงก็พยักหน้ารับ หางสีขาวเส้นหนึ่งงอกยาวออกมาโดยไม่รู้ตัว โบกสะบัดอยู่เบื้องหลังร่างสูงอย่างแผ่วเบา
‘ขออภัยนายหญิง ข้าทราบแล้ว…’ น้ำเสียงสุขุมแว่วมาในความคิด
“ท่านดีใจอะไร…!!” เสี่ยวจิ้งมองหางพี่ชายที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังหน้าเคร่งขรึมนั่นด้วยดวงตาหงุดหงิด ด่าเขาได้แล้วดีใจหรือ พี่ชายของเขาช่างใจดำจริงๆ
ลวี่ซานถงพลันรู้สึกตัว ดวงหน้าเคร่งขรึมนั้น มีเพียงหูสีขาวที่เรื่อสีขึ้นเล็กน้อย พริบตาเดียวหางเส้นนั้นถูกเก็บไปในทันที
“ชิ….!!” ดวงตาสีแดงละจากพี่ชาย หันมาจ้องหน้ามู่เชียนแทน ก่อนจะหลบสายตาไป นึกน้อยใจนางที่เป็นต้นเหตุทำให้เขาถูกด่า แต่กลับเอ่ยแค่คำว่า ‘พอเถอะ’ เท่านี้ ผู้เป็นนายเห็นแล้วก็นึกเอ็นดูนัก..
“เฮ้อ… ดูสิซานถงนอกจากฉลาด หน้าตาดี สุภาพแล้วยังอ่อนน้อมอย่างยิ่ง… เสี่ยวจิ้ง.. อย่าโทษข้าเลย เจ้าตกกระป๋องแล้ว” มู่เชียนล้อเสี่ยวจิ้ง… ทำให้เทพอสูรอารมณ์ร้อน เดือดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที แม้มังกรเทพจะไม่รู้ว่า ‘กระป๋อง’ หมายถึงสิ่งใด ทว่าย่อมไม่ใช่เรื่องดี
“เพ้ยย… สตรีหลายใจ ข้าจะบอกคนแซ่เยว่ว่าเจ้ามันไว้ใจไม่ได้” ต่อมหลงตัวเองทำงานอย่างหนัก…. เสี่ยวจิ้งมักจะรู้สึกรับไม่ได้ ที่จะมีใครมาบอกว่าผู้อื่นดีเลิศกว่า
“เอ๊ะ.. ข้าหลายใจ เกี่ยวอะไรกับเขา..” แน่นอนว่าวาจาของเขาทำให้นางขัดเขิน แต่ด้วยจุดประสงค์ให้เขาลืมความน้อยใจที่ได้รับ นางจึงจำต้องทำหน้าหนาเอ่ยวาจาโต้ต่อไป
“ไม่เกี่ยวใช่หรือไม่ ดี.. งั้นข้าออกไปบอกเจ้าหู่อู่นั่นเลย ..”
“เดี๋ยวสิ… เจ้า…. ข้าหลายใจตรงไหนกัน.. เจ้าอย่าได้ทำลายชื่อเสียงข้า”
“หึ… ย่อมได้ แต่ต่อไปอย่าให้ข้าได้ยินคำว่ากระป๋องนี้อีก…”
“อ้อ.. ได้สิ… เสี่ยวจิ้งของข้าทั้งน่ารัก ทั้งร่าเริง สดใส …. ผู้ใดจะกล้าโยนเจ้าลงไหล่ะ”
“เจ้าา…!”
“อะไรเล่า ข้าไม่ได้เอ่ยคำว่ากระป๋องเสียหน่อย.. เช่นนั้น ลงหม้อดีหรือไม่.. ใหญ่หน่อยจะได้นอนสบาย”
“มู่เชียน..!!” เสี่ยวจิ้งถูกล้อไม่หยุด อารมณ์หงุดหงิดทำให้เขาเปลี่ยนร่างกลับกลายเป็นมังกรตัวน้อยอีกครั้ง… หญิงสาวหัวเราะร่า มือบางยกขึ้นมาลูบศีรษะน้อยนั้นอย่างอ่อนโยนพร้อมกับปล่อยปราณอี้เจ๋อให้เขาสงบลง…
“ข้าผิดเอง.. เสี่ยวจิ้งคนดี อย่าโมโหเลยนะ”
ท่าทีหยอกล้อที่เต็มไปด้วยความสนิทสนมนั้น กลับเรียกประกายอ่อนโยนในดวงตาเคร่งเครียดของลวี่ซานถงได้
‘ขอบคุณเทพบิดา…’ นายหญิงที่ท่านส่งมา… จิตใจงดงามจริงๆ …
“จริงสิ เกิดเรื่องใดขึ้นกับท่านกันแน่..” เสี่ยวจิ้งหายโมโหแล้ว จึงหันกลับไปเอ่ยถามพี่ชายถึงเรื่องอาการบาดเจ็บร้ายแรงครั้งนั้น
“ร้อยกว่าปีก่อน ยามที่ปราณของข้าอ่อนแอถึงขีดสุด ก็พบกับคนผู้หนึ่ง.. ข้ารู้สึกได้ภายในร่างมีกลิ่นอายของเฮยเอ้อแฝงอยู่ จึงลอบติดตามมันไป ไหนเลยจะคาด ภายในร่างนั้นถึงกับมีมารรัตติกาลอาศัยอยู่”
“มารนั่นถือกำเนิดจากกระจกรัตติกาล จึงมีกลิ่นของเฮยเอ้อติดอยู่ด้วย จากนั้นข้าถูกมันพบเห็นเข้า… ด้วยปราณธาตุอาถรรพ์อันสามารถทำลายข้าได้ ข้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บที่ท้อง ทั้งยังเกิดการรั่วไหลของปราณในร่างไม่หยุด ยามหลบหนีไม่มีทางเลือกจำต้องใช้วิชาลับของเผ่าจิ้งจอก ผนึกตนเองไว้ในถ้ำจิ้งจอก รวมถึงสร้างสนามพลังปิดผนึกหุบเขาหู่อู่ทั้งหมด… ไม่อนุญาตให้ผู้ที่เหนือกว่าระดับมหายุทธ์เข้าไปได้”
“มหายุทธ์หรือ… มิใช่ปราชญ์ยุทธ์ ?” มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง นางจำได้ว่าที่นั่นปิดกั้นระดับปราชญ์ยุทธ์มิใช่หรือ
“สนามพลังของข้า ปิดกั้นระดับมหายุทธ์แน่นอน เดิมทีข้าสามารถอยู่ในผนึกได้อย่างสงบ ทว่าสิบกว่าปีก่อนกลับถูกมหายุทธ์กลุ่มหนึ่งพบเข้า พวกมันคิดว่าข้าคือผู้ครองลูกแก้วบงการอสูรจึงพยายามทำลายผนึกเพื่อค้นหาลูกแก้วในตัวข้า แม้สุดท้ายพวกมันจะถูกราชาจิ้งจอกในถ้ำนั้นกำจัดไปได้.. ทว่า ทว่าผนึกของข้าก็ถูกทำให้เกิดรอยร้าว… ปราณในร่างรั่วไหลออกมาอีกครั้ง …. ตลอดเวลาสิบปีกว่าที่ผ่านมา… ทำให้ยามนี้ระดับมหาอสูรของข้าเหลือเพียงปราชญ์อสูรเท่านั้น”
“ฮ่าฮ่าฮ่า.. พี่สามท่านกลายเป็นเสี่ยวซานแล้วสินะ ฮ่าฮ่าฮ่า” เสี่ยวจิ้งหัวเราะอย่างสะใจไม่หยุด เมื่อคิดได้ว่าพี่ชายที่เคยกดข่มเขามาตลอดยามนี้มีระดับต่างจากเขาหลายขุม ก็รู้สึกภูมิใจนัก เขากลายเป็นต้าจิ้งแล้ว !!
ลวี่ซานถงหรี่ตามองน้องชายที่หัวเราะร่วนอยู่ ด้วยสีหน้าไม่ต่างจากเดิม… ริมฝีปากสีแดงจัดเผยอเป็นรอยยิ้มปริศนาสายหนึ่ง
“นั่นสินะ… เพื่อเป็นการยืนยันว่าข้ายังเป็นพี่สามของเจ้า ข้าคงต้องแสดงอะไรออกมาบ้าง” ในมือของเขาพลันปรากฏโอสถสีดำสนิทเม็ดหนึ่ง ขนาดของมันใหญ่โตมาก ใกล้เคียงกับไข่ไก่ แม้ดูธรรมดาอย่างยิ่ง ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับชะงักเสียงหัวเราะ เทพมังกรตัวน้อยวูบร่างถอยไปอยู่บนไหล่ของมู่เชียนทันที
“อะแฮ่ม… พี่สาม ต่อหน้านายหญิง เราไม่ควรทะเลาะกัน” มู่เชียนได้ยินก็หัวเราะพรืดออกมา … นางไม่มีทางเชื่อว่าเสี่ยวจิ้งจะรู้ความเพียงนี้ เห็นทีโอสถในมือของซานถงเม็ดนั้นคงน่ากลัวอย่างมาก
“ขออภัยนายหญิง” เทพจิ้งจอกเอ่ยอย่างสุภาพ พลางเก็บโอสถเม็ดนั้นกลับเข้าไปในร่าง จากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องต่อ
“เพื่อความปลอดภัย เหล่าบริวารของข้าจึงตัดสินใจร่ายเวทย์เพิ่มเติม กำหนดให้ระดับปราชญ์ยุทธ์เท่านั้นจึงเข้าไปในเทือกเขาหู่ลี่ได้ ทว่าสนามพลังของพวกเขาอ่อนแอกว่าข้าอยู่บ้าง บางครั้งจึงยังมีระดับจ้าวยุทธ์หลุดเข้าไปได้ แต่อย่างไรก็ไม่อาจหาข้าและเผ่าจิ้งจอกพบ”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” มู่เชียนเอ่ย
“แล้วร่างมารนั่น…. ภายหลังเป็นอย่างไร” เสี่ยวจิ้งเอ่ยถาม
“จากสภาพที่ข้าพบ ร่างนั่นกำลังเริ่มเน่าเปื่อยเสื่อมสลายด้วยไม่อาจรับปราณธาตุมืดอาถรรพ์นั้นได้… ยามนี้คงตายไปนานแล้ว ทว่ามารรัตติกาลตนนั้นมันยังต้องพยายามต่อไปอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้ครอบครองมิติแห่งนี้ มันต้องทำทุกทางเพื่อให้ตนมีร่างขึ้นมาให้ได้…”
หลังจากข้อสงสัยทุกอย่างคลี่คลาย มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งจึงพาลวี่ซานถงมายังสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยเหลือเสี่ยวจือจือ …
ลวี่ซานถงตรวจอาการของอสรพิษสาวอย่างละเอียดครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป กล่าวว่าตนจะไปเตรียมของที่ต้องใช้สำหรับการรักษาครั้งนี้ มู่เชียนรู้สึกกังวลอยู่บ้างว่า่เขามีระดับเพียงปราชญ์ยุทธ์จะสามารถช่วยเหลือเสี่ยวจือจือได้หรือไม่ ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับหัวเราะร่า และบอกนางว่า
“วางใจเถอะ.. แผ่นดินนี้หากเขารักษานางไม่ได้ก็ไม่มีผู้ใดทำได้แล้ว”