ห้องสมุด
“…” ฉันมองสถานที่ตรงหน้าพลางคิดไปด้วยว่าตัวเองชอบมาอยู่ที่นี่บ่อยมากแค่ไหน อาจดูเหมือนรักการอ่านแต่ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก การที่มาที่นี่บ่อย ๆ ก็เพราะฉันอยากอยู่ในพื้นที่สงบ พื้นที่ที่ไม่ต้องมาได้ยินคำว่าร้ายโดยมีชื่อตัวเองเป็หัวข้อคำนินทาพวกนั้น
“สวัสดีค่ะอาจารย์” คนดูแลห้องสมุดเอ่ยทักทายเหมือนอย่างเคยด้วยสีหน้าที่ฉันเห็นเป็ประจำ
เธอใจดีกับฉันเสมอ สีหน้าของเธอเวลาที่ฉันเห็นก็ไม่เคยเสแสร้งเลยสักครั้ง
“สวัสดีค่ะวันนี้ก็ขอมารบกวนอีกแล้วนะคะ”
“รบกวนอะไรกันคะ อาจารย์ก็พูดเกินไป ตามสบายเลยค่ะ” เธอหัวเราะชอบใจกับคำทักทายของฉันที่ทำเหมือนว่าสถานที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะเข้ามาได้บ่อย ๆ
และเมื่อทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้วฉันก็ปลีกตัวเดินไปที่ประจำของตัวเองต่อ พร้อมไล่สายตามองดูชั้นหนังสือไปด้วยเพื่อเป็การไม่เสียเวลา
“อ่านเล่มนี้แล้วกัน” ฉันสุ่มหยิบหนังสือบนชั้นตรงหน้ามาสองสามเล่มเพื่อไว้อ่านข้ามเวลา เนื่องจากยังเหลือเวลาพักอยู่อีกหลายนาทีก็เลยต้องหาอะไรทำแก้เบื่อ
ฉันไม่อยากกลับไปพักที่ห้องทำงานตัวเอง และยัยพรีมดันมีงานค้างที่ต้องเคลียร์ สุดท้ายก็เลยมาจบอยู่ที่ประจำของตัวเองแบบนี้อย่างช่วยไม่ได้
“เฮ้อ ~ อารมณ์เสียว่ะ!” ระหว่างที่ฉันกำลังหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ เสียงถอนหายใจพร้อมคำพูดที่ดูเหมือนกำลังหงุดหงิดก็ดังขึ้นมา แต่เพราะด้วยระดับความดังที่มันรบกวนคนอื่นเลยทำให้คนที่เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ต่างพากันมองไปอีกด้านด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เบาเสียงหน่อยสินี่มันห้องสมุดนะ” ยังดีที่เพื่อนของคนพูดยังพอมีสติอยู่บ้าง
“ก็มันน่าโมโหไหมล่ะ ฉันพึ่งซื้อหุ้นไปอย่างเยอะเพราะคิดว่าน่าจะทำเงินให้ได้เห็นว่าเป็บริษัทที่ดูน่าสนใจ และกำลังมาแรง แต่กลับกลายมาเป็ว่าไอ้ผู้บริหารนั่นดันทำเสียเื่จนตกเป็ข่าวใหญ่ หุ้นเลยตกลงเนี่ย” หลังจากนั้นเ้าของเสียงพูดก็บ่นระบายต่าง ๆ นานา ต่อไปโดยไม่สนใจเลยว่าคนรอบข้างที่ไม่ใช่เพื่อนของตัวเองกำลังมีท่าทีอย่างไรกันบ้าง
สุดท้ายฉันเลยเลิกสนใจไปแล้วกลับมาโฟกัสที่หนังสือแทน เพราะอยากอยู่ในโลกของตัวเองเงียบ ๆ อันที่จริงเหตุการณ์เมื่อกี้เป็บทสนทนาที่มักจะพบเจอได้ทั่วไปเมื่อได้เข้ามาเรียนที่มหา’ ลัยนี้
อย่างที่บอกไปว่านักศึกษาส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็ลูกหลานคนใหญ่คนโตคนมีชื่อเสียง ก็ไม่แปลกที่เด็ก ๆ จะพากันคุยแต่เื่เงินทอง และก็มีอีกส่วนที่มักจะพูดคุยกันแต่พวกวิชาการ
ฉันได้ยินจนเอียนแล้วทั้งเื่หุ้น เื่ครอบครัว เื่อิจฉา หรือแม้แต่เื่ลูกนอกกฎหมายของคนดังที่พยายามปกปิด
นี่ยังไม่รวมพวกเื่แย่งตำแหน่งหรือเื่ที่ทำผิดกฎหมายได้แบบง่าย ๆ นั้นอีกนะ
ครืด ~
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเสียงเลื่อนเก้าอี้ก็ดังขึ้นและเมื่อมองตามเสียงก็พบเข้ากับใบหน้าอันคุ้นเคย
“...” ฉันถอนหายใจเมื่อเห็นว่าคนที่มานั่งข้างฉันคือใคร จากนั้นก็เลือกปิดหนังสือในมือพร้อมมองผ่านไปด้านหลังของคนคนนั้นเพื่อดูว่ามีใครสนใจเราสองคนหรือเปล่า
แต่ก็พบว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากฉันและคนคนนี้ น่าจะเพราะเื่ที่กลุ่มเด็ก ๆ พวกนั้นคุยกันเสียงดังสินะ คนที่เคยอยู่ตรงนี้ถึงได้พากันออกไปจนหมด
จะว่าไปก็ไม่ได้ยินเสียงคุยแล้ว เด็กนั้นก็คงจะออกไปแล้วสินะ นี่ฉันอยู่ในโลกตัวเองนานแค่ไหนแล้วเนี่ย
“โต๊ะอื่นก็มีว่างนะคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งพร้อมมองหน้าคนคนนั้นด้วยรอยยิ้มที่พยายามกลบความไม่พอใจเอาไว้
“ก็จริงครับ แต่ว่า...ผมอยากนั่งกับอาจารย์มากกว่า”
“อาจารย์อยากมีเวลาส่วนตัวค่ะ” ฉันยังคงปั้นหน้ายิ้มต่อ แม้จะรู้สึกปรี๊ดกับคำตอบของคนคนนี้มากแค่ไหนก็ตาม
“ผมค่อนข้างเก่งเื่ทำตัวให้ไร้ตัวตนนะครับ ไม่รบกวนอาจารย์หรอก ผมสัญญา” ถึงแม้ฉันจะพูดอะไรไปก็ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะไม่เข้าใจเลยสักนิด
ปกติทั่วไปถ้าโดนพูดอย่างเมื่อกี้ใส่คงพากันทำหน้าเหวอเดินออกแล้ว แต่นี่อะไรผู้ชายคนนี้กลับเอาแต่ยิ้มอยู่ได้แถมยังมานั่งมองหน้าฉันอีก เชื่อเขาเลยจริง ๆ
“นาย้าอะไรกันแน่” ฉันออกจากโหมดอาจารย์เพราะทนไม่ไหวที่เขาเอาแต่ตามวอแวั้แ่เช้ายันตอนนี้
ก็ไม่ได้อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาสนใจฉันในเชิงชู้สาวหรอกนะ แต่การกระทำที่ฉันได้รับมันกลับเอาแต่ทำให้คิดอย่างนั้นจนรู้สึกหงุดหงิดนี่แหละ
สมัยนี้เขาตามจีบกันแบบนี้เหรอ น่ารำคาญชะมัด
“ผมจะไป้าอะไรกันครับอาจารย์” เขายังคงเล่นลิ้นอยู่เหมือนเคย ไอ้ท่าทางกวนนั้นฉันละอยากะโด่าออกไปเหลือเกินว่าช่วยหยุดทำมันสักที
“ถ้าไม่้าอะไรแล้วทำไมต้องมายุ่งกับฉันด้วย มันน่ารำคาญนะ เลิกทำแบบนั้นสักทีเถอะ”
“อาจารย์เคยทำสีหน้าแบบนี้ให้คนอื่นเห็นหรือเปล่า” จู่ ๆ เขาก็เท้าคางมองฉันนิ่งพร้อมเอ่ยพูดประโยคที่ดูไร้สาระออกมา
“คนที่มีความคิดเขาจะรู้ตัวว่าต้องวางตัวแบบไหน ยกเว้นก็แต่คนที่ไม่มีความคิดถึงได้เอาแต่ทำเื่ไม่เป็เื่ ยิ่งเป็ถึงคนดังก็ต้องรู้จักวางตัวให้ดีไม่ใช่หรือไง?” ฉันไล่ยาวใส่คนตรงหน้าแบบไม่หายใจ
“งั้นอาจารย์ก็เลยทำสีหน้าโมโหแบบนั้นแค่กับผมคนเดียวใช่ไหม” ขนาดฉันด่าแทนที่จะโมโหแต่กลับมานั่งยิ้มต่อ หมดคำจะพูด หมอนี่มันบ้าขั้นสุดแล้ว
“…” ฉันเม้มปากแน่นเลือกไม่ตอบอะไรแล้วกลอกตามองไปทางอื่นแทนเพื่อให้เขารู้ตัวโดยที่ฉันไม่ต้องเปลืองน้ำลาย
“หลังจากนี้อย่าไปทำสีหน้าแบบเมื่อกี้กับใครนะครับ”
“...” ฉันหันกลับมามองที่คนพูดต่อ และรอดูว่าเขาจะพูดอะไร เพราะท่าทางดูเหมือนจะเริ่มโมโหบ้างแล้วสินะ
ก็นึกว่าจะไม่รู้สึกอะไร ที่แท้ซ่อนความรู้สึกไว้นี่เอง หึ!
“เพราะผมอยากเห็นแค่คนเดียว”
“โรคจิตเหรอถามจริง?” นอกจากคนตรงหน้าจะไม่ได้แสดงอารมณ์ในแบบที่ฉันคิดแล้ว ยังมีการมาพูดอะไรก็ไม่รู้อีก
“ก็อาจารย์น่ารักขนาดนี้ เกิดมีใครหลงเข้าผมก็แย่สิครับ”
“...” และแล้วความอดทนที่ฉันมีมันก็ขาดลงทันทีที่เขาพูดจบ ฉันจัดการหยิบหนังสือตรงหน้าขึ้นมากอดแน่นพร้อมลุกขึ้นหมายจะเดินออกไปจากตรงนี้
ในเมื่อเขาไม่ยอมไป ฉันไปเองก็ได้!
“จะว่าไป...เวลาที่อาจารย์หน้าแดงเพราะเขินดูน่ารักกว่าเวลาที่โมโหอีกนะครับ” ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้ฉันต้องหยุดเดินแล้วเลือกยืนขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายแบบไม่เข้าใจแทน
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————