จางถงได้ยินเสียงกริ่งประตูห้องผ่าตัดด้านหลังดังขึ้น จากนั้นประตูก็ถูกผลักออก
“ย่าหนาน มาแล้วเหรอ”
“อืม” หวังย่าหนานส่งเสียงตอบรับ หล่อนไม่ได้เดินตรงมาที่จางถงเลย แต่กลับเดินไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่เพียงตัวเดียวที่อยู่ในห้อง วางซองเอกสารในมือลงบนโต๊ะ แล้วจึงเดินไปสวมเสื้อกาวน์ที่อยู่ข้างประตู
“เป็ไงบ้าง ได้ผลอะไรมั้ย”
จางถงเขยิบตัวออกมาอีกด้าน เตียงชันสูตรที่ถูกหล่อนบังไว้ในตอนแรก วินาทีนี้ได้ปรากฏขึ้นเต็มสองตาหวังย่าหนาน
หวังย่าหนานถึงกับใ เพราะบนเตียงชันสูตรตรงหน้ามีกะโหลกศีรษะมนุษย์วางเด่นอยู่ หากเป็แค่กระดูกเฉยๆ ก็คงจะไม่ใขนาดนี้ แต่นี่เป็ใบหน้าที่ถูกถลกหนังออกไปอย่างสมบูรณ์ กล้ามเนื้อที่ตัดสลับไปมาอย่างประหลาดบนใบหน้า ลูกตาสีขาวขุ่นนั่น แล้วยังปากขนาดใหญ่ที่เป็โพรงสยองขวัญอีกด้วย ราวกับความตายได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
“นี่เป็กะโหลกศีรษะของวัยรุ่นเพศหญิง ดูได้จากการเจริญเติบโตของฟัน น่าจะอายุไม่เกินสิบเก้า”จางถงถอนหายใจ
“เธอดูกระดูกโหนกคิ้วที่นูนออกมาและ่คางที่สั้น เป็ลักษณะพิเศษของคนเอเชียที่อาศัยอยู่บริเวณหลิ่งหนานหรือก็คือบริเวณภาคใต้ของจีน”
“กะโหลกนี้มันดูแปลกๆ นะ” ดวงตาทั้งสองของหวังย่าหนานจ้องเขม็งไปยังเตียงผ่าตัดตรงหน้า “โดนต้มมาก่อนอีกใช่มั้ย สีไม่เหมือนกันเลย”
“ใช่ เหมือนกับชิ้นเนื้อพวกนั้น ผ่านการต้มด้วยความร้อนสูงมาก่อน ฆาตกรมีทักษะการผ่าตัดภายนอกที่เก่งกาจมาก คนธรรมดาไม่มีทางที่จะถลกิัได้เกลี้ยงขนาดนี้ รวมถึงฉันด้วย” พูดไปจางถงก็ชี้ไปยังบริเวณแก้มส่วนที่ใกล้กับดั้งจมูกของกะโหลก
“เธอสังเกตตรงนี้ นี่เป็จุดที่ระบบประสาทของใบหน้ามารวมกันมากที่สุด ตอนลงมีดถ้าไม่ระวังเนื้อเยื่อด้านล่างจะเสียหาย รอยเล็กแค่ไหนก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของฉันไปไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้ฉันมองไม่เห็นรอยอะไรเลย”
“เหมือนกับว่าิัที่ห่อหุ้มใบหน้าไม่เคยมีอยู่อย่างนั้นแหละ” หวังย่าหนานพึมพำ
“ถูกต้อง!” จางถงอ้อมไปอีกฟากของเตียงชันสูตร ชี้ไปที่กระดูกที่นำมาจากสถานที่เกิดเหตุและถูกจัดเรียงให้ถูกต้องตามตำแหน่งสรีระของมนุษย์ พูดอย่างอับจนหนทาง
“กระดูกเชิงกรานเป็ตัวยืนยันเื่อายุของผู้ตายที่ฉันประเมินไว้ก่อนหน้า ผู้ตายมีอายุไม่เกินยี่สิบปีแน่นอน ยังเด็กอยู่มาก ไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์ ประเมินจากน้ำหนักกระดูกแล้ว น้ำหนักตัวไม่น่าจะเกินสี่สิบห้ากิโลกรัม ค่อนข้างผอม ถ้าวิเคราะห์จากสภาพการตาย ฆาตกรไม่เพียงแต่เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมภายนอกเท่านั้น ยังมีความรู้เื่กระดูกมนุษย์เป็อย่างดีด้วย เธอดูนี่ กระดูกทั้งหมดอยู่ที่นี่หมดแล้ว นอกจากกระดูกนิ้วมือชิ้นเล็กที่เจอในครั้งแรกซึ่งฆาตกรอาจจะทำหล่นไว้ ที่เหลือก็ไม่ขาดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และดูจากผิวของกระดูกเหล่านี้ ฆาตกรไม่ได้ใช้ความรุนแรงจากภายนอก อย่างพวกเครื่องมือแยกกระดูกจำพวกขวาน ข้อต่อของกระดูกสะอาด แม้แต่รอยสึกหรอเล็กน้อยก็ไม่มี เรียกเ้าฆาตกรคนนี้ว่านักชำแหละได้เลยทีเดียว”
“งั้น เธอทำภาพเชิงซ้อนใบหน้าผู้ตายได้มั้ย ฉันจำเป็ต้องติดประกาศหาญาติผู้ตาย” สายตาของหวังย่าหนานไปตกอยู่ที่จางถง มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ หน้าตาใช้สมาธิครุ่นคิด
“ไม่มีปัญหา เนื้อเยื่อบนใบหน้ายังค่อนข้างสมบูรณ์ มันช่วยฉันได้มากในการทำภาพเชิงซ้อนใบหน้าของผู้ตาย เธอต้องใช้เมื่อไหร่”
“เร็วที่สุด” หวังย่าหนานพูดไปคิ้วขมวดไป “แล้วรู้สาเหตุการตายหรือยัง”
จางถงย่นปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้บนกระดูกไม่มีรอยแผลใดๆ จากภายนอก แต่เนื่องจากเนื้อเยื่อของศพถูกชำแหละออกเป็ชิ้นๆ แถมยังถูกต้มด้วยความร้อนสูง ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถพิสูจน์จากรอยแผลบนผิวเนื้อเยื่ออ่อน ส่วนกะโหลกฉันถ่ายภาพเอกซเรย์แล้ว ด้านในไม่มีรอยใดๆ สรุปก็คือ ฉันบอกได้แค่ว่าผู้ตายไม่ได้ถูกทำร้ายจากภายนอก อย่างอื่นฉันก็ไม่รู้แล้ว ขอโทษด้วยย่าหนาน ฉันว่าไปตามหลักฐานในมือ ไม่สามารถหาข้อสรุปได้”
หวังย่าหนานพยักหน้า “ยังมีอะไรที่ฉันควรจะรู้อีกไหม”
“มีเสื้อผ้าสองชิ้นวางอยู่กับกระดูกของผู้ตาย ฉันส่งไปห้องตรวจพิสูจน์หลักฐานพร้อมกับถุงกระสอบที่ใช้บรรจุเรียบร้อยแล้ว”
“โอเค งั้นเธอรีบส่งภาพถ่ายเชิงซ้อนไปให้ฉันแล้วกัน” หวังย่าหนานพูด พลางเดินไปที่ประตู ถอดเสื้อกาวน์แขวนกลับไปที่ประตูตามเดิม จังหวะที่เปิดประตูออก หล่อนหยุดฝีเท้าลง แล้วหันกลับมา “รายงานผลตรวจพิสูจน์ซองจดหมายกับช่อดอกลิลลี่อยู่บนโต๊ะเธอนะ”
จางถงชะงักไป แล้วจึงตระหนักได้ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหวังย่าหนาน หล่อนพูดเสียงเรียบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ขอบใจนะ”
การทำภาพถ่ายเชิงซ้อนมนุษย์ไม่ใช่งานง่ายๆ เลย ไม่เพียงต้องรู้เื่มานุษยวิทยาเป็อย่างดี ยังต้องมีพื้นฐานด้านการวาดรูปอีกด้วย
จางถงทำท่าทำทางบอกให้พานเจี้ยนผู้ช่วยหยิบกล้องดิจิทัลที่ออกแบบเป็พิเศษออกมา แล้วถ่ายรูปกะโหลกศีรษะผู้ตายในมุมที่กำหนดไว้สองสามรูป เนื่องจากใบหน้าของผู้ตายยังมีเนื้อเยื่อติดอยู่ ฉะนั้นงานขึ้นรูปในขั้นสุดท้ายจึงเบาแรงไปได้เยอะ
หลังจากถ่ายรูปเสร็จ หล่อนรีบใส่ข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ทันที รูปถ่ายถูกพิมพ์ออกมาอย่างรวดเร็ว จางถงยื่นมือไปหยิบกระดาษชนิดพิเศษมาวางทับบนรูปถ่ายกะโหลกศีรษะ จากข้อมูลลักษณะพิเศษของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนหน้า ทั้งอายุ น้ำหนักและชาติพันธุ์ ไม่นานรูปก็ถูกร่างออกมา ต่อด้วยการสแกน และเปรียบเทียบกับข้อมูลในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ สองสามนาทีต่อมา คอมพิวเตอร์ส่งเสียงติ๊ดติ๊ด ภาพเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีที่เหมือนจริงก็ปรากฏชัดอยู่บนจอคอมพิวเตอร์
“พิมพ์ออกมา แล้วรีบส่งไปให้หัวหน้าหวังย่าหนานที่ห้องพนักงานสอบสวน”
“ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
จางถงลุกขึ้น ยกที่นั่งให้พานเจี้ยน ส่วนตัวเองกลับเดินไปยังอีกฝั่งของห้องทำงาน ซองเอกสารสีเหลืองขนาดใหญ่ที่หวังย่าหนานทิ้งไว้กำลังนอนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ
จางถงสูดหายใจเข้าลึกๆ หยิบซองจดหมายขึ้นมา หล่อนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็กัดฟันฉีกกระดาษกาวที่แปะอยู่บนซองจดหมายออก แล้วหยิบรายงานที่อยู่ด้านในออกมา
รายงานผลการตรวจสอบถูกพิมพ์อยู่บนกระดาษเอสี่บางๆ หนึ่งแผ่น จางถงรู้สึกว่ามือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด ราวกับว่าตัวเองอยู่ห่างจากความจริงแค่ไม่กี่คืบ หล่อนถึงขนาดมั่นใจว่าต้องมีสักวันที่ตัวเองจะไขปริศนาที่ทำให้ครอบครัวพังพินาศนี้ได้ แต่จางถงกลับรู้สึกถึงความน่ากลัวที่ติดตามมาด้วยอีกแล้ว จิตใต้สำนึกเธอรู้ดีว่าตัวเองไม่มีความกล้าไปเผชิญหน้ากับความจริง
“คุณหมอจาง ไม่เป็ไรนะครับ” เสียงเป็ห่วงของพานเจี้ยนดังขึ้นที่ข้างหู จางถงได้สติขึ้นมา ปฏิกิริยาแรกที่ทำก็คือยัดรายงานเข้าไปในกระเป๋าเสื้อทำงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วรีบโบกมือ กลับคืนสู่สภาพสุขุมเหมือนปกติ “ฉันไม่เป็ไร นายรีบเอาไปส่งเถอะ มีคนรออยู่”
พานเจี้ยนลังเลนิดหน่อย แต่แล้วก็พยักหน้าและเดินออกจากห้องผ่าศพไป
“เสี่ยวถง ใช่คุณมั้ย”
เสียงไม่คุ้นเลยสักนิด นอกจากหวังย่าหนานแล้ว เพื่อนร่วมงานต่างก็ไม่มีใครเรียกเธอแบบนี้ จางถงหันกลับไปดูด้วยสีหน้าประหลาดใจ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือชายหนุ่มสวมเครื่องแบบอัยการอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ อายุประมาณสามสิบต้นๆ เส้นผมบางส่วนเปลี่ยนเป็สีขาวเร็วกว่าปกติ แต่ดวงตาทั้งสองกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ขณะนี้เขากำลังยิ้มให้จางถงด้วยสีหน้าบ่งบอกความดีใจ