“นานทีมีหน ในที่สุดบ้านสกุลตู้ก็รับสมัครองครักษ์แล้ว”
“ขณะนี้บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์จากภายนอกยี่สิบกว่าคน คุณสมบัติคือต้องมีอายุสิบหกปีบริบูรณ์ขึ้นไปร่างกายแข็งแรงกำยำ”
“องครักษ์ของบ้านสกุลตู้ได้รับเงินค่าจ้างสิบเสวียน1 ทุกเดือน หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ห้าสิบเสวียนสวัสดิการถือว่าดีกว่าบ้านสกุลอื่นมาก”
“บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์ นับเป็โอกาสที่ดี หากได้เข้าไปเป็องครักษ์ในบ้านสกุลตู้ไม่แน่อาจได้ฝึกวิทยายุทธของบ้านสกุลตู้ด้วย พอถึงตอนนั้นถึงเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆอย่างแท้จริง บ้านสกุลตู้ไม่ค่อยรับสมัครองครักษ์ นี่เป็โอกาสที่ดีมาก”
ในเมืองสือเฉิงถนนหนทางมีผู้คนคึกคัก เหล่าบุรุษร่างกายกำยำสวมชุดจอมยุทธท่าทางแกร่งกล้า ออกมาติดประกาศสีแดงบนกำแพงทันใดก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมล้อมหน้ากำแพงทั่วสารทิศ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่
เหล่าบุรุษร่างใหญ่ผู้แกร่งกล้าเ่าั้นำด้วยชายรูปร่างกำยำล่ำสันที่ขี่ม้าพันธุ์ดีแข็งแรงรูปร่างงามสง่า บนหัวม้ามีนอคู่ทั้งลำตัวเป็สีแดงเข้ม บุรุษผู้นี้ดูมีอำนาจบารมีที่ทำให้คนอื่นรู้สึกกดดันอย่างไร้สาเหตุเขามองไปทางบรรดาฝูงชนที่เข้ามารุมล้อมและกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าบ้านสกุลตู้จะเปิดรับสมัครองครักษ์จากภายนอกขอเพียงสามารถดวลสามกระบวนท่ากับลูกหลานของบ้านสกุลตู้ข้าแล้วชนะได้ ก็จะสามารถเป็องครักษ์สามารถโจมตีหรือดวลเสมอกับทายาทวัยเยาว์ของบ้านสกุลตู้คนใดคนหนึ่งได้ ก็สามารถกลายเป็หัวหน้ากลุ่มองครักษ์จำนวนที่รับยี่สิบคน มาก่อนได้โอกาสก่อน”
ความภาคภูมิใจและหยิ่งทะนงเผยออกมาจากแววตาที่เฉียบคมของบุรุษร่างใหญ่ที่อยู่บนยอดม้าสถานะของบ้านสกุลตู้ในเมืองสือเฉิงไม่ใช่เล่นๆ การได้เป็ส่วนหนึ่งของบ้านสกุลตู้ ก็ต้องรู้สึกภาคภูมิใจกว่าคนทั่วไปเป็ธรรมดา
พอพูดจบบุรุษร่างกายกำยำเ่าั้ก็หันหลังะโขึ้นหลังม้า โดยมีผู้นำขี่นำข้างหน้าและคนอื่นๆเรียงแถวด้านหลัง จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาพร้อมเพรียงเป็ระเบียบ จากนั้นก็เคลื่อนตัวจากไปทันทีสร้างความเอิกเกริกให้แก่บริเวณนั้น
“คนที่ขี่ม้าเหงื่อโลหิตที่อยู่ข้างหน้าคือรองแม่ทัพของบ้านสกุลตู้ ตู้ฉี ลือกันว่าเขาฝึกฌานได้ถึงขั้นเบิกนภาแล้วด้วย”
“หากข้าฝึกถึงขั้นเบิกนภาได้ก็คงดี จะได้ใช้ชีวิตในเมืองสือเฉิง อยากทำอะไรก็ทำได้ไม่มีปัญหาดูสิต่อไปจะยังมีใครกล้ามาแหย็มกับข้าอีก”
“เ้าไปไหว้พระเ้าไหว้เ้าขอพรเยอะๆ ก่อนเลย ขอให้เ้าผ่านการทดสอบของวันพรุ่งนี้ได้เป็องครักษ์บ้านสกุลตู้ลูกหลานของบ้านสกุลตู้แม้อายุไม่มากนัก ทว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งสุดๆ เกรงว่าคนที่รับสามกระบวนท่าของเขามีไม่เยอะหรอกขั้นเบิกนภาหรือ เ้ากลับไปนอนฝันก่อนไป ขั้นสูงขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าใครอยากฝึกก็สำเร็จได้หรอก”
“เหอะๆ พรุ่งนี้ข้าต้องกลายเป็องครักษ์บ้านสกุลตู้ให้จงได้”
ในกลุ่มฝูงชนที่รุมล้อมมีบุรุษตัวกำยำสูงใหญ่ หนวดเฟิ้มรกรุงรังเต็มใบหน้า สีผิวดำคล้ำ ส่งรอยยิ้มน่าฉงนให้คนรอบข้างคนอื่นๆ พูดด้วยเสียงต่ำว่า “ข้าแอบบอกอะไรพวกเ้า หากได้เป็หัวหน้ากลุ่มองครักษ์จะสามารถฝึกวิทยายุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ อาจมีโอกาสแม้กระทั่งได้เป็คนของบ้านสกุลตู้เลยด้วยซ้ำ”
“นี่เ้าดำ คงไม่ได้หลอกพวกเราหรอกนะ หัวหน้ากลุ่มองครักษ์มีสิทธิ์ฝึกวรยุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ด้วยหรือ”ทันใดนั้น ผู้คนรอบข้างต่างก็ประหลาดใจกันใหญ่ พร้อมกับแสดงแววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความอิจฉา
ชายผิวดำคนนั้นทุบหน้าอกและพูดยืนยันว่า“ข้าคือญาติที่มาจากดินแดนที่ห่างไกลของบ้านสกุลตู้ ข้ายังต้องหลอกพวกเ้าด้วยหรือ”
“โหเ้า มีญาติของบ้านสกุลตู้มาด้วย งั้นการทดสอบพรุ่งนี้ต้องผ่านแน่ๆ” ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินต่างแสดงท่าทีอิจฉาชายผิวดำนั่นยกใหญ่
ข่าวการรับสมัครองครักษ์ของบ้านสกุลตู้แพร่กระจายออกไปชั่วพริบตาเดียวก็เป็ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน เป็บ้านสกุลใหญ่ที่เพิ่งรุ่งเรืองได้ไม่นานในเมืองสือเฉิงแต่หลายปีมานี้มีอิทธิพลอำนาจแข็งแกร่งมาก เบียดคว้าตำแหน่งสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิงไปได้ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อีก ดังนั้นทุกการกระทำต้องถูกจับตามองจากผู้คนทั้งเมืองเป็เื่ธรรมดา
ยามโพล้เพล้เมฆและหมอกก่อตัวหนาปกคลุมทั่วท้องฟ้าของเมืองสือเฉิง ดวงอาทิตย์ใกล้จะแตะเส้นขอบฟ้าดุจดั่งลูกไฟที่ใกล้จะมอดดับแสงสีแดงอ่อนสอดแทรกซอกกลีบเมฆและหมอกผ่านออกมาเป็เส้นๆ
เมืองสือเฉิงตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาอสุรกายในเขตพรมแดนของแคว้นมักพบอสูรออกมาป้วนเปี้ยนอยู่บ่อยครั้ง คนหลากลัทธิหลากอาชีพอยู่ร่วมปะปนกัน สภาพแวดล้อมของเมืองสือเฉิงนี่เองที่เป็ปัจจัยให้ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับวิชาการต่อสู้ทั้งยังแข็งแกร่งกันสุดๆ ยิ่งกว่านั้นสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ถือเป็ตระกูลแห่งการฝึกฝนวิชายุทธเลยทีเดียว
“กรับๆ!”
มีฝูงยอดม้าวิ่งฉิวมาอย่างไวจนฝุ่นบนถนนลอยตลบอบอวล เป็การเปิดตัวที่อลังการมาก ตู้ฉี ผู้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพหน่วยองครักษ์ของบ้านสกุลตู้เป็ผู้ขี่ม้าเหงื่อโลหิตนำอยู่ข้างหน้า
ด้านหลังตู้ฉีมีบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งเงยหน้ามองบนท้องฟ้า จากนั้นยิ้มให้กับกลุ่มบุรุษที่อยู่บนม้าข้างๆเขากล่าวว่า “มาพนันกันไหมว่า วันที่สิบสามเ้าทึ่มนั่นจะยังอยู่ไหม เงินพนันคนละห้าเสวียนเป็ไง?”
“เ้าทึ่มนั่นเหมือนว่าจะยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ คิดว่าก็ยังอยู่นั่นแหละ ข้าพนันว่าเขายังอยู่”
“วันที่สิบสามแล้ว เ้าทึ่มนั่นน่าจะไม่อยู่แล้วนะ ดูสถิติจากเมื่อก่อนอยู่ได้เพียงสิบวันเองข้าพนันว่าไม่อยู่แล้ว”
เงินห้าเสวียนเป็จำนวนค่าจ้างครึ่งเดือนขององครักษ์ทั่วไปบรรดาบุรุษร่างใหญ่เหล่านี้ต่างรู้สึกสนใจกันมาก ราวกับว่าการพนันแบบนี้ไม่ใช่เกิดเป็ครั้งแรกต่างล้วงเงินห้าเสวียนออกมาใส่ในมือชายร่างใหญ่คนแรก
“พวกเ้าทั้งหลายระวังด้วย แม้เขาไม่ใช่คนหลักที่สำคัญของสกุล แถมพฤติกรรมก็ค่อนข้างแปลกแต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนพวกเ้าล่ะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นายน้อยของบ้านสกุลตู้ และก็เป็นายของพวกเ้าหากวันใดพวกเ้าโดนลงโทษเพราะเื่นี้ ข้าก็คุ้มครองพวกเ้าไม่ได้”
ตู้ฉีที่นั่งอยู่บนม้าเหงื่อโลหิตจ้องเหล่าชายร่างใหญ่ตาเขม็งด้วยสีหน้าเข้มงวด
ชายร่างใหญ่ที่เมื่อสักครู่เป็ผู้เริ่มรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อรับแรงกดดันจากสายตาอันเคร่งเครียดของตู้ฉี สายตาของเขาเลิ่กลั่ก และยิ้มเจื่อนๆพร้อมเอ่ยเสียงเบาว่า “รองแม่ทัพ ตอนนี้ทั้งบ้านสกุลตู้ รวมถึงแม้กระทั่งผู้คนในเมืองสือเฉิงเรียกเขาลับหลังกันว่าเ้าทึ่มทั้งนั้นยิ่งกว่านั้นเขาก็เป็คนที่ทั้งไม่ได้ความและก็ทึ่มอยู่แล้ว พวกเราแอบเรียกกันส่วนตัวคงไม่เป็ไรหรอก”
“แม้จะเป็เช่นนั้นก็ตาม แต่นายยังไงก็คือนาย ต่อให้เขาไม่ได้ความหรือจะทึ่มอย่างไรเขาก็เป็ผู้มีสายเืของบ้านสกุลตู้ พวกเ้าต้องรู้จักดูสถานะของตัวเองเสียบ้าง มิเช่นนั้นต่อไปอาจต้องซวยเอา”ตู้ฉีจ้องเขม็งใส่พวกชายร่างใหญ่เ่าั้
“รับทราบแล้วขอรับ ท่านรองแม่ทัพ”
พวกชายร่างใหญ่ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนกันต่างคนต่างพยักหน้า ที่รองแม่ทัพพูดมีเหตุผล พวกเขาต่างก็เข้าใจกันดี
ตู้ฉีเห็นสถานการณ์เป็เช่นนั้นสีหน้าที่เคร่งเครียดก็คลายลง เขาหันหน้าไปข้างๆ ะโหยอกล้อว่า “ห้าเสวียนใช่ไหมงั้นข้าลงด้วยห้าเสวียน ข้าพนันว่าท่านนั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น”
“ฮ่าๆ ท่านรองแม่ทัพก็วางเงินเดิมพันด้วย”
พอท่าทีรองแม่ทัพเป็เช่นนั้นเหล่าชายร่างใหญ่เ่าั้ ก็รู้สึกผ่อนคลายจากบรรยากาศตึงเครียดเมื่อสักครู่ พวกเขาเร่งม้ากันอย่างไวเพื่อไปดูให้รู้ว่าท่านนั้นของบ้านสกุลตู้ยังอยู่หรือไม่
จวนของสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิงล้วนก่อสร้างอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ทว่าบริเวณข้างหน้าของด้านข้างประตูใหญ่บ้านสกุลตู้ที่โอ่อ่าหรูหรามีูเาร้างอยู่ทำให้ยิ่งโดดเด่นเป็พิเศษจนเป็ที่จับจ้องของผู้คน
ูเาร้างตรงนั้นจะว่าไปก็แปลกแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น นกก็ไม่บินผ่าน จะงู หนู มดหรือพวกแมลงอะไรก็ไม่เข้าใกล้ตลอดทั้งปีราวกับเป็สถานที่ต้องสาป แม้กระทั่งคนในบ้านสกุลตู้ก็มองว่าเป็สถานที่อัปมงคลสมควรหลีกเลี่ยง
ว่ากันว่าทีแรกประตูหน้าของบ้านสกุลตู้หันหน้าเข้าใกล้เนินูเาลูกนั้นมากแต่เพราะมีสถานที่อัปมงคลนั่นอยู่ คนของบ้านสกุลตู้จึงคะยั้นคะยอให้เปลี่ยนทิศประตูหลักไปข้างหน้ามาสิบปีกว่าแล้ว
ั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมาบ้านสกุลตู้ที่แต่เดิมเป็เพียงสกุลสายสามก็เริ่มผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในเมืองสือเฉิงเื่นี้ทำให้ผู้คนยิ่งเชื่อว่าูเาร้างลูกนั้นเป็สถานที่อัปมงคล ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้มันยิ่งขึ้นไปอีก
ูเาร้างดั่งสถานที่แห่งความตายไร้หญ้าสีเขียว สายน้ำแห้งเหือด บนพื้นมีแค่หินและทราย
บนูเาร้างกลับมีแท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งตระหง่านอยู่แท่นศิลาครึ่งที่เหลือก็น่าจะถูกฝังอยู่ในูเาร้าง
แท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งเด่นอยู่บนูเาร้างมีขนาดใหญ่มโหฬารน่าจะสูงถึงสามจั้ง2 เลยทีเดียว ทั้งแท่นมีรอยด่าง ไม่รู้ว่าสร้างมานานกี่ปีแล้วที่แน่ๆ คือบ้านสกุลตู้ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าแท่นศิลานี้มีมานานแค่ไหนแล้ว แต่เล่าลือกันว่าแท่นศิลานั้นมีมาั้แ่สมัยาแล้ว
อาจเพราะแท่นศิลาถูกสร้างมานานหลายปีแล้วพื้นผิวบนแท่นศิลาจึงมีรอยแตกขูดขีดกระจายอยู่ทั่ว
คนในบ้านสกุลตู้ไม่ได้สนใจแท่นศิลานั้นอีกและยิ่งกว่านั้นแท่นศิลาก็อยู่บนูเาร้างอัปมงคลนั่นอีก ดังนั้นแทบจะไม่มีผู้ใดไปสนใจมัน
ได้ยินว่าเคยมีผู้แกร่งกล้าเข้าไปตรวจสอบแท่นศิลานั้นแล้วพบว่าเป็แท่นศิลาที่แสนจะธรรมดา ไม่มีความพิเศษใดๆ เลยสักนิด
ทว่าแท่นศิลาก็มีเื่พิเศษอยู่นิดหน่อยเมื่อครั้นที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองครั้งนั้นที่ผ่านมายังไม่เกินสิบปี ตู้เซ่าฝู่ คุณชายน้อยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากบ้านสกุลตู้ขณะที่เขายืนเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าแท่นศิลานั้น ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาที่แท่นศิลา ปรากฏว่าแท่นศิลาไม่เป็อะไรตู้เซ่าฝู่ที่ยืนอยู่หน้าแท่นศิลากลับสลบเหมือดเพราะฟ้าผ่าถึงสามวันสามคืนจึงฟื้น
“โธ่ เ้าทึ่ม...ท่านผู้นั้นยังอยู่อีกหรือ นี่ก็วันที่สิบสามแล้วนะ”
“ค่าจ้างครึ่งเดือนต้องเสียให้กับเงินพนันไปเสียแล้ว วันที่เหลือของเดือนนี้คงใช้ชีวิตลำบากแล้วสิทีนี้พอถึงตอนนั้นต้องให้ข้ายืมเงินไปใช้ดำรงชีพยามฉุกเฉินด้วยล่ะ”
ถึงเวลาอาทิตย์อัสดงขณะเดียวกันที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านสกุลตู้ กลุ่มบุรุษกำยำล่ำสันจ้องมองเงาเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่อยู่หน้าแท่นศิลาบนูเาร้างจากที่ไกลๆด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ บ้างก็สีหน้าดีใจ บ้างก็สีหน้าผิดหวัง
คนที่พนันชนะก็ดีใจคนที่แพ้ก็ต้องเสียเงินห้าเสวียน จะเซ็งก็เป็เื่ปกติ
ใครจะรู้ว่าคนที่ทั้งบ้านสกุลตู้มองว่าเป็จอมทึ่มคราวนี้กลับทำลายสถิติเดิมได้ เขายืนอยู่หน้าแท่นศิลานั้นไม่หลับไม่นอนตั้งสิบสามวัน
“ไปเถิด ฟ้าจะมืดแล้ว พรุ่งนี้นายน้อยกับคุณหนูหลายท่านต้องไปร่วมการทดสอบในงานรับสมัครองครักษ์อีกจะให้เกิดข้อบกพร่องใดๆ ไม่ได้”
ตู้ฉีเบนสายตาออกมาจากแท่นศิลาแอบถอนหายใจเบาๆ พรุ่งนี้รับสมัครองครักษ์ จุดประสงค์จริงๆ เพื่อฝึกฝีมือลูกหลานของบ้านสกุลตู้ด้วยถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพียงแต่ท่านนั้นที่อยู่บนูเาร้าง แม้ว่าเขาก็เป็คุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้แต่การฝึกฝีมือพรุ่งนี้ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย และเกรงว่าจะไม่เกี่ยวตลอดไปแม้มีศักดิ์เป็ถึงคุณชายน้อย แต่ก็แตกต่างกับคุณชายน้อยและคุณหนูคนอื่นโดยสิ้นเชิง
“เ้าทึ่มนั่นยังยืนอยู่ตรงนั้นอยู่เลย วันที่สิบสามแล้วนี่ นับวันยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“ได้ยินมาว่าเชิญหมอชื่อดังมารักษาตั้งหลายท่านแล้ว กลับไม่ได้ผลเลยสักนิด คงรักษาไม่ได้แล้วล่ะ”
นอกบ้านสกุลตู้พวกบ่าวและสาวใช้ผ่านไปผ่านมาแหงนมองไปทีู่เาร้างอยู่บ่อยๆ ต่างถอนหายใจแสดงสีหน้าว่ารู้สึกเสียดายได้เกิดมาเป็คุณชายน้อยทั้งที ควรได้มีชีวิตหรูหราสุขสบาย แต่กลับต้องมาเป็จอมทึ่มเช่นนี้
ฟ้ามืดลงเรื่อยๆค่อยๆ เลยเวลาโพล้เพล้ไป ยังเห็นสีแดงระเรื่อจางๆที่พระอาทิตย์อัสดงทิ้งเอาไว้ เป็แสงจางๆ สุดท้ายก่อนดับหายไป จากนั้นผืนฟ้าและแผ่นดินก็มืดมิดลง
ข้างหน้าแท่นศิลามีบุรุษหนุ่มสวมชุดสีม่วงดูมีสง่าราศีนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสิบห้าสิบหกปีมีใบหน้าละอ่อน คิ้วดกหนาคมเข้ม ดูแล้วมีความอดทนและตั้งมั่นมากกว่าคนอายุเท่ากัน ตาสองข้างของเขาปิดอยู่
ชายหนุ่มคนนี้ชื่อตู้เซ่าฝู่หน้าตากิริยาดูไม่เลว หากไม่ใช่คนในเมืองสือเฉิง คงจินตนาการไม่ออกว่าเหตุใดจึงถูกคนอื่นเรียกว่าเ้าทึ่ม
บนท้องฟ้าสีครามในยามรัตติกาลเหล่าดวงดาราค่อยๆ ปรากฏพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวซ่อนอยู่บนท้องนภา ดูคล้ายมีดโค้งคมกริบที่สะท้อนใบมีดสีขาวอันบริสุทธิ์
ยามราตรีมีแค่ความเงียบสงัดทุกคนในบ้านสกุลตู้ต่างกำลังหลับสนิท ไม่มีผู้ใดสนใจชายหนุ่มที่อยู่บนูเาร้างต้องสาปนั่นแล้ว
แท่นศิลาโบราณตั้งตระหง่านอยู่ในห้วงแสงจันทร์ดูแล้วน่าพิศวงอย่างมาก
“โครม!”
ทันใดนั้นรอยแตกขูดขีดบนแท่นศิลาโบราณเริ่มมีแสงเปล่งออกมา รอยแตกแยกออกจากกันขึ้นเรื่อยๆ ทั้งูเาร้างสั่นเบาๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ใดเห็นหากเห็นก็คงตะลึงอ้าปากค้างกันแน่
“ครืนๆ”
ในที่สุดแท่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านมาหลายปีมีรอยแตกร้าวเป็ทางขึ้นเรื่อยๆ แสงที่ลอดออกมาจากรอยแตกสว่างจ้ายิ่งขึ้นกลายเป็แสงม่านโอบล้อมกายตู้เซ่าฝู่ จากนั้นแท่นศิลาทั้งแท่นล้มครืนชั่วพริบตา กลายเป็กองเศษหินบนูเา
“ฉึกๆ!”
จากนั้นแสงก็หายไปตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ข้างหน้าแท่นศิลาลืมตาพรึ่บ มีรังสีแผ่ออกมาจากตาทั้งสองรอบทิศทางเป็ดั่งแสงฟ้าแลบท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลมปราณที่สั่งสมมาจากโบราณพุ่งกระจายมาจากหนุ่มร่างผอมบางสร้างแรงสั่นะเืไปสู่บริเวณรอบๆ
“ฟู่!”
พลังปราณมืดพ่นออกมาจากทางปากตู้เซ่าฝู่ยิ้มเล็กๆ อย่างพึงพอใจ เขาค่อยๆ ถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดว่า “ผ่านมาสิบปีในที่สุดก็ข้าเข้าใจกระบวนวิชาแรกแล้ว!”
******************
1 เสวียน = สกุลเงิน
2 1 จั้ง = 333.33 ซม.