"อื๋อออ.. นี่มันที่ไหนหว่า" ไรเซลงุนงงกับสภาพรอบตัว "นี่มันไม่คุ้นตาเลยนะ ไหงบอกว่าจะส่งกลับโลกฟะ" รอบตัวตอนนี้ประกอบไปด้วยสวนหย่อม กำแพงผลึกใส และท้องฟ้าสีม่วง ช่างไม่มีส่วนใดคับคล้ายคับคลากับโลกที่ตัวเองจากมาซักกะนิด
"งงอะไรของเ้า… นี่เ้าไม่ใช่ลืมไปแล้วรึไงว่าจะต้องมาขอพรจากข้าก่อนค่อยกลับ" เกิดเสียงดังสะท้อนจากความว่างเปล่า ไรเซลจับทิศทางจากเสียงนั้นไม่ได้แม้แต่น้อย
"ลืมสนิทไปเลยนะเนี่ย… เฮ้!! ออกมาคุยกันก่อน" ไรเซละโกลับไป
ทันใดนั้นสภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้จากที่อยู่สวนหย่อม ไรเซลนั้นปรากฏขึ้นบนห้องกว้างแห่งหนึ่ง ภายในประกอบไปด้วยโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางและเก้าอี้สองตัวตั้งอยู่คนละด้าน บนโต๊ะเป็แบบจำลองภูมิประเทศ ซึ่งเป็แบบจำลองของโลกที่ไรเซลอยู่ขณะนี้ ด้านหน้าไรเซลตอนนี้คือบุคคลหนึ่ง ร่างกายสูงใหญ่กว่า 4 เมตร ผิวมีสีเขียว ผมยาวสลวยสวยเก๋ ปานออกมาจากโฆษณาในโทรทัศน์ก็ไม่ปาน ผิดกับรูปร่างกำยำล่ำสันปานนักมวยปล้ำและหน้าตาโเี้จนเด็กเห็นยังร้องไห้เหลือเกิน ผู้ชายคนนี้สวมกางเกงรัดรูปและเสื้อเกราะตัวหนาที่ทำจากทองทั้งหมด สลักลวดลายหมาป่า ด้านหลังมีไม้เท้ามากมายจนเหลือคนานับ เปล่งรัศมีแข็งแกร่งกดดันออกมาทุกอัน นี่ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าแก่นกลางของไม้เท้านั้นทำมาจากวัตถุล้ำค่าเทียบได้กับแก่นสารประจุเวทย์มนตร์เลยทีเดียว
"สวัสดีผู้กอบกู้ไรเซล ตัวข้าคือจอมเวทย์ผู้สร้างแห่งดาวยูทาเรียแห่งนี้ นามว่า ไกอัส วอนเฟรย์ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลแห่งพลังภายในดาวดวงนี้ และเฝ้ามองความเป็ไปแทนเหล่าเทพผู้สร้างทั้ง 12 องค์" ไกอัสแนะนำตัวอย่างเป็ทางการกับไรเซล
"!!!!!!!!!!!!" ไม่มีเสียงตอบรับกลับจากไรเซลแม้แต่นิด มีเพียงหน้าตาเหวอหวาเสียกิริยาเท่านั้นในตอนนี้
"ฮ่าๆๆๆ.. นี่เ้าน่ะไม่ต้องใไปหรอก ตัวข้าเป็บุคคลใจดีผิดกับหน้าตานะ มาๆ มานั่งคุยกันก่อน" ไกอัสขำขันกับท่าทางเหรอหราของไรเซลพลางกวักมือเรียกไรเซลมานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้า
"นี่มัน…. ไอ้กล้ามล่ำหน้าตาดิบเถื่อนแบบนี้เนี่ยนะนี้เนี่ยนะ นักเวทย์ เอ็งตอแหลตรูใช่มั้ย ถ้าไม่บอกนี่ตรูนึกว่าเอ็งเป็ เดอะฮั… ล์ แล้วนะเว้ย กล้ามแน่นขนาดนี้ไม่ต้องใช้เวทย์หรอก ต่อยหมัดเพียวๆ คู่ต่อสู้ก็ลงไปนอนดิ้นแล้วโว้ย" ไรเซลคิดในใจ สิ่งที่ไกอัสเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ในใจไรเซลนั้นช่างห่างไกลกันเหลือเกิน
หลังจากจากที่หยุดตัวเองจากอาการตกตะลึงได้แล้วไรเซลก็เดินไปนั่งด้านหน้าของไกอัสอย่างงงๆ
"เอาล่ะ… ก่อนที่เ้าจะรับพรและกลับโลกของเ้า ตัวข้านั้นได้เฝ้ามองเ้ามาตลอด ข้าเชื่อว่าเ้ามีเื่ราวที่อยากถามข้าหลายอย่าง" ไกอัสเปิดประเด็นพูดคุยขึ้น
ในตอนนี้ไรเซลเองก็กลับมาสุขุมเหมือนอย่างเดิมแล้ว "อา.. นั่นสินะ" ไรเซลพูดด้วยสีหน้ารำรึกความหลังจากครั้งเก่าในอดีต
"งั้นคงต้องจัดให้ตามคำขอแล้วล่ะ…… เริ่มจากข้อแรก พวกที่มาที่นี่พร้อมกับชั้น ตอนนี้เป็ยังไงบ้าง" ไรเซลเปิดคำถามแรกด้วยสิ่งที่เป็ปมในใจมากที่สุด
"เื่นี้มันง่ายมาก.. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพวกเขาเป็ไปตามที่เ้าได้สันนิษฐานไว้" ไกอัสตอบด้วยท่าทางเรียบเฉย
"งั้นเหรอ….." ไรเซลถอนหายใจด้วยท่าทางโล่งอก "ข้อที่สอง ทำไมต้องเรียกพวกเรามา ดูจากท่าทีทั้งหมดในดาวดวงนี้แล้ว ไม่น่าจะขาดแคลนผู้ทรงพลังเลยซักนิด" ไรเซลถามต่อทันที
"เื่นี้ตอบง่ายมาก.. เ้าเองก็คงจะรู้ว่าผู้คนในดินแดนนี้ถูกสาปจากราชินีมอร่า ไม่ว่าผู้ใดก็ตามล้วนไม่อาจััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เลยซักนิด เพราะฉะนั้นถึงไม่ได้สงสัยเลยว่าทำไมถึงโจมตีสาวกทั้ง 7 ของราชินีมอร่าไม่ได้เลย ตัวตนทรงพลังที่หลบซ่อนอยู่ก็ไม่ได้สนใจความเป็ไปในทวีป ข้าจึงต้องเรียกพวกเ้ามาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าผู้คนได้ฉุกคิด" ไกอัสกล่าวตอบไรเซล
"งั้นทำไมไม่แก้ปัญหาเองเลยเล่า ตัวนายก็เหมือนกับเป็เทพของดาวดวงนี้ไม่ใช่รึไง" ไรเซลพูดแดกดัน
"ผู้พิทักษ์อย่างข้าไม่สามารถทำสิ่งใดกับดาวดวงนี้ได้ พลังที่มีนั้นเพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอกเท่านั้น" ไกอัสตอบด้วยความจนใจ
"ทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองสินะ.. งั้นอย่างน้อยแกก็ควรจะบอกกล่าวอะไรบ้างซักนิด ไม่ใช่สักแต่จะโยนเราลงมาแล้วให้พวกเราดิ้นรนด้วยตัวเองแบบนี้!!! " ไรเซลโมโหขึ้นมาแล้ว ต้องรู้ก่อนเลยว่า ั้แ่ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงบนที่แห่งนี้ ไรเซลนั้นก็พบเจอกับอุปสรรคมากมายหลายแขนงเหลือเกิน ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทุกวินาทีและเฝ้ามองคนสำคัญต้องจากไปนั้น ไม่ต้องกล่าวเลยว่าเ็ปขนาดไหน
"ข้าต้องขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้...." ไกอัสกล่าวด้วยใจจริง เื่ราวที่เกิดขึ้นนี้ไกอัสพยายามเต็มที่แล้ว ตัวเขาเองไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยภายในดวงดาว ไม่แม้กระทั่งส่งเสียงหรือข้อความใดๆ ครั้นเมื่อตั้งใจบอกกล่าวภารกิจเมื่อพวกไรเซลมาถึง กลับโดนพลังของราชินีมอร่าดึงเข้าไปในทวีปที่นางอาศัยอยู่ ไกอัสคาดไม่ถึงอย่างแท้จริง
"ช่างเถอะ… อย่างน้อยมันก็ทำให้ชั้นมีวันนี้และพวกนั้นตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วด้วย" ไรเซลถอนหายใจ นี่ไม่ใช่ว่าไรเซลไม่เข้าใจ เพียงแต่มันคันปากอยากจะต่อว่าเล็กน้อยเท่านั้น ไม่งั้นคงรู้สึกคันยุบยิบๆ ไม่หาย
"ข้อที่สาม จากที่ชั้นเข้าใจ พลังเวทย์ในโลกนี้ใช้กับโลกของชั้นไม่ได้ ถ้างั้นพลังจิตของชั้นที่เกิดจากตัวชั้นเอง มันจะยังมีพลังอยู่มั้ยเมื่อกลับไป" เรียกได้ว่าสิ่งนี้คาใจที่สุดแล้ว นั่นก็เพราะตัวไรเซลเองพอใจกับความเก่งกาจด้านพลังจิตซะเหลือเกิน พลังที่ตัวเองฝึกฝนมาแทบล้มประดาตาย หากจะหายไปง่ายๆ คงหดหู่น่าดู
"สำหรับคำถามนี้ตัวเ้าคงรู้ว่าพลังเวทย์ภายในดาวยูทาเรียนั้นมีอยู่อย่างหนาแน่น แต่ภายในโลกของเ้านั้นไม่มีพลังแบบเดียวกันอยู่ นี่เป็เหตุผลว่าทำไมเวทมนตร์ถึงใช้ไม่ได้ กฎเกณฑ์เองก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงการที่เ้าจะใช้พลังจิตในโลกของเ้าได้นั้นเ้าอาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมถึงพันเท่าเลยทีเดียว… ที่สำคัญที่สุดมันยังมีสิ่งที่มากกว่านั้น" ไกอัสอธิบายกับไรเซลก่อนที่จะเตรียมบอกบางอย่างออกไป
"อะไรกัน ไอ้สิ่งที่มากกว่านั้นน่ะ" ไรเซลสงสัย แค่เพียงรู้ว่าเื่พลังจิตยังพอมีหวังอยู่แค่นี้ก็พอใจแล้ว ไรเซลเชื่อว่าความสามารถของตัวเองตอนนี้นั้น หากจะฝึกฝนที่โลกอีกครั้งคงพอมีทางเป็ไปได้
"การดำรงอยู่ของดาวยูทาเรียและผู้คนนั้นเป็ความลับมากที่สุดในจักรวาลนี้ ผู้ที่ร่วงรู้นั้น นอนจากเทพผู้สร้างทั้ง 12 ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดรับรู้อีก รวมทั้งไม่อนุญาตให้ชาวยูทาเรียออกจากดวงดาวแห่งนี้ด้วย" ไกอัสบอกกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
"ความลับ.. ถ้ามันลับมากขนาดนั้นแล้วจะเชิญชั้นมาทำไม ทำไมพวกแกไม่จัดการกันเองวะ พอพวกเรากลับไปยังไงพวกเราก็ต้องรู้เื่ของที่แห่งนี้อยู่ดี" ไรกล่าวด้วยท่าทางเอาเื่ ตัวเขาเบื่อกับเื่พวกนี้เต็มทน เทพทั้ง 12 ห่าไรวะ ทำอะไรเอาแต่ใจชะมัด
"เื่นี้ข้าจะบอกล่าวต่อเ้า ผู้ใดก็ตามที่มาเยือนยังที่แห่งนี้ หากจะออกไป ความทรงจำจะต้องถูกลบไป" ไกอัสกล่าว
ไรเซลที่ได้ฟังถึงกับลุกขึ้นยืนทันที ความในี้ทำให้พลังในร่างปั่นป่วน รอบข้างตอนนี้เกิดแตกร้าวขึ้นทันทีแม้จะอยู่ในอากาศ "เื่บ้าอะไรกันวะ!! นี่พวกแกคิดว่าเอาคนอื่นมาลำบาก พอจบเื่แล้วจะให้ทำเป็ลืมแล้วไสหัวส่งได้รึไง" ไรเซลฟิวขาดแล้วตอนนี้ ชีวิต 5 ปีนี้มันลำบากแต่ไรเซลเองก็เหมือนกับได้หล่อหลอมตัวเองเป็คนใหม่ซึ่งตัวเขาเองก็พอใจในชีวิตตอนนี้ ถ้าไอ้ตัวเขียวนี่จะมาลบความจำทิ้ง ไม่ใช่ว่าตัวเขานี้เองก็ต้องหายไปรึไง เื่นั้นเท่านั้นที่ยอมไม่ได้
"ใจเย็นก่อนเถอะ เ้าจะทำลายวิหารของข้าแล้ว" ไกอัสร้อนรน
"เย็นกับป้าเอ็งซี่ ถ้าจะมาลบความจำตรูก็ลองดูสิวะ มาลองฟาดปากกันซักตุ๊บสองตุ๊บ" ไรเซลกล่าวพร้อมทำหน้าตาจิ๊กโก๋พลางกวักมือเรียกแบบอาจารย์ยิปมั…
ไกอัสจนใจแล้วตอนนี้ แม้ตัวเองจะมีพลังที่เทพผู้สร้างมอบให้ แต่ไหนเลยพลังสร้างสรรค์จะสู้พลังทำลายได้ ยิ่งกับไรเซลตอนนี้ พลังเวทย์โคตรโกงบวกกับอำนาจพลังจิต นี่มันไร้เทียมทานที่สุดแล้ว ไอ้เ้าเด็กน้อยฮาน นี่เ้าจะเอาหินแสงจันทร์ให้มันทำไม ข้าอยากตบบ้องหูเ้าซักทีนัก "เ้าใจเย็นเถอะ อย่างที่ข้าบอก ข้าเฝ้าดูเ้าตลอด และข้ารู้ว่าเ้าไม่มีทางยอมรับแน่ เพราะฉะนั้นข้าได้เตรียมหนทางไว้สำหรับเื่นี้แล้ว" ไกอัสรีบอธิบาย
ตอนนี้เองที่ไรเซลใจเย็นลงและรับฟัง "ไหนลองว่ามา" ไรเซลตอบ
"เ้าควรรู้ว่าเ้าจะได้รับพรหนึ่งประการเป็การตอบแทนสำหรับเื่ในครั้งนี้" ยังไม่ทันที่ไกอัสจะพูดจบด้วยซ้ำ แต่ไรเซลก็ขัดขึ้นซะก่อนแล้ว "จะให้ใช้พรอันแสนมีค่าเพื่อปัญหาไร้สาระของพวกเอ็งงั้นเหรอ นี่อยากโดนซักตุ๊บมากใช่มั้ยห๊ะ…!!! " ด้วยความเดือดดาลนี้ทำให้ผู้ฝักใฝ่ในสันติอย่างไรเซลเริ่มข่มขู่ผู้อื่นแล้ว เนี่ยมันเป็เื่ที่เขาสุดจะทนจริงๆ นี่มันคิดจะใช้งานกันฟรีๆ หรือไง
ไกอัสรีบโบกมือเป็พัลวัน ไอ้หมอนี่มันรีบร้อนไปแล้ว ตัวเขายังพูดไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ "ช้าก่อนๆ เ้าเข้าใจผิดแล้ว!!! แม้จะใช้พรเ้าก็ไม่อาจขอให้เก็บความทรงจำเอาไว้ได้ ที่ข้าอยากบอกคือให้เ้าฟังข้าอธิบายให้จบก่อน" ไกอัสทำหน้าวิงวอน ไอ้หมอนี่มันจะอันตรายเกินไปแล้ว
"เออออ…. ว่ามาว่ามา ไหนลองพูดให้มันเข้าหูซิ" แม้คำพูดจะดูเหมือนใจเย็นแล้วแต่ตอนนี้ในมือขวากำลังเร่งพลังเวทย์เต็มที่ ส่วนมือซ้ายนั้นคลื่นพลังจิตวูบวาบ น่าหวาดเสียวนัก ไอ้นี่เตรียมอัดทันทีที่ไม่สบอารมณ์แน่นอน
ไกอัสเหงื่อซึมทันที อยู่มาก็เนิ่นนาน ไม่เคยเจอใครขู่แบบซึ่งหน้าอย่างนี้มาก่อน ชีวิตนี้ตกต่ำลงจังวะ สงสัยจบปัญหานี้ได้คงต้องหาทางขอบคุณได้เด็กเปรตฮานหน่อยแล้ว "เอาล่ะ ในเมื่อใจเย็นลงแล้วข้าจะอธิบายก่อน แม้ว่าข้าจะปล่อยผ่านกฎนี้ไม่ได้แต่มันก็มีทางแก้ไขอยู่ คนอื่นอาจจะทำไม่ได้แต่เ้านั้นเป็ข้อยกเว้น" ไกอัสบอกออกไป
"ทำไมถึงมีข้อยกเว้นวะ เพราะชั้นหล่อเกินไปใช่มั้ย….." ไรเซลลดพลังในมือลงพร้อมกับพูดออกไปอย่างคาดหวัง "อาา.. นี่มันเป็เพราะความหล่อของเราสินะ ช่างบาปหนาเหลือเกิน" ความในใจไรเซลช่างฟุ้งซ่านเหลือเกิน
ไกอัสตอนนี้สีหน้าเหยเกไปแล้ว เมื่อกี้มันยังจะตีชาวบ้านอยู่เลยย ทำไมตอนนี้มันกลับอารมณ์ดีซะงั้น เอ็งเป็ไบโพล่าใช่มั้ยเนี่ย "เอ่ออ.. ก็ไม่ถูกซะทีเดียว ตลอดเวลาที่ข้าทำหน้าที่อยู่นั้น ผู้ที่สำเร็จภารกิจนั้นไม่เคยมีใครเหมือนกับเ้า เ้าเป็เพียงหนึ่งเดียว" ["ข้าหล่อมากสินะ"] ไรเซลสอดขึ้นอีกครั้ง ไกอัสตอนนี้เดือดปุดๆ แล้ว ไอ้นี่มันตั้งใจกวนเขาอยู่ใช่รึป่าว นี่ถ้าข้าสู้ได้ละก็ข้าจะทำให้เ้าสำนึก "เ้าฟังข้าให้จบเถอะ เ้าเป็เพียงคนเดียวที่ได้รับแก่นสารหินแสงจันทร์ แม้ว่านอกดาวยูทาเรียที่ไม่มีพลังเวทย์มันจะสำแดงพลังอะไรไม่ได้ แต่เ้าที่โชคดีได้มันไปนั้นช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน มันมีประโยชน์หลายอย่างมากกว่าที่เ้าคิด" พูดถึงตรงนี้ไกอัสก็กล่าวอย่างภูมิใจ หินแสงจันทร์ที่เรียกได้ว่ากำเนิดมาพร้อมกับดาวดวงนี้ันั้นมีพลังมากมายเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติที่จะ ป่านนี้คงลองตีกับไรเซลเพื่อแย่งชิงไปแล้ว [ผู้ที่จะประสานกับหินแสงจันทร์ได้ต้องเป็ผู้ที่เคยอาบไล้แสงจันทร์แห่งดาวยูทาเรีย ผู้พิทักษ์อย่างไกอัสไม่เคยเหยียบย่างเข้าสู้พื้นดาวยูทาเรีย เพียงอยู่ในมิติพิเศษรอบนอกเท่านั้น จึงหมดคุณสมบัติทุกประการ]
"หินนี่เจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอ ไหนลองว่าให้ฟังหน่อยซิ" ไรเซลตาลุกวาวเป็ประกาย เ้าฮานนี่ช่างทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวงนัก
เห็นท่าทางเหมือนเด็กน้อยได้ของเล่นของไรเซล ไกอัสช่างภูมิใจนัก ตอนนี้เขาพร้อมจะโม้แล้ว "เอาล่ะฟังข้า หินแสงจันทร์นั้นนอกจากใช้เพื่อกักเก็บประจุพลังเวทย์แล้วมันยังบรรจุอย่างอื่นได้อีกหลายสิ่ง มันเปรียบเสมือนมีอีกมิติหนึ่งที่คงอยู่ให้เ้าใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเป็เก็บของ เก็บความทรงจำ แม้กระทั่งกักเก็บพลังงานอย่างอื่นนอกจากพลังเวทย์ นั่นก็เพราะว่ามันไม่ได้เป็แก่นสารโดยกำเนิด แต่เปลี่ยนเป็แก่นสารหลังจากที่ได้หลอมรวมกับแก่นสารอย่างอื่น มันจึงวิวัฒนาการตัวเองได้" ไกอัสอวดโอ๋ หน้าตาแสดงภูมิความรู้นัก
เปรี้ยงงงงง……..!!!
ร่างไรเซลวูบหายก่อนปรากฏเบื้องหน้าไกอัส เสียงแแ่ดังสะท้าน ไรเซลต่อยไกอัสเข้าเต็มพุง นี่ช่วยไม่ได้จริงๆ ไกอัสมันน่าหมั่นไส้นัก ไม่ว่าจะเื่ก่อนหน้านี้หรือเื่ตอนนี้ นี่มันทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบเหลือถ้ายังอัดอั้นไว้
"อ้วกกก…… นี่เ้า!!!" นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าอ้วกเทพ ถึงแม้ว่าไกอัสไม่ใช่เทพจริงๆ แต่ก็ใกล้เคียง สิ่งที่ออกมานั้นคือมวลพลังเวทย์เข้มค้นที่รวมกันเป็ของเหลว ถ้าคนจากพื้นดินมาเห็นเข้าคงแย่งชิงกันตาเหลือกแล้ว แต่ว่า……. สำหรับไรเซลนี่มันก็อ้วกกองนึงนั่นเอง
"เอ็งทำหน้ากวนโอ้ยเองนี่หว่า นี่เอ็งลืมไปแล้วใช่มั้ยว่าสร้างวีรกรรมไรไว้ เอ็งยังมีหน้ามาอวดโอ่อีก" ไรเซลเป่าหมัดเบาๆ การต่อยไกอัสช่างระบายความเครียดได้ดีนัก เพราะตัวเขาในตอนนี้เกรงว่าออกแรงดีดเบาๆ ผู้อื่นก็คงปลิวหายไปสุดขอบจักรวาล "งั้นแปลว่าจะเก็บความจำชั้นไว้ในหินแสงจันทร์สินะ ทว่าตัวชั้นเองที่ใช้เวทย์มนตร์ไม่ได้นั้น จะคลายความทรงจำออกยังไง" ไรเซลกล่าว
"อุก" ไกอัสฝืนยืนขึ้นพร้อมกับมองอย่างอาฆาต แต่แล้วก็ต้องฝืนความแค้นนี้ไว้ ไอ้หมอนี่มันไม่ควรแหยมด้วยแน่นอน "ข้านั้นเก่งเื่เวทย์ผนึก แม้ตัวหินแสงจันทร์จะไม่เหลือพลังเวทแต่ข้าก็ประจุเก็บไว้ได้เล็กน้อยเพื่อให้มันคลายทีหลัง นี่เองก็เพื่อตอบแทนสิ่งต่างๆ ที่เ้าได้ทำไว้"
"งั้นเองเหรอ.. ดูท่าว่านายจะมีความสามารถอยู่นะ" ไรเซลกล่าวด้วยรอยยิ้ม ด้วยอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้ไกอัสจนใจกับมันเหลือเกิน
"ถ้าเ้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นก็มาเริ่มการประทานพรกันเถอะ" ไกอัสมีท่าทางจริงจัง สุดท้ายแล้วควรไล่ไอ้หมอนี่ไปให้พ้นๆ ก่อนที่มันจะอาละวาดดีกว่า
"งั้นพรที่ว่านี่ครอบคลุมแบบไหนบ้างล่ะ เป็ Po..n แบบนี้รึเปล่า รึเป็พรแบบอื่น" ไรเซลเริ่มกวน…. อีกครั้ง ไกอัสงุนงงกับคำศัพท์เหล่านี้มาก นั่นก็เพราะเขาเป็ผู้พิทักษ์ที่อยู่ต่างดาวช่วยไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็ชาวโลกได้ยินรับรองต้องร้องอ๋อออ..
"Por… อะไรของเ้ากันข้าไม่เข้าใจ" ไกอัสพูด
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเถอะๆ เอาเป็ว่าอธิบายขอบเขตมันมาก็พอ" ได้เห็นตัวแทนเทพผู้สร้างพูดคำหยาบแบบนี้ไรเซลอารมณ์ดีเหลือจะกล่าวแล้ว
"พรนี้อยู่ในขอบเขตเพียงตัวเ้า มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับผู้อื่นได้ อาทิเช่น เ้าไม่สามารถขอให้ผู้อื่นเคารพหรือหลงไหลในตัวเ้าได้ แต่เ้าสามารถขอให้ตัวเองเป็ผู้ที่มีสเน่ห์น่าเคารพได้ เพียงแต่ผู้อื่นจะหลงสเน่ห์เ้าหรือไม่นั้นมันก็อีกเื่หนึ่ง" ไกอัสอธิบาย
"ทำไมมันกากแบบนี้วะ อุส่าตั้งความหวังไว้ นี่มันไม่ต่างอะไรจากคิดว่าจะเปิดหีบสมบัติแล้วเจอทองเต็มไปหมด แต่ดันปรากฏว่าภายในเก็บขี้ไว้เต็มหีบเลยนี่หว่า" ไรเซลทำหน้าดูถูก
"เ้าช่างเปรียบเทียบพรของเทพผู้สร้างได้น่ารังเกียจนัก นี่เ้าคงไม่อยากได้มันแล้วสินะ" เส้นเืตรงขมับไกอัสขดเป็ม้วนแล้ว นี่ไอ้หมอนี่มันหยามกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ
"เอาน่าๆ ยังไงกำขี้ก็ดีกว่ากำตด ถึงจะไม่ได้อย่างที่หวัง ยังไงก็จะเอา….. งั้นทำให้ชั้นเป็ะ นี่แหละขอพร" ไรเซลบอกคำขอพร้อมหน้าตากวนบาทาอีกครั้ง
"นั่นทำไม่ได้ คำขอของเ้ามันฝืนกฎเกณฑ์ของจักรวาลมากเกินไป" ไกอัสเริ่มจะเหลืออด ที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่มีใครขอ แต่ทว่าพอได้เจอบ่อยๆ มันก็น่ารำคาญอยู่ดี พวกมนุษย์นี่จะอยากเป็ะไปทำไมเยอะแยะ
"ไรว้าาา… นี่มันก็เปลี่ยนแต่ตัวข้าไม่ใช่รึไง แล้วทำไมยังไม่ได้เล่า กากชะมัด" ไรเซลทำหน้าเซ็ง แม้ว่าความจริงจะรู้อยู่แล้วว่าขอแบบนี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้แค่อยากยั่วโมโหเท่านั้น
"การเป็ะ นอกจากจะต้องเปลี่ยนแปลงร่างกายของเ้าแล้วยังต้องเปลี่ยนวัฏจักรของจักรวาลด้วย การทำให้อายุยืนนั้นเป็ไปได้ แต่เมื่อพลังเวทย์ที่ข้าปรับแต่งในร่างกายเ้าหมดไป เ้าก็จะเข้าสู่การร่วงโรยอีกครั้ง ข้อนี้หากเ้า้าเราเริ่มกันได้เลย" ไกอัสตัดบทอย่างรวดเร็ว นี่ถ้าปล่อยให้มันก่อกวนต่อไปต้องได้ตีกันจนวิหารพังแน่นอน
"ของกากๆ ของเลียนแบบอย่างนั้นไม่อยากได้หรอก" ไรเซลทำหน้าเบื่อหน่าย
"ถ้างั้นเ้าก็รีบขอสิ่งทีเ้า้ามาเถอะ ข้าจะได้ส่งเ้าไปตามทางซะที" ไกอัสหงุดหงิดกับมนุษย์โลกนี่เหลือเกิน
"ขอเป็ะ" ไรเซลกวนประสาทอีกครั้ง
"นี่เ้าาาาาา…!!" ไกอัสฟิวขาดแล้วตัวเขาในตอนนี่เปล่งพลังเตรียมพร้อมรบจนความว่างเปล่ารอบตัวสั่นะเื นี่ข้าไม่ห่วงของรักหรือคอลเลคชั่นอะไรของข้าอีกแล้ว ข้าจะต้องกระทืบมนุษย์ผู้นี้ให้ได้!!
"อ๊ะ… คิดออกแล้วว" ไรเซลเมินไกอัสและพูดออกมา
"ว่า… มา… …" ไกอัสพูดเสียงต่ำ แม้จะเปล่งพลังอย่างอลังการแต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากสู้กับมันเลย ตีกับไอ้หมอนี่ ยังไงก็มีแต่เสีย "ถ้าเ้ายังขอแบบเดิมอีก แม้ต้องทุ่มสุดตัวข้าก็ต้องซัดเ้าให้ได้!!" น่าปวดหัวนัก ทำไมชีวิตผู้พิทักษ์ต้องมาเจอกับตัวตนเหนือสามัญสำนึกแบบนี้
"การเป็ะอาจจะดูวุ่นวายจริงๆ แต่ทว่าสิ่งมีชีวิตล้วนมีจิติญญา ถ้าเช่นนั้นก็ให้มีแค่ความรู้และความทรงจำติดไปพร้อมิญญาก็พอแล้ว แค่นี้ทำได้ใช่มั้ย" ไรเซลทำหน้าเคร่งขรึม ตัวเขาเข้าใจดีว่าตัวตนนั้นสำคัญไฉน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคนเราได้เสมอ เช่นนั้นเขาจึงอยากเป็ตัวเขาตลอดไป แม้จะตอนไหนก็ตาม นั่นก็เพราะั้แ่ที่เข้าถึงพลังจิตได้ เขาก็รู้ดีว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิติญญาเป็ของตนเอง และเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้จบ เมื่อตายก็จะเหลือเพียงิญญาว่างเปล่าที่ละทิ้งกายเดิมออกไป นั่นจึงทำให้ความทรงจำทั้งหมดถูกลบเลือนออกไป แม้ว่าไรเซลจะทดลองแล้วแต่ก็ไม่สามารถฝืนรั้งให้ความทรงจำของตัวเองฝังลงในิญญาได้
"ถ้าเป็ปกติอาจไม่มีความเป็ไปได้ แต่ทว่าข้าได้บอกไปแล้วว่าหินแสงจันทร์มันสามารถกักเก็บพลังงานและมีมิติในตัวของมันเอง ของเพียงแค่เ้านำพลังงานชนิดใดก็ได้เติมเข้าไปในตัวมัน เ้าก็จะใช้งานมันได้ เพียงแต่ข้าไม่สามารถให้พรผนึกความทรงจำเ้าเข้าไปได้ตลอด แต่สามารถเขียนโครงสร้างเวทย์มนต์ที่จะสำรองความทรงจำของเ้าเข้าไปภายในหินแสงจันทร์ได้ และมันจะกลับคืนมาตามปริมาณพลังงานที่เ้าเติมเข้าไป รวมถึงการบันทึกเข้าไปเ้าต้องมีพลังงานมากพอเพื่อทำเช่นนั้น.... ซึ่งภายหลังที่เ้าต้องทำเช่นนี้อาจจะเป็หลังจากที่เ้าเกิดใหม่ไปแล้ว 2-3 ครั้ง" ไกอัสบอก
"โอ้.. นี่มันเหมือนกับการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์สินะ ถ้างั้นหมายความว่า การเกิดครั้งที่ 1 2 3 พลังงานในหินยังเหลืออยู่และจะฟื้นความจำรวมถึงบันทึกให้อัตโนมัติแต่ว่า ถ้านานกว่านั้นต้องเติมพลังงานและทำเองสินะ งี้ก็พอได้อยู่" ไรเซลถาม
"เข้าใจถูกแล้ว แม้ข้าจะไม่รู้จักคอมพิวเตอร์แต่ที่เ้ากล่าวมานั้นก็นับว่าใกล้เคียง… เพียงแต่เมื่อหมดพลังงานแล้วเ้าต้องเผื่อใจเอาไว้ด้วย หากหินแสงจันทร์ที่อยู่ในตัวเ้าไม่ได้ััพลังงานบางอย่าง มันจะไม่สามารถคลายความทรงจำที่อยู่ภายในนั้นออกมาได้" ไกอัสตอบ ในตอนนี้ตัวเขาลืมไปหมดแล้วว่าเคยโมโหจนสติแตก
"ถึงจะจำไม่ได้ในชาติที่ 4 5 6 แต่ถ้าบังเอิญในชาติที่ 7 มีพลังงานเข้ามาในหิน ความทรงจำในชาติที่ 1 2 3 ก็จะกลับมาได้สินะ" ไรเซลถามยืนยัน
"ถูกต้อง ความทรงจำจะเริ่มกลับมานับจากอันแรกสุด ในส่วนหลังเ้าต้องเติมพลังงานเข้าไปจึงจะดึงออกมาได้ รวมถึงการบันทึกความทรงจำนั้นเ้าเลือกจะลงแค่บางอย่างไม่ได้ แต่มันจะบันทึกตามเวลาที่เกิดขึ้นและทับซ้อนต่อกันไปเรื่อยๆ จนกว่าพลังงานที่ใส่ไปจะหมดลง ซึ่งตอนแรกนี้ข้าสามารถใส่พลังให้มันทำงานเองไว้ได้ประมาณ 10000 ปี เกินกว่านี้เ้าต้องเติมพลังงานเอง" ไกอัสอธิบายต่อ
"แล้วที่พูดถึงมิติเก็บของล่ะ มันติดตัวตลอดมั้ย" ไรเซลถาม
"สิ่งนี้เ้าใช้งานได้อิสระ เพียงแต่พลังงานที่จะใช้งานเ้าต้องหามาเองทุกครั้ง" ไกอัสตอบ
"เอาล่ะ… รู้แค่นี้ก็พอแล้ว ตอนนี้มาเริ่มขั้นตอนสุดท้ายกันเลย" ในที่สุดไรเซลก็ตัดสินใจได้
ฟู่วววววว…… ไกอัสถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดมันก็จะไปซักที
"เ้ายืนยันคำขอใช่มั้ย" ไกอัสถาม
"เอาตามนี้แหละ" ไรเซลตอบ
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะเขียนโครงสร้างลงบนหินแสงจันทร์ ได้โปรดอย่าได้ขัดขืน" ไกอัสบอกกับไรเซลด้วยสีหน้าจริงจัง
"แหมมม…. ตาบ้า นี่จะทำไรเค้า...." ไรเซลทำหน้าเขินอาย
"แก……!! นี่เ้าเลิกยั่วโมโหข้าได้แล้ว" ไกอัสะโกลับไป
"เอาน่าๆ อย่าซีเรียสมากนักเลย รีบๆ เข้ามาในตัวข้าเถอะ" คำพูดไรเซลฟังแล้วดูอีโรติกนัก ไอกัสที่ได้ยินยังรู้สึกคลื่นไส้ ทว่าก็ต้องทำหน้าที่ให้เรียบร้อย จะได้หมดเวรหมดกรรมซะที
ไกอัสปรับอารมณ์และส่งพลังเวทย์ออกไปเพื่อสลักโครงสร้างเวทย์มนต์
"อี.. ย้าาาห์… เบาๆ นะข้าเพิ่งทำเป็ครั้งแรก" ไรเซลดัดเสียงแหลมพร้อมท่าทางเขินอาย
"นี่เ้าาาา!!! ตั้งใจจริงๆ มั้ย" ไกอัสที่กำลังตั้งสมาธิพลันสติแตกอีกครั้ง
"ฮ่าาาาๆๆๆ เห็นแกทำท่าทางจริงจังแล้วมันอดไม่ได้จริง ๆ ไม่ต้องซีเรียสนักก็ได้น่า" ไรเซลหัวเราะจนปวดท้องพร้อมตอบอย่างร่าเริง
"มนุษย์การเขียนโครงสร้างเวทย์มนต์นี้ต้องใช้สมาธิ เ้าเลิกก่อกวนข้าซักที ข้าขอร้อง… " ไกอัสอ่อนเพลียกับไอ้หมอนี่แล้ว ตัวเขาแค่้าทำหน้าที่ให้เรียบร้อยแล้วไล่มันไปให้พ้นจากที่นี่ซะที
" โอเคๆ เริ่มอย่างจริงจังได้แล้วตอนนี้" ไรเซลตอบอย่างจริงจัง
วูบบบ…. สติสำนึกของไกอัสเข้าสู่ภายในหินแสงจันทร์ ทันทีที่เข้ามาตัวเขาที่เป็จอมเวทย์ผู้สร้างนั้นถึงกับนิ่งตะลึง พลังเวทย์ที่หินแสงจันทร์นำมากักเก็บไว้มันช่างเข้มข้นและมากมายมหาสารนัก ถ้าเป็เช่นนี้แม้ว่าไรเซลจะกลับโลกมนุษย์แต่ก็ยังคงดึงพลังเวทย์มาใช้ได้อีกยาวนานแน่
"ยกโทษให้ข้าด้วยมนุษย์ แม้จะผิดต่อเ้า แต่ในฐานะผู้ปรับสมดุล ข้าไม่อาจให้เ้าใช้พลังเวทย์ภายในโลกของเ้าได้ เช่นนั้นข้าจะดึงพลังของหินทั้งหมดมาสะสมไว้ในโครงสร้างเวทย์มนตร์บันทึกตวามทรงจำทั้งหมด เช่นนั้นมันจะทำงานต่อไปได้อีกยาวนานกว่าที่คาดการณ์นัก" ไกอัสกล่าวกับตัวเอง
ดังนั้นไกอัสจึงได้ประสานพลังตัวเองและหินแสงจันทร์เพื่อเริ่มเขียนโครงสร้างเวทย์มนตร์บันทึกความทรงจำทันที ในขั้นตอนนี้ไกอัสได้เติมพลังงานเข้าไปอย่างมากมาย จนสิ้นสุดใช้เวลาไป 6 ชั่วโมง จึงดึงสติกลับคืนมา
"ทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เ้าได้รับพรแห่งเทพผู้สร้างแล้ว แต่การฝืนกฎเกณฑ์แห่งจักรวาลเ้าอาจต้องได้รับผลข้างเคียงบางอย่าง ซึ่งข้าไม่รู้ว่าจะมีอะไรบ้าง เ้าควรเตรียมใจไว้ด้วย" ไกอัสพูดอย่างเคร่งขรึม
"6 ชั่วโมงเชียวนะ นี่แกตั้งใจทำงานแน่รึเปล่าวะ" ไรเซลเมินโดยสิ้นเชิงแถมยังต่อว่ากลับมาด้วย
"นี่เ้า!! ข้าตั้งใจเต็มที่แล้ว" ไกอัสเถียงไม่ได้ ที่ใช้เวลาขนาดนี้ ใครมันจะไปกล้าบอกกันว่าที่ล่าช้าเพราะข้าดึงพลังเวทย์ที่เ้าเก็บไว้มาใช้จนหมด
"เอออ… อย่าให้รู้นะว่าเล่นตุกติก" ไรเซลทำสีหน้าเอาเื่ "ที่สำคัญ นายไม่ต้องห่วงหรอก นี่เป็ทางที่ชั้นเลือกแล้ว ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น ชั้นก็ไม่บ่นมันออกมาหรอก"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว ต่อไปเมื่อเ้าเดินทางด้วยประตูเคลื่อนย้าย กฎแห่งเทพจะลบความทรงจำของเ้า แต่ข้ายืนยันว่าเมื่อเ้าไปถึงโลก มันจะค่อยๆ กลับมา" ไกอัสบอกกับไรเซลก่อนส่งตัวกลับ
"เออน่า.. ใช้เวลานานขนาดนี้ ถ้ามีปัญหาก็แปลว่าแกวางยาแล้วล่ะ" ไรเซลยังคงบ่นอยู่
ทันใดนั้นไกอัสได้วาดมือลงด้านข้างก่อนปรากฏประตูมิติที่ทำจากแก้วขึ้นมา "ผ่านประตูแห่งดวงดาวนี้เ้าก็จะกลับไปที่โลกของเ้าได้อีกครั้ง"
"โอ้.. งั้นลาเลยแล้วกันนะ" ไรเซลเดินหน้าเข้าสู่ประตูมิติทันที
ทว่าก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ประตูเสียงของไกอัสก็ดังขึ้น "ไรเซล"
ไรเซลหยุดชะงักพร้อมหันหน้ากลับมา
"เื่ทั้งหมดข้าต้องขออภัยเ้า.. ข้ายอมรับว่าข้าทำผิด… แต่ว่า….. เมื่อใดที่เ้าจดจำเื่ราวได้และมีพลังอีกครั้ง ได้โปรดแวะเวียนกลับมาที่นี่อีกครั้ง" ไกอัสกล่าวพร้อมก้มหัว
"อื้อ… แล้วซักวันจะกลับมาเยี่ยม" ไรเซลกล่าวตอบพร้อมก้าวผ่านประตูแห่งดวงดาว
ฟุ่บบบบบ
.
.
.
.
"ความหวังที่จะปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้อยู่ที่เ้าแล้วมนุษย์" ไกอัสพึมพัมด้วยเสียงเบา
ฟิ้ววววววววววว.....................
ภายในประตูนำส่งไรเซลกำลังเคลื่อนที่ในมิติบิดผัน ทันใดนั้นเส้นไยพลังงานสีทองก็เกี่ยวพันไรเซลทันที
"นี่คงเป็พลังลบความทรงจำนั่นสินะ" ไรเซลไม่ได้ต่อต้านและปล่อยให้เส้นใยนี้ทำหน้าที่ของมัน
ทว่าทันทีที่แตะััเข้าสู่ห้วงสำนึก พลันเกิดะเิขึ้นรอบตัวส่งผลให้มิติเดินทางบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม
"อ๊ากกกก…!!" ไรเซลหลุดเสียงร้องออกมา นี่ช่วยไม่ได้จริง การที่เกิดะเิขึ้นในห้วงสตินี้มันรุนแรงเกินไป
ไรเซลสลบไป และร่างเขานั้นก็ล่องลอยไปในมิติเดินทาง
**************************************
ณ ที่ห่างไกลในอวกาศ บนบัลลังก์ภายในพระราชวังหลังใหญ่ที่สร้างจากแสงอาทิตย์มีมนุษย์ทองคำที่ร่างกายใหญ่โตกว่า 100 เมตรนั่งอยู่ แต่งกายด้วยชุดที่ถักทอจากกระแสพลังงานสีทองอร่ามที่บีบอัดมาจากดวงอาทิตย์ บนใบหน้าสวมหน้ากากอสูรเต็มใบสีแดง
"หืมมม…. มีใครบางคนทำลายพลังของข้า.." มนุษย์ทองคำอุทานออกมาก่อนจะยิ้มภายใต้หน้ากากอันหน้าขนลุก
"ช่างน่าสนใจจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ฮ่าาาๆๆๆๆๆ"
เสียงหัวเราะอันน่าขนลุกดังขึ้นภายในพระราชวังแสงอาทิตย์ดังกระหึ่ม หากมีผู้ใดได้ยินเกรงว่าต้องสูญสลายไปเป็แน่แท้…….