หลังถูกสวีทงปั่นหัวเสียจนมึนงง เล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างก็นิ่งเงียบไป ยามนี้ทั้งสองจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ก่อนหน้านี้ในหัวของทั้งคู่มีเพียงเื่การล้างแค้นตี้จวิ้นและตงหวง ทันทีที่เห็นทงเทียนพลังบำเพ็ญรุดหน้า ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือต้องให้ทงเทียนเป็ทัพหน้าเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีที่เคยเสียไป
ใช่ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าการไปหาเื่เผ่าปีศาจนั้นไม่มีผลดีอันใด ความจริงเล่าจื๊อคำนวณผลได้ผลเสียไว้อย่างถ่องแท้นัก ทว่าเพราะเขาคำนวณมาดีเกินไปนั่นแหละจึงได้มาหาทงเทียน เจตนาที่แท้จริงคือ้าให้ทงเทียนออกหน้าแบกรับบ่วงกรรมนี้แทน
ด้านหนึ่งก็เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของทายาทที่แท้จริงของผานกู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็หวังจะใช้เื่นี้ลดทอนบารมีของทงเทียนลงบ้าง เพราะเล่าจื๊อแอบกังวลใจ พลังบำเพ็ญของน้องสามคนนี้รุดหน้าเร็วเกินไปจนน่าใ
จากการฟังการบรรยายเต๋าครานี้ เล่าจื๊อเริ่มมีความสงสัยบางอย่าง
ทงเทียนอาจจะไม่ได้ใช้บุญบารมีเบิกฟ้าเพื่อเพิ่มพลังบำเพ็ญ แต่อาจจะตระหนักรู้ถึงวิธีการบรรลุปราชญ์ทางอื่นเข้าจริง ๆ
หากพิจารณาจากความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมา เล่าจื๊อรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้สูงที่ทงเทียนจะเดินบนวิถีพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง
ทั้งสามคนถือกำเนิดจากิญญาต้นกำเนิดของผานกู่ เล่าจื๊อคือส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด และมีเื่หนึ่งที่หยวนสื่อไม่เคยรู้ นั่นคือยามที่เล่าจื๊อถือกำเนิด เขาได้รับสืบทอดอภิญญาอย่างหนึ่งมาจากผานกู่ นั่นคือ ‘หนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์’
นั่นหมายความว่า หากวันใดที่เล่าจื๊อแข็งแกร่งพอ เขาเพียงคนเดียวก็สามารถแบกรับชื่อเสียงของสามวิสุทธิ์ไว้ได้ทั้งหมด เื่เช่นนี้หากพูดออกไปย่อมทำลายความสัมพันธ์พี่น้องเป็แน่ เพราะในขณะที่อีกสองคนคิดว่าเขาคือพี่ใหญ่ แต่ในใจเขากลับมองอีกสองคนเป็เพียงเงาของตนเอง
ในเมื่อเขาได้รับสืบทอดหนึ่งปราณจำแลงสามวิสุทธิ์มาได้ เช่นนั้นหากทงเทียนจะได้รับสืบทอดวิถีพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลังมาก็ไม่ใช่เื่แปลก ด้วยเหตุนี้เล่าจื๊อจึงรู้สึกหวาดระแวงทงเทียนยิ่งนัก
ทว่าหลังจากฟังคำพูดของสวีทงเมื่อครู่ เล่าจื๊อก็พลันได้สติ
“ถูกต้อง แม้ข้าอยากจะล้างแค้นเ้านกสองตัวนั่นเพียงใด แต่ยามนี้ข้าได้รับปราณม่วงหงเิมาแล้ว วันหน้าย่อมบรรลุเป็ปราชญ์แน่นอน ไฉนต้องเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกเดรัจฉานนั่นให้เสียเวลา”
หยวนสื่อเองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน ทั้งสองสบตากันและมองเห็นความลังเลในดวงตาของอีกฝ่าย
สวีทงมองดูคนทั้งสองพลางนิ่งเงียบรอจังหวะ
หากพวกเ้าสองคนอยากจะรนหาที่ตายนัก ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ขุดหลุมฝังให้เสียเลย อย่างมากที่สุดข้าก็แค่หนีไปซ่อนตัวในห้วงโกลาหล หากยังไม่บรรลุขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า ข้าจะไม่มีวันโผล่หัวออกมาในหงฮวงเด็ดขาด พวกเ้าก็เชิญเล่นสนุกในมหันตภัยนี้กันไปสองคนเถอะ
สวีทงคิดในใจ ทว่านี่เป็เพียงแผนสำรองสุดท้ายเท่านั้น
ความจริงเขามองนิสัยของคนทั้งสองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขามั่นใจว่าเ้าสองคนนี้ไม่มีทางยอมเอาอนาคตอันรุ่งโรจน์ของตนไปเสี่ยงเพื่อการแก้แค้นเพียงชั่ววูบแน่นอน
และก็เป็ไปตามคาด หลังจากชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย เล่าจื๊อก็แสดงสีหน้าจริงจัง พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “อืม สิ่งที่น้องสามพิจารณานั้นมีเหตุผล เื่นี้ข้ากับเ้ารองทำพลาดไปจริง ๆ ”
เมื่อเห็นเล่าจื๊อเอ่ยปาก หยวนสื่อก็รีบเออออตามทันที “ถูกต้อง เ้านกกระจอกสองตัวนั้นไม่คู่ควรให้พวกเราเอาตัวไปแลกด้วยเลยแม้แต่น้อย ฐานะของพวกเราสูงส่งเพียงใด ในวันหน้าพวกเราคือปราชญ์ คือทายาทที่แท้จริงของผานกู่ หากไปถือสาหาความกับเ้านกกระจอกนั่นย่อมเสียเกียรติยิ่งนัก”
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว!” ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันในพริบตา
สวีทงเห็นภาพนั้นแล้วลอบแค่นเสียงในใจ
เหอะ... ทีอย่างนี้ล่ะเข้าขากันดีเชียวนะ ไอ้พวกขี้ขลาด พอเห็นว่าความเสี่ยงมันสูงเข้าหน่อยก็รีบเผ่นป่าราบทันที
สวีทงมั่นใจว่าหากยามนี้ทั้งสองคนมีพลังระดับปราชญ์ล่ะก็ คงไม่มานั่งพูดจาไพเราะแบบนี้แน่ คงพุ่งไปถล่มตี้จวิ้นกับตงหวงจนจมดินไปนานแล้ว
แม้ในใจจะนึกดูแคลน แต่ใบหน้าของสวีทงยังคงยิ้มแย้มพยักหน้าเห็นพ้อง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ตกลงกันได้แล้ว เขาจึงเตรียมส่งแขก
“ในเมื่อพี่ใหญ่และพี่รองตัดสินใจได้เช่นนี้ ข้าเห็นว่าพวกท่านควรรีบกลับไปหยั่งรู้สัจธรรมจากปราณม่วงหงเิ เพื่อให้บรรลุปราชญ์โดยเร็วจะดีกว่า”
ทั้งสองพยักหน้า ไม่เอ่ยถึงเื่การไปล้างแค้นเผ่าปีศาจอีก “ได้ ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราขอตัวลากลับก่อน”
“ข้าจะไปส่งพี่ใหญ่และพี่รอง”
สวีทงลุกขึ้นยืนด้วยความยินดี
ไปเสียทีเถอะเ้าพวกดาวหายนะ มัวแต่มาขัดจังหวะการบำเพ็ญของข้าอยู่ได้ ข้าน่ะจะเป็ชายผู้มหาเต๋าในอนาคตนะเฟ้ย!
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู หยวนสื่อสะบัดมือคราหนึ่งแล้วเหินร่างจากไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยลา ซึ่งสวีทงก็ชินเสียแล้วกับนิสัยของหยวนสื่อที่ ‘ยามมีเื่เห็นหัว ยามหมดธุระไร้เงา’
ทว่าเล่าจื๊อกลับยังไม่ไปทันที
เขาหันมามองสวีทงด้วยสายตาลึกล้ำพลางส่ายหน้าเบา ๆ ยามเห็นหยวนสื่อจากไปแบบนั้น ก่อนจะเอ่ยกับสวีทงคล้าย้าจะปลอบใจว่า “น้องสาม เ้าอย่าถือสาหยวนสื่อเลย นิสัยเขาเป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
การที่เล่าจื๊อออกปากอธิบายแทนหยวนสื่อทำให้สวีทงประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเขาก็ยิ้มรับ “พี่ใหญ่กล่าวอะไรกัน พวกเราสามพี่น้องไฉนต้องเกรงใจกันถึงเพียงนั้น”
สวีทงเอ่ยอย่างสุภาพ แต่ในใจกลับต่อประโยคท้ายว่า ก็เพราะนิสัยอย่างหยวนสื่อนี่แหละที่ท่านให้ท้ายจนเสียนิสัย
เล่าจื๊อจ้องมองสวีทงเนิ่นนาน เมื่อแน่ใจว่าสวีทงมิได้ขุ่นเคืองจริง ๆ จึงพยักหน้า “น้องสามพูดถูก ‘บัวแดงรากขาวใบเขียว’ สามวิสุทธิ์ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจกันจริง ๆ ”
สวีทงมิได้ตอบคำ ทว่าเล่าจื๊อกลับยังพูดไม่จบ
เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวีทงแล้วเอ่ยถามช้า ๆ ว่า “น้องสาม... วิถีที่เ้าเดินอยู่นั้น... มันสามารถไปจนสุดทางได้จริงหรือ?”
คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นทำให้สวีทงใจกระตุกวูบ แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
ตาแก่เอ๋ย ช่างเ้าเล่ห์นัก ที่แท้ก็ยังไม่วายจะมาหลอกถามความลับของข้าจนได้สินะ
สวีทงมั่นใจว่าเล่าจื๊อไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าเขาฝึกวิชาอะไรอยู่ ที่ถามออกมาเช่นนี้ก็เพียงเพื่อ้าหยั่งเชิงเพื่อหาคำตอบที่ตนเองสงสัยเท่านั้น เล่าจื๊อคงเริ่มระแวงว่าเขากำลังเดินบนวิถีพิสูจน์มรรคาด้วยพละกำลัง
ไม่ว่าเขาจะพยักหน้าหรือส่ายหน้า เล่าจื๊อก็จะได้รับคำตอบที่้าทั้งสิ้น ทว่าสวีทงย่อมไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นง่าย ๆ
สวีทงแสร้งยิ้มขมขื่นพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ทางเดินสายนี้จะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ข้าเองก็มิอาจรู้ วิถีแห่งการบำเพ็ญมีนับหมื่นแสน ข้าเพียงมีใจอยากสำรวจไปทีละอย่าง ทว่าชีวิตคนมีขีดจำกัด แต่สัจธรรมนั้นไร้ขอบเขต การใช้สิ่งที่มีขีดจำกัดไปสำรวจสิ่งที่ไร้ขอบเขต... ข้าเองก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร”
ในเมื่อเ้าจะมาหลอกถาม ข้าก็จะปั่นหัวเ้าด้วยควันไฟเสียเลย อยากรู้ว่าข้าฝึกวิถีอะไรงั้นรึ? ข้าบอกว่าข้าอยากลองทุกวิถีนั่นแหละ เ้าก็ไปเดาเอาเองแล้วกันว่าข้าอยู่สายไหน!
เป็ไปตามคาด เมื่อได้ยินคำตอบที่แฝงปรัชญาชวนงุนงงของสวีทง ใบหน้าของเล่าจื๊อก็แข็งค้างไปทันที เขาถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ที่เกือบจะทำให้ตนเองกระอักเืออกมาด้วยความหงุดหงิด!