เธอไม่รู้ว่า พ่อเป็คนชนิดใดกันแน่ที่พยายามจะทําให้เธอมีความรู้สึกว่าตัวเองได้กระทําในสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ตลอดเวลามาร่ายังจําได้ว่า แม่มีความรู้สึกเ็ปชอกช้ำมากมายเพียงไรไม่เข้าใจว่าตัวเองได้กระทําความผิดอะไรเขาจึงลงโทษด้วยการทิ้งเธอกับลูกไปอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งแม้มาร่าจะยืนยันว่าทั้งหมดนั้นมันมิใช่ความผิดของแม่เลย แต่แม่ก็ไม่ยอมฟังดังนั้นสิ่งที่เธอนึกตําหนิแม่อยู่ในใจก็คือการที่แม่หลงรักพ่ออย่างงมงายไม่ลืมหูลืมตาและกล่าวโทษว่าเป็ความผิดของตัวเองอยู่ถ่ายเดียว
กระรอกตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไป ดูเหมือนมันกําลังมีธุระวุ่นวายอยู่กับการสะสมเสบียงอาหารไว้ก่อนที่ฤดูหนาวอันแท้จริงจะผ่านเข้ามาถึง เหนือขึ้นไปบนกิ่งไม้เธอทันมองเห็นปีกสีแดงของนกคาร์ดินัลที่โผผินบินอยู่ แต่ทว่า ชีวิตที่น่ารักน่าทะนุถนอมเ่าั้ มิได้เรียกความสนใจจากมาร่าในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
เธอเดินมาหยุดที่ตู้ไปรษณีย์ ดึงประตูตู้ให้เปิดออกและหยิบจดหมายที่ทงอยู่ข้างในออกมา เหลือบตามองดูจ่าหน้าอย่างลวกๆส่วนใหญ่แล้วก็เป็จดหมายที่มีผู้ส่งมาถึงพ่อทั้งสิ้นกับอีกบางฉบับที่เป็บิลล์เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็เื่ของเธอเองน้อยนักที่มาร่าจะได้รับจดหมายส่วนตัวจากใครสักฉบับ
มันเป็ความจริงอยู่ประการหนึ่งว่า เธอมีเพื่อนน้อยมากแต่มาร่าก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็ความเสียหายอะไรที่เธอจะไม่มีเพื่อนกับใครเขามากนัก โดยความเป็จริงแล้วเธอกลับจะรู้สึกเศร้าใจแทนสําหรับบุคคลที่ทําตัวเองให้ผูกพันอยู่กับคนอื่นอย่างมากเสียด้วยซ้ำเธอพอใจที่จะอยู่คนเดียวตามลําพังมากกว่า ไม่้าความช่วยเหลือของใครทั้งสิ้นและถือว่าใครก็ตามที่จะทำเช่นนั้นได้คือผู้ที่มีพลังกายพลังใจที่จะควบคุมการดําเนินชีวิตของตนเองไว้
มันมีอะไรบางอย่างที่พัฒนาขึ้นมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อมาถึงวันนี้ที่เธอมีอายุได้ 22 ปีแล้ว ส่วนหนึ่ง นั้นเกิดด้วยสิ่งและสภาพแวดล้อมการถูกเลี้ยงดูมาในชนบทโดยไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงครอบครัวใดที่จะมีลูกอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอและกับการที่เธอเป็ลูกคนเดียว ไม่มีพี่สาวน้องชายแต่อย่างใดทั้งสิ้น
กับอีก่วนหนึ่งนั้น เนื่องมาจากเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในชีวิตเพื่อนฝูงที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ต่างก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเธออยู่ไม่น้อยที่จู่ๆ พ่อก็ทอดทิ้งทั้งแม่และเธอไปแต่ทว่าไม่มีใครที่จะเข้าใจในความรู้สึกที่ว่าตนเองถูกทรยศหักหลังอย่างรุนแรงจากผู้เป็พ่อ
การที่เขาทอดทิ้งครอบครัวไปอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่สาวกว่า สวยกว่าแม่ มิใช่เื่ที่จะปกปิดเป็ความลับไว้ ได้ง่าย ๆ ใคร ๆก็รู้ว่าอดัม เพรนทิส นั้น เป็นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งเป็ผู้เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเื่ากลางเมืองที่เกิดขึ้นในเกตตี้สเบิร์กใคร ๆ ในชนบทแห่งนี้ ต่างก็รู้เห็นกันอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ตอนที่แม่ล้มป่วยลงนั้นมาร่าเพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยได้เพียงแค่เดือนเดียว ซึ่งทําให้เธอต้องลาออกและอยู่กับบ้านเพื่อดูแลพยาบาลแม่ จนกระทั่งแม่เสียชีวิตลง ภายหลังจากนั้นอีก 6สัปดาห์ต่อมา ต่อมาก็ต้องมีการจัดการเกี่ยวกับพิธีฝังศพและการโอนทรัพย์สินมรดกต่างๆ โดยเฉพาะในเื่ของอสังหาริมทรัพย์
และอีก 2 ปีต่อมา พ่อก็ได้รับอุบัติเหตุอันรุนแรงจนกระทั่งร่างกายพิการเป็อัมพาต ไม่สามารถไปไหนมาไหน หรือช่วยตัวเองได้มากนักซึ่งเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนี้ทําให้มาร่าตัดสินใจที่จะพึ่งพาแต่เฉพาะตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลย
เธอปิดตู้ไปรษณีย์ลงและเดินย้อนกลับไปยังบ้านไร่ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยศิลาแดงทั้งหลังนั้นอีกครั้งแต่พอเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็เห็นรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามาตามทางเข้าส่วนตัวเมื่อเข้ามาใกล้ก็ชะลอความเร็วลง พร้อมกับเสียงแตรที่ดังขึ้น เธอจำคนขับได้ว่าเขาคือฮาร์ฟ เบนเนตท์ นั่นเอง
“ผมมีข่าวดีมาบอกคุณ” เขาร้องบอกออกมาทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้พร้อมกับเลี้ยวรถเข้ามาหา
มาร่าเขม่นมองหน้าเขาอยู่ ก่อนที่จะออกเดินต่อไปยังตัวบ้านเธอรู้ว่ามันจะต้องเป็เื่อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับบ้านหลังเล็กที่อยู่ตรงสุดปลายที่ดินฮาร์ฟ เบนเนตท์เป็นักธุรกิจเกี่ยวกับบ้านและที่ดินที่มาร่าบังเอิญได้รู้จักกับเขาตอนที่มีเื่การโอนที่ดินมรดกของแม่มาเป็ของเธอนั่นเอง
ครั้งหนึ่งบ้านเล็กหลังนั้นเคยทําให้ครอบครัวมีรายได้จากการให้เช่ามาแล้ว ภายหลังจากที่พ่อได้จากไปบ้านหลังนั้นก็ถูกทิ้งไว้ มิได้รับการดูแลเท่าที่ควร และในที่สุด ก็ทรุดโทรมลงจนเกินกว่าที่จะบอกให้เช่าอีกได้
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เองฮาร์ฟได้พยายามพูดจาเกลี้ยกล่อมให้มาร่าได้เห็นในคุณค่าของมันและลงมือซ่อมแซมให้สภาพเดิมกลับคืนมา การที่มาร่ายอมตกลงทําตามคําแนะนําของเขานั้นส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่อดัมแสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเมื่อซ่อมแซมขึ้นมาใหม่แล้ว ค่าเช่าที่จะได้รับนั้นจะคุ้มกับที่ลงทุนไปหรือไม่เพราะมันเป็เพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่มีห้องนอนเพียงแค่ห้องเดียว
งานหลักของการซ่อมแซมนั้นได้สําเร็จเรียบร้อยลงเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เองแต่มาร่าก็เริ่มลงมือตกแต่งเสียใหม่ให้น่าอยู่ ในขณะเดียวกันฮาร์ฟกช่วยเหลือด้วยการประกาศหาผู้เช่าให้มาร่านั้นมิได้รู้สึกว่าเป็เื่จำเป็ที่เธอจะต้องแต่งบ้านหลังนั้นอย่างเร่งรีบเธออยากจะให้เป็ไปในลักษณะที่ค่อยเป็ค่อยไปมากกว่าแต่เมื่อมองดูใบหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มกว้างนั้น มาร่าก็ชักจะสังหรณ์ใจว่าหรือเธอจะคาดการณ์ผิดไปแล้ว
“เฮลโล ฮาร์ฟ” เธอยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ“เห็นบอกว่ามีข่าวดี คงจะเป็เื่ที่เกี่ยวกับบ้านหลังเล็กนั่นใช่ไหม”
เธอเดินผ่านหน้าเขา ไปเปิดประตูบ้านด้านหน้าออกพร้อมกับเดินนําเข้าไปในตัวบ้านก่อน ด้วยรู้อยู่ว่าถึงอย่างไรฮาร์ฟก็จะต้องเดินตามมา ซึ่งเขาก็ทําเช่นนั้นจริงๆ
“ใช่ ก็เื่บ้านหลังเล็กนั่นแหละ” เขาตอบ “วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายคนหนึ่งเขาบอกว่าเขามีความสนใจเื่บ้านหลังนั้นมาก”
ห้องโถงกว้างภายในตัวบ้านถูกแบ่งออกเป็สองส่วนตรงมุมปลายห้องมีบันไดรูปตัวแอลทอดขึ้นสู่ชั้นบน ประตูไม้โอ๊คแบบบานเลื่อนเปิดเข้าไปสู่ห้องทํางานซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ห้องนั่งเล่นมาก่อนเปิดอ้าอยู่ พื้นบ้านที่ปูด้วยไม้เนื้อแข็งถูกเช็ดถูจนเป็มันระยับและมีพรมสั้นปูอยู่ในบางส่วน
จากภายในห้องทํางานนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงผู้เป็บิดาร้องถามออกมาว่า
“มีจดหมายถึงพ่อบ้างหรือเปล่าล่ะ มาร่า”
“มีค่ะ” เธอแยกจดหมายที่มีจ่าหน้าถึงบิดาออกจากฉบับอื่นและหันไปพูดกับฮาร์ฟว่า “รอเดี๋ยวนะ” จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องทํางาน
“เอ้า...จดหมายเธอวางมันลงบนโต๊ะทํางานตัวเล็กที่มีล้อเลื่อนของอดัมตั้งอยู่เื้ั
ผู้เป็บิดามองเลยร่างเธอไปยังบุรุษที่ยืนอยู่กลางห้องโถงภายนอก
“เฮลโล ฮาร์ฟ ธุรกิจเป็ไงบ้างล่ะ” เขาทักทายด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
“ก็พอไปได้ครับ เพิ่งขายบ้านได้ 2-3 หลัง”เขาตอบตามมารยาท “คุณล่ะครับเป็ยังไงบ้าง”
“สบายดี...ขอบใจ” เขาตอบเพียงเท่านั้นและลงมือเปิดจดหมายออกอ่าน
เมื่อมาร่าเดินออกมาหาฮาร์ฟอีกครั้งนั้นเธอปล่อยให้สายตาสํารวจใบหน้าของเขาอยู่ แม้ฮาร์ฟจะอายุอยู่ในวัย 30 แล้ว แต่ใบหน้าก็ยังดูอ่อนเหมือนเด็กหนุ่มแต่ก็สามารถที่จะดําเนินธุรกิจส่วนตัวของตนไปได้
“เราเข้าไปคุยกันในครัวดีไหม” มาร่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพไม่ว่าฮาร์ฟจะมาคุยกับเธอด้วยเื่อะไรก็ตามย่อมไม่ใช่ธุรกิจที่อดัมจะต้องมารับรู้ด้วยทั้งสิ้น และเธอก็ไม่้าให้เขามารับรู้เกี่ยวกับเื่ธุรกิจที่เธอกําลังจะทําด้วย
“ดีสิผมจะได้ขอกินกาแฟสักถ้วยถ้าคุณพอมีเหลืออยู่” เขาพูดอย่างเป็กันเอง
“ดูเหมือนจะมีอยู่นะเพราะฉันชงไว้เผื่อหลังอาหารกลางวันด้วย” เธอตอบตามตรงรู้สึกนึกขันกับการที่เขา พยายามจะสร้างความเป็กันเองมากกว่าจะไม่พอใจ