เฉินเยี่ยหันมา“น้องเคยคิดอยากให้ต้าชุนกับเยาเม่ยมาเรียนที่ปักกิ่งบ้างหรือเปล่า”
“ตั้งแต่เม่าถิงกลับมาจากมณฑลเฮยก็บอกว่าหมู่บ้านต้าเจียงที่พวกน้องอยู่ไม่มีโรงเรียนประถมถ้าต้าชุนกับเยาเม่ยจะเรียนหนังสือคงต้องไปเรียนที่หมู่บ้านข้างๆหรือเข้ามาเรียนในตัวเมือง คงยุ่งยากมากอย่างไม่ต้องสงสัย”
“อีกอย่างสภาพแวดล้อมและทรัพยากรด้านการศึกษาของปักกิ่งก็ดีกว่ามณฑลเฮยมากเพื่อเด็กๆ น้องลองพิจารณาดูไหม”
สวีหว่านหนิงถอนหายใจ“ใช่ว่าฉันจะไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้นะคะ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่สะดวกย้ายมาอยู่ปักกิ่ง”
โรงงานอาหารสาขาย่อยที่หมู่บ้านต้าเจียงเพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ไม่กี่เดือนแม้จะได้ใบสั่งซื้อจากปักกิ่งแล้วรายการหนึ่ง อีกทั้งยังทำยอดขายในท้องถิ่นได้ไม่แล้วแต่ก็ยังไม่ถือว่าสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคง
เธอเป็นผู้บริหารจำเป็นต้องรับผิดชอบงานที่โรงงานสาขา
อีกอย่างเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามของเธอก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างไรก็คงต้องรอให้จัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จก่อน ถึงจะย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ปักกิ่งได้
เฉินเยี่ยไม่รู้ความคิดของสวีหว่านหนิงจึงนึกว่าสวีหว่านหนิงกำลังกังวลเรื่องสถานการณ์การเป็นจือชิงของตัวเองเฉินเยี่ยจึงกระซิบว่า “ขอแค่น้องกลับมาที่ปักกิ่ง พวกเราสามารถวิ่งเต้นได้พ่อของพี่สะใภ้รองของพี่ดูแลเรื่องการส่งจือชิงไปที่ชนบทโดยเฉพาะในมือของเขามีรายชื่อคนที่จะได้กลับเข้าเมือง พี่ช่วยขอให้ได้”
“ขอบคุณความหวังดีของพี่สะใภ้มากเลยค่ะแต่เรื่องนี้คงไม่เหมาะที่จะรบกวนคนอื่น”
เฉินเยี่ยอยากบอกว่าไม่รบกวนเลยสักนิดขอแค่คนตระกูลสวีเอ่ยปาก พ่อของพี่สะใภ้รองของเธอก็คงจะใส่ชื่อสวีหว่านหนิงเข้าไปในรายชื่อนั้นอย่างไม่ลังเล
แต่เธอเพิ่งแต่งเข้าตระกูลสวีมาได้ไม่กี่ปีคนตระกูลสวีไม่เคยขอให้ช่วยเรื่องนี้มาก่อน เธอจึงไม่กล้าเอ่ยปากออกไปโดยพลการ เลยมาถามความคิดเห็นของสวีหว่านหนิงก่อน
เฉินเยี่ยไม่รู้เลยว่าคนตระกูลสวีมีหรือจะไม่เคยคิดเรื่องนี้ ตอนสวีหว่านหนิงไปอยู่ชนบทได้สามปีตระกูลสวีก็พ้นวิกฤตโดยสิ้นเชิงแล้วพวกเขาผลัดกันเขียนจดหมายเกลี้ยกล่อมสวีหว่านหนิงให้เธอกลับมาที่ปักกิ่ง
แต่ทุกครั้งร่างเดิมกลับปฏิเสธเพราะกู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนจะไม่ได้กลับไปด้วย เธอไม่อยากแยกจากพวกเขาเพราะมันจะทำให้เธอกลายเป็นคนไม่รักเพื่อน
ส่วนสวีหว่านหนิงนั้นหลังทะลุเข้ามาในหนังสือก็ได้รับจดหมายจากที่บ้านหลายฉบับพ่อกับแม่เองก็เคยบอกให้เธอกลับมาอยู่ปักกิ่ง แต่เธอก็ปฏิเสธไปเช่นกัน
เธอคือผู้หญิงที่รู้เรื่องราวของนิยายรู้ดีว่าทิศทางของเรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางไหน
เธออยากใช้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ใช้ผลงานที่จับต้องได้เป็นช่องทางในการกลับปักกิ่งอย่างสง่าผ่าเผย
เธอไม่อยากพึ่งพาเส้นสายของตระกูลสวีหรือเส้นสายของหลินอัน
เธอไม่อยากเป็นแค่ไม้ประดับของคนอื่น
“ในเมื่อน้องมีแผนการอื่นพี่ก็จะไม่ก้าวก่าย แต่ถ้าน้องอยากกลับปักกิ่งเมื่อไรบอกพี่ได้เสมอพี่จะช่วยจัดการให้”
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้พี่สะใภ้ดีกับฉันมากจริงๆ” สวีหว่านหนิงขอบคุณอีกฝ่ายจากใจจริง
อีกด้านแม่สวีและป้าสะใภ้สองคนของสวีหว่านหนิงสอบปากคำหลินอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“หมอกำชับไว้ว่าหลินอันต้องพักผ่อนให้ดีพวกเราคงไม่อยู่รบกวนแล้วละ เอาไว้ตอนบ่ายแม่ทำกับข้าวเสร็จจะเอามาส่งให้นะ”
“แม่คะไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ฉันเช่าเตาทำอาหารในโรงอาหารของโรงพยาบาลไว้แล้วฉันทำอาหารเองได้ค่ะ”
“ดูพูดเข้า เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่เห็นจะลำบากตรงไหนอีกอย่าง โรงพยาบาลเต็มไปด้วยเชื้อโรค ถ้าเชื้อโรคปะปนเข้าไปในอาหารจะทำยังไงเชื่อฟังแม่ ต่อจากนี้แม่จะเอาอาหารมาส่งให้พวกลูกทุกวัน”
ได้ยินดังนั้นสวีหว่านหนิงก็ไม่อยากฝืนใจอีกฝ่าย
เธอไม่ควรขัดขวางการแสดงความรักของแม่สวี
ไม่ทันไรเวลาก็ผ่านไปแล้วสิบวัน
สิบวันที่ผ่านมาคนตระกูลสวีผลัดกันมาเยี่ยมหลินอัน
ส่วนหลินอันนั้นต้องเผชิญกับการสอบปากคำซ้ำไปซ้ำมา
ตั้งแต่พ่อแม่ลุงใหญ่ ลุงรอง ยันพี่ชายห้าคนของสวีหว่านหนิง ไม่ว่าใครมาหาหลินอันจะต้องตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
สวีหว่านหนิงอดกลัวหลินอันรำคาญไม่ได้แต่ในความเป็นจริงหลินอันนั้นใจเย็นมาก
ต่อให้ถูกถามคำถามเดิมหลายครั้งเขาก็จะตั้งใจตอบทุกครั้ง
เพราะปัจจัยหลายอย่างในที่สุดคนตระกูลสวีก็ยอมรับในตัวหลินอัน
ตอนเย็น หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จหลินอันก็รบเร้าสวีหว่านหนิงว่า “เธอรีบกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะตอนนี้ฉันลุกจากเตียงได้แล้ว ฉันดูแลตัวเองได้”
สวีหว่านหนิงนอนบนโซฟาเดี่ยวมาแล้วหลายวันกล้ามเนื้อทั้งร่างกำลังกรีดร้องเพราะความเมื่อยล้า
ด้วยเหตุนี้หลังจากเห็นว่าหลินอันดูแลตัวเองได้จริงๆ แล้ว เธอจึงกลับมาที่บ้านสวีเพื่อนอนให้อิ่มสักหนึ่งตื่น
เพียงแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูใหญ่ของบ้านพักทหารสวีหว่านหนิงก็ถูกหญิงวัยกลางคนที่ดูคุ้นหน้าขวางทางไว้
ผู้หญิงวัยกลางคนคนนี้ดูจะหวาดกลัวทหารเฝ้ายามเธอจึงไม่กล้าเข้าใกล้บ้านพักทหาร และรอจนกว่าจะเห็นเงาร่างของสวีหว่านหนิงจึงค่อยเดินมาหา
“หว่านหนิงไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ปี เธอดูสวยขึ้นจริงๆ”
สวีหว่านหนิงหรี่ตาลงพลางมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
เธอรู้สึกคุ้นหน้าแต่นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายคือใคร
แต่หน้าตาของผู้หญิงคนนี้ดูร้ายกาจและไม่มีเหตุผลทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร
อีกฝ่ายลองยื่นมือมาจะจับมือสวีหว่านหนิง“ดูมือของเธอสิ ทำเกษตรมาหลายปีจนมัน...”
สวีหว่านหนิงยกมือหลบไม่ยอมให้อีกฝ่ายจับมือ
เธอโบกมือไปมาตรงหน้าผู้หญิงคนนี้
“มือของฉันก็ยังดีอยู่นี่คะ”
อีกฝ่ายยิ้มพลางกล่าว“นั่นสินะ ทำเกษตรมาหลายปีแต่ผิวไม่ดำคล้ำ มือก็ไม่ด้าน ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีไม่เหมือนกู้จวิ้นของพวกเรา...”
กู้จวิ้น?
สวีหว่านหนิงมองอีกฝ่ายอย่างละเอียดจึงได้เห็นความละม้ายคล้ายคลึงกับกู้จวิ้นจากใบหน้าของอีกฝ่าย
มิน่า เธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้!
ร่างเดิมเคยเจอแม่ของกู้จวิ้นแค่ครั้งเดียวแถมครั้งนั้นผู้หญิงตรงหน้าเธอคนนี้ยังด่าและดูหมิ่นร่างเดิมที่เป็นลูกข้าราชการเสียจนไม่มีชิ้นดี
ปากเอาแต่บอกว่าร่างเดิมไม่คู่ควรกับกู้จวิ้นของพวกเขา
ทั้งที่พ่อของกู้จวิ้นเป็นแค่คนงานเผาเหล็กในโรงงานเหล็กแถมยังไม่ใช่พนักงานประจำ และแม่ของกู้จวิ้นก็เป็นเพียงพนักงานในโรงอาหาร
พวกเขาฐานะแย่กว่าร่างเดิมหลายร้อยเท่าไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้บอกว่าร่างเดิมไม่เหมาะกับลูกชายของพวกเขา
แต่ร่างเดิมกลับเก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจและคิดมาโดยตลอดว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่านี่คือวิธีการลดทอนคุณค่าเพื่อควบคุมความคิดของร่างเดิม!
“มีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”น้ำเสียงของสวีหว่านหนิงเจือความหงุดหงิด
“ไม่มีอะไรมากหรอกฉันได้ยินว่าเธอกลับมาแล้วเลยอยากแวะมาหา”
ตอนแม่กู้พูดอยู่นั้นเธอกวาดตามองสวีหว่านหนิงอย่างพิจารณาสายตาเหมือนกำลังประเมินค่าสินค้าชิ้นหนึ่งไม่มีผิด
“ฉันไม่สนิทกับคุณคงไม่ต้องรบกวนคุณเดินทางไกลมาเพื่อเยี่ยมฉัน ขอตัวก่อนนะคะ”
“เด็กคนนี้!”แม่กู้ยื่นมือมาคว้าแขนของสวีหว่านหนิงแล้วตำหนิว่า“ผู้หลักผู้ใหญ่คุยด้วยแต่กลับทำตัวแบบนี้หรือ ทำไมไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
“ผู้หลักผู้ใหญ่?” สวีหว่านหนิงแค่นหัวเราะ“คุณเป็นญาติฝ่ายไหนของฉันคะ ป้ากู้ ฉันไม่สนิทกับป้า อย่ามาหาเรื่องฉันเลยอีกอย่าง วาจาตำหนิติเตียนของป้าควรเก็บไว้ใช้กับกู้จวิ้นมากกว่า อ้อ จริงสิหลี่เชี่ยนเชี่ยนเองก็เหมือนจะชอบฟังนะคะ”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็สะบัดมือของแม่กู้ออกแล้วปลีกตัวออกมา
เธอไม่ควรหยุดฟังอีกฝ่ายพูดจาเหลวไหลเลย!
เสียอารมณ์หมด
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆครอบครัวที่อบรมลูกชายออกมาเป็นคนแบบกู้จวิ้นได้จะดีสักเท่าไรกันเชียว?