ก่อนหน้านี้ทั้งจินแอนนี่และอาจารย์กู้ซีอาจไม่ทันสังเกต แต่ซูหนานจิ่นกลับใส่ใจน้องสาวนอกไส้คนนี้มากกว่าใคร เขาเป็นห่วงเสมอว่าหลังจากออกจากตระกูลซูไปแล้ว เธอจะใช้ชีวิตลำบากรึเปล่า
ดังนั้น แค่แวบแรกที่เห็นซูลั่ว เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันที
ซูลั่วรีบดึงปกคอเสื้อขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็นไรค่ะพี่ใหญ่ หนูขอไปสอบซ่อมก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
“อืม”
ซูหนานจิ่นมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง หลังจากที่ซูลั่วเริ่มการทดสอบ เขาก็หันไปถามอาจารย์กู้ซีที่อยู่ข้าง ๆ “อาจารย์ครับ ตอนฝึกทหารมีใครแกล้งลั่วลั่วรึเปล่าครับ?”
พูดตามตรง กู้ซีไม่ได้รู้สึกดีกับคนตระกูลซูอยู่แล้ว พวกเขารับเลี้ยงซูลั่วมา แล้วพอจะทิ้งก็ทิ้งกันง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
ขนาดเลี้ยงสัตว์ยังเกิดความผูกพัน แต่นี่คนทั้งคน!
เดิมทีเธอก็เป็นคนค่อนข้างนิ่ง ๆ อยู่แล้ว ตอนนี้สีหน้าจึงยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก
“คนที่แกล้งซูลั่วมากที่สุด ก็คือคนจากตระกูลซูของพวกคุณไม่ใช่เหรอคะ?”
ซูหนานจิ่นเม้มปากแน่น สีหน้าดูสับสนและหนักใจ “เรื่องนี้มีความเข้าใจผิดอยู่ครับ และสถานการณ์ก็ค่อนข้างซับซ้อน แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็มองซูลั่วเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอเด็ดขาด”
ซูหนานจิ่นก็เป็นนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบไปไม่นานและมีความโดดเด่น กู้ซีเองก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร
สีหน้าของเธอจึงอ่อนลงเล็กน้อย “เด็กคนนี้มีพรสวรรค์มาก เรื่องวุ่นวายในตระกูลขุนนางของพวกคุณจะเป็นยังไงฉันไม่สนใจ แค่หวังว่าพวกคุณจะไม่มาทำให้เธอเสียสมาธิ จนการเรียนต้องหยุดชะงัก ในอนาคต เด็กคนนี้จะเป็นนักบินเมคคาที่เก่งกาจได้อย่างแน่นอน”
ซูหนานจิ่นขมวดคิ้ว ตอนแรกลั่วลั่วไม่ได้ลงทะเบียนเรียนภาควิชาการบัญชาการหรอกเหรอ?
แต่เมื่อมองอาจารย์ภาควิชาเมคคาผู้เข้มงวดตรงหน้า เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก และหันไปมองหน้าจอแสดงผลเพื่อดูสถานการณ์การฝึกของซูลั่วแทน
การฝึกยิงปืนขณะขับเมคคา โดยหลักการแล้วยากกว่าการยิงปืนแบบปกติมาก
แต่ซูลั่วคุ้นเคยกับเมคคาเป็นอย่างดี แถมปฏิกิริยาของเธอก็รวดเร็วสุด ๆ เมื่อไม่มีผลกระทบจากยาอีกต่อไป ทั้งความเร็ว ความคล่องแคล่ว และสมรรถภาพทางกายของเธอก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ความเร็วในการยิงเข้าเป้าแม่นยำอย่างน่าทึ่ง
เมื่อผลลัพธ์ออกมา อัตราความแม่นยำกลับสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
ซูหนานจิ่นพูดอย่างตื่นเต้น “ลั่วลั่ว เธอสุดยอดมาก!”
ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่ซูหนานจิ่นเพิ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจักรวรรดิและเข้ารับการฝึกทหาร คะแนนในรายการนี้ของเขาก็อยู่ที่เก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเพดานสูงสุดแล้ว
เพราะจนถึงตอนนี้ ทั่วทั้งดาวอัลฟ่า คนที่ทำคะแนนได้สูงกว่าเก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์มีเพียงคนเดียวคือฉู่ซิงหลาน
คะแนนของเขาคือ...ความแม่นยำในการยิง หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าเอาตัวเองไปเทียบกับฉู่ซิงหลาน องค์ชายเก้าคนนั้นเป็นอัจฉริยะที่เก่งเกินมนุษย์ไปแล้ว
กู้ซีเองก็ทั้งประหลาดใจและดีใจมาก “นักศึกษาคนอื่น ๆ ที่สอบไปเมื่อวาน คนที่คะแนนดีที่สุดคือมู่หรงซ่งฉือ แต่อัตราความแม่นยำของเขาก็อยู่ที่เก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เท่ากับของซูหนานจิ่นในตอนนั้น...ซูลั่ว เธอสุดยอดมาก!”
นั่นหมายความว่า เมื่อรวมคะแนนสอบซ่อมนี้เข้าไปด้วย ซูลั่วก็จะแซงหน้ามู่หรงซ่งฉือขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย!
ซูลั่วกลับทำหน้าเฉย ๆ คะแนนแค่นี้ยังไม่ดีพอให้เธอต้องภูมิใจอะไร
เพราะเป้าหมายของเธอนั้นสูงกว่านี้มาก
กู้ซีรู้ว่าสองพี่น้องคงจะมีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ จึงให้ซูลั่วไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวฝึกความอดทนในช่วงบ่าย แล้วก็แยกตัวออกไป
ซูลั่วเดินตามซูหนานจิ่นไปยังทางเดินกระจกใสที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของฐานฝึกทหารได้ทั้งหมด
“ลั่วลั่ว พี่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอจะเก่งขนาดนี้! วางใจได้เลย พี่กลับไปจะรีบบอกท่านพ่อ ท่านพ่อรู้ว่าเธอเก่งขึ้นขนาดนี้ ท่านจะต้องดีใจมากแน่ ๆ! ท่านจะต้องให้เธอกลับบ้านแน่นอน!”
ซูลั่วส่ายหน้า “พี่ใหญ่คะ ตระกูลซูไม่ใช่บ้านของหนู”
ซูหนานจิ่นชะงักไป แต่พอนึกถึงพ่อแม่ที่ลำเอียงและน้องสาวแท้ ๆ ที่ไม่รู้จักโต เขาก็เงียบไปสักพัก เมื่อมองน้องสาวตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าเติบโตขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ในใจของเขาก็รู้สึกโหวง ๆ
“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ? ถ้าตระกูลซูไม่ใช่บ้านของเธอ...แล้วพี่ชายคนนี้ เธอก็ไม่ต้องการแล้วเหรอ?”
“ไม่ค่ะ พี่ยังเป็นพี่ใหญ่ของหนูเสมอ”
ซูลั่วรู้ว่าซูหนานจิ่นดีกับเธออย่างจริงใจ เธอแยกแยะได้ แต่ตระกูลซูนั้น...เธอจะไม่กลับไปอีกเด็ดขาด
สีหน้าของซูหนานจิ่นดูสับสน แต่เขาก็ยังคงพูด “ลั่วลั่ว เงินของเธอมาจากไหนกันแน่? พี่รู้ว่าเธอเป็นคนไม่ยอมแพ้ใคร และตอนนี้เธอก็เก่งมาก ควรจะทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเรียนและการฝึกฝน อย่าปล่อยให้พรสวรรค์ของตัวเองต้องเสียเปล่า เข้าใจไหม?”
“ค่ะ หนูเข้าใจ”
คนหนึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบทหาร อีกคนอยู่ในชุดฝึกสีดำ ทั้งสองต่างก็ตัวสูงโปร่ง เมื่อยืนเคียงข้างกันก็ดูเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก
ฉู่ซิงหลานมาที่ฐานทัพหลายครั้ง พอจัดการเรื่องของซูลั่วเสร็จแล้ว เขาก็เลยถือโอกาสตรวจตราฐานทัพไปรอบหนึ่ง
แล้วเขาก็ได้เห็นภาพนี้เข้าพอดี
พวกเขายืนอยู่ใกล้กันมาก และที่สำคัญ ฉู่ซิงหลานมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเวลาที่ซูลั่วอยู่ต่อหน้าซูหนานจิ่น เธอดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองสุด ๆ
นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอไว้ใจซูหนานจิ่นมากแค่ไหน
จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวองค์ชายเก้าก็เย็นเยียบลงอย่างไม่มีเหตุผล แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ออกมา ทำเอานักรบดวงดาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เผลอลูบแขนตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ทำไมจู่ ๆ ถึงหนาวขึ้นมาล่ะ?
หรือว่าแอร์จะเสีย?
กว่าพวกเขาจะรู้ตัว ฉู่ซิงหลานก็ก้าวตรงไปยังซูลั่วและซูหนานจิ่นแล้ว
ซูลั่วรู้ว่าซูหนานจิ่นเป็นห่วงเธอ จึงเล่าเรื่องในมหาวิทยาลัยให้เขาฟังว่าเธอปรับตัวได้ดีในทุก ๆ เรื่อง แต่วินาทีต่อมาเมื่อเห็นฉู่ซิงหลานผู้มีใบหน้าเย็นชา รอยยิ้มบนมุมปากของเธอก็ค่อย ๆ หายไป
ซูหนานจิ่นเองก็เห็นฉู่ซิงหลานเช่นกัน เขารีบทำความเคารพ “องค์ชายเก้า”
ฉู่ซิงหลานตวัดสายตาเย็นชาไปมองซูหนานจิ่น โดยไม่ได้มองซูลั่วเลยแม้แต่น้อย เขาพูดว่า “ฉันจำได้ว่านายไม่ได้สังกัดอยู่ที่นี่”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสังกัดกองทัพภาคที่สาม รับผิดชอบภารกิจคุ้มกันแหล่งพลังงานนอกพื้นที่ ตอนนี้อยู่ในช่วงพักร้อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อพักร้อน ก็กลับบ้านไปซะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ...”
หลังจากฉู่ซิงหลานพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่แม้แต่จะชายตามองซูลั่วเลยสักนิด
ซูลั่วหลุบตาลง
ผู้ชายคนนี้...นิยามคำว่า ‘ใช้แล้วทิ้ง’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ!
หลังจากฉู่ซิงหลานนำคนจากไปแล้ว ซูหนานจิ่นจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพึมพำกับตัวเอง “ทั้งที่องค์ชายก็อายุไม่มาก แต่พออยู่ต่อหน้าพระองค์ทีไร พวกเราหลายคนก็อดเกร็งไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะแรงกดดันจากระดับพลังล่ะมั้ง...อ้อ จริงสิ ลั่วลั่ว เธอรู้จักกับองค์ชายไม่ใช่เหรอ ทำไมเมื่อกี้พระองค์ดูเย็นชากับเธอนักล่ะ?”
เขายังจำได้ว่า ตอนนั้นองค์ชายเก้าดูเหมือนจะสนิทสนมกับลั่วลั่วไม่ใช่เหรอ?
ซูลั่วตอบเสียงเรียบ “หนูเคยคุยกับองค์ชายแค่ตอนที่พระองค์อยู่ในช่วงอ่อนไหวเท่านั้น พอพระองค์พ้นช่วงนั้นไปแล้ว ก็คงจะจำหนูไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
“หลังจากพ้นช่วงอ่อนไหวไปแล้ว ก็น่าจะยังจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้นะ แต่องค์ชายเก้าทรงเป็นบุคคลสำคัญ อาจจะจำพวกเราคนธรรมดาไม่ค่อยได้”
“อาจจะใช่ค่ะ”
ซูหนานจิ่นอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เขาคุยกับซูลั่วอีกสองสามประโยคก็ต้องจากไป
ซูลั่วนึกถึงเรื่องที่อาจารย์พูดขึ้นมาได้ “พี่ใหญ่คะ มีเพื่อนส่งของมาให้หนู แต่เขาไม่รู้ว่าหนูออกจากตระกูลซูแล้ว ก็เลยส่งไปที่บ้าน พี่กลับไปช่วยเก็บของไว้ให้หนูก่อนนะคะ พอหนูฝึกทหารเสร็จแล้วจะไปหาพี่เพื่อรับของค่ะ”
“ได้สิ”
หลังจากส่งซูหนานจิ่นแล้ว ซูลั่วก็เดินกลับไปที่หอพัก
ระหว่างทาง สมองกลก็สั่นขึ้นมาเบา ๆ และก็เป็นไปตามคาด...ข้อความจากฉู่ซิงหลาน
[ฉู่ซิงหลาน: เธอกับซูหนานจิ่นไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด จำไว้ว่าให้รักษาระยะห่างด้วย!]