หลังจากที่เขาพานางเดินตลาดครานั้น ดูเหมือนโจวเหรินจงคงมีเื่ต้องจัดการเพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะโผล่มาที่จวนดั่งเช่นทุกครั้ง หรือไม่เช่นนั้นแล้วเขาก็คงล้มเลิกแผนที่จะเกี้ยวนาง ลู่เสียนมองบ่าวในเรือนต่างกำลังช่วยกันขนย้ายสิ่งของ ทั้งยังตกแต่งจวนจนดูใหม่ ด้วยเพราะอีกสามวันก็จะมีพิธีเซิงรื่อ[1]ให้แก่บิดานาง ร่างระหงบรรจงประดับเรือนตนไว้อย่างสวยงามมิต่างจากเรือนอื่น เด็กน้อยลู่หวงจับยกโคมแดงยื่นส่งให้นางห้อยไว้หน้าจวนพลางเอ่ย
“พี่หญิงใหญ่ ปีนี้มีท่านมาร่วมด้วยท่านพ่อคงดีใจ” เด็กน้อยช่างเจรจาปลายยิ้มส่งทั้งเอื้อมมือจับปลายนิ้วนางเดินกลับเข้าด้านใน ลู่เสียนยืดอกราวภูมิใจชาตินี้นางใช้ชีวิตได้เป็อย่างดี
ตกค่ำแล้วบรรยากาศในจวนแม่ทัพลู่ดูเปลี่ยนไปนับแต่ที่ลู่เสียนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะดังรอบเสียจนนางแทบมิอยากให้ความสุขเช่นนี้รีบจากนางไปนัก ลู่เสียนคีบชิ้นเนื้อส่งยื่นให้แก่บิดาทั้งกล่าวว่า
“ท่านพ่อ ท่านทานเยอะ ๆ สุขภาพท่านต้องแข็งแรง อยู่เป็เพื่อนลูกไปนาน ๆ นะเ้าคะ” ลู่เฉาแทบกลืนไม่ลงเมื่อก้อนขมในลำคอจุกดันเอาเสียน้ำตาคลอกล่าวตอบบุตรี
“บิดาเ้าเป็ถึงแม่ทัพผู้องอาจ ร่างกายย่อมแข็งแรง อยู่ดูแลเ้าอีกสักร้อยปีก็ยังไหว” ลู่เฉากล่าวอวดตนก่อนที่ทุกคนจะพากันหัวเราะออกมา ฮูหยินรองพลางคีบเนื้อปลาให้บุตรสาวคนโตก่อนยิ้มส่ง
“ท่านแม่เองก็ต้องทานเยอะ ๆ เช่นกันนะเ้าคะ” ลู่เสียนรีบคีบเนื้อปลาอีกชิ้นมอบแก่มารดาเลี้ยง แม้นางจะเป็มารดาเลี้ยงแต่นางก็รักและเอ็นดูลู่เสียนมิต่างบุตรของตน
ด้านฮุ่ยหลิงหลังกลับจากตลาดก็เอาแต่นึกถึงใบหน้าสตรีที่เป็คู่หมั้นเขามิตก นางช่างแตกต่างจากเสียงคำร่ำลือที่กล่าวว่านางนั้นเป็สตรีมีกิริยาอันเรียบร้อย และมิค่อยช่างเจรจา แต่ที่เขาเห็นนางช่างเป็สตรีที่แปลกยิ่ง นางมีกิริยาที่อ่อนน้อมแต่ก็ดูมีลับลมคมใน นางดูสดใสแต่ก็ไม่กระโดกกระเดก เพราะเสียงเอ่ยเล่าเกี่ยวกับสตรีเช่นนาง จึงทำให้ตัดสินใจรับปากบิดาได้อย่างเต็มคำ เพราะเขาเองก็มิชอบภรรยาที่รู้ความมากนัก เกรงว่าจะมาวุ่นวายกับเขาเื่ที่ต้องปกปิดตัวตนว่าเขานั้นมีร่างกายสมบูรณ์มิต่างบุรุษทั่วไป
ฮุ่ยหลิงยกม้วนผ้าแผ่นหนึ่งคลี่ดู เนื้อความว่าองค์ชายเจ็ดแห่งหยางฮ่องเต้เกิดมามิสมบูรณ์แข็งแรงดังเช่นคนทั่วไป มิให้ยุ่งเกี่ยวงานราชกิจ และการทหาร จึงยกตำหนักฤดูหนาวให้แก่เขาเป็ที่พักรักษาตัว นั่นทำให้ฮุ่ยหลิง มิอาจใช้ชีวิตได้ดั่งองค์ชายคนอื่น ๆ มิใช่ว่าเขามิรู้ตัวแต่เพื่อความปลอดภัยแล้วเสด็จพ่อของเขาจำต้องประกาศราชโองการเช่นนั้นไป ฮ่องเฮาเฉินเหลียนนางเป็องค์หญิงแห่งแคว้นเมิ่ง แม้โอรสของนางจะมีตำแหน่งเป็ถึงองค์รัชทายาทแต่ขุนนางก็หาได้จะสนับสนุนชาวเมืองป่าเถือนเช่นนั้น ผิดดั่งเขาที่เกิดจากสตรีที่เป็คนรักของหยางฮ่องเต้ ทั้งยังเป็สกุลใหญ่ที่สนับสนุนราชวงศ์หยางมาหลายสมัยทำให้ขุนนางต่างเอนเอียงเข้าข้างเขามิน้อย เพื่อความปลอดภัยที่จะถูกลอบสังหารจากแคว้นเมิ่งแล้ว หยางฮ่องเต้จึงประกาศราชโองการตัดขาดเขาจากการเมือง ฮุ่ยหลิงวางม้วนผ้าได้ไม่นานเจียวหั่วองครักษ์รู้ใจก็เดินผ่านประตูห้องทำงานเขาเข้ามา
“ทูลองค์ชายเจ็ด หนังสือเทียบเชิญพระองค์ร่วมแสดงความยินดีแก่แม่ทัพลู่เฉาที่จวนพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบเจียวหั่วก็วางหนังสือนั้นลงตรงหน้าเขา ก่อนจะถอยหลังออกไปอย่างเงียบ ๆ ฮุ่ยหลิงเปิดหนังสือเทียบเชิญดูอีกรอบแววตาดูกังวลว่าเขานั้นควรที่จะไปร่วมงานดีหรือไม่
จวนแม่ทัพลู่เฉาได้โอกาสจัดงานใหญ่จึงกล่าวเชิญเพื่อนพ้องเกือบนับพันมาร่วมงานทุกคนล้วนแล้วแต่เป็เหล่าขุนนางทั้งบุ๋น และบู๊ ลู่เสียนหยิบกระจกขึ้นมองดูความเรียบร้อยตนอีกครั้งก่อนย่างกายออกจากเรือนมองแเื่ที่ต่างทยอยเข้ามาจนเต็มจวน โต๊ะไม้ถูกจัดไว้รอต้อนรับนับร้อยต่างเต็มไปด้วยผู้คน
“เสียนเออร์เ้าเสร็จแล้วมาช่วยแม่รับแขกทางนี้ที” เสียงฮูหยินรองของจวนกล่าวบอกบุตรีที่เพิ่งเดินออกมาก่อนจะผละตัวออกไปด้านในเพื่อสั่งบ่าวรับใช้รีบจัดโต๊ะอาหาร
“พี่หญิงใหญ่จะไปพักก็บอกข้านะ ข้าจะต้อนรับแขกแทนเอง” เด็กน้อยลู่หวงยืนยิ้มแก้มปริ ลู่เสียนโน้มตัวย่อลงก่อนยกมือหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของเขาแล้วกล่าว
“เ้าหรือจะดูแขก เป็แขกเสียมากกว่าที่จะมาดูเ้าเสี่ยวหวง” เด็กน้อยหน้ายู่รีบจูงมือพี่สาวออกมาด้านข้างก่อนดึงให้นางนั่งลงที่กี๋นั่งไม้สีดำเงา
“เช่นนั้นพี่หญิงใหญ่คอยดูข้าเสียก่อน” เอ่ยจบเด็กน้อยก็รีบวิ่งกลับไปยืนหน้าประตูจวน
โจวเหรินจงเดินผ่านประตูจวนเข้ามาเป็จังหวะเดียวกับที่ลู่เสียนนั่งพักอยู่ไม่ไกล แต่ก็มิได้เป็ที่สังเกตุเห็นง่ายนัก นางมองไปยังเขาพลางรอบถอนหายใจ โชคดีที่ลู่หวงทำหน้าที่รับแขกเองมิเช่นนั้นแล้วนางก็คงไม่พ้นประจันหน้าเขา ลู่เสียนมองที่บานประตูอีกรอบแต่แเื่ต่างก็มากันจนครบขาดเพียงแต่เขาที่เป็คู่หมั้น ลู่เสียนตัดใจมิให้นึกถึงเขาจึงเดินกลับเข้าไปด้านใน โจวเหรินจงที่เห็นนางกำลังยืนด้านนอกก็รีบตรงเข้าหา
“มิได้เจอกันนานเลยนะคุณหนูลู่” น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นจากทางด้านหลัง ลู่เสียนใผละตัวถอยเล็กน้อยนางจับจ้องแววตาคมตรงหน้ากล่าวตอบ
“เ้าค่ะ ท่านอ๋องคงมีงานมากนะเ้าคะ” ลู่เสียนยิ้มเจือน โจวเหรินจงจึงขยับใกล้ก่อนเอ่ย
“ความจริงแล้ว เพราะข้าอยากให้เ้าคิดถึงข้าบ้างคุณหนูลู่” โจวเหรินจงปรายตามองนางราวหวานหยาดเยิ้ม ความจริงที่เขาหลบไปก็เพื่อหาวิธีเอาชนะใจนางบ้าง มิคิดว่าสตรีที่ดูว่าง่ายจะตั้งกำแพงสู่เสียจนเขาแทบปีนไม่ขึ้น คงเพราะความอยากเอาชนะฮุ่ยหลิงองค์ชายอ่อนแอญาติผู้น้องของเขา จึงทำให้อดคิดพิเรนทร์ ลองเข้าหาคู่หมั้นน้องชายดูมิคิดว่านางจะช่างเป็สตรีที่น่าสนใจไม่น้อย
ลู่เสียนหลบเลี่ยงหนีเขามาได้ก็หลบอยู่แต่ในเรือนพลางรอบมองทั้งยังบ่นไม่พอใจที่คนอย่างเขามาร่วมงาน แม้จะมิชอบแต่ก็มิอาจขัดบิดาได้นางจำต้องหอบกายออกมารินน้ำชาข้างเขา พลางฟังเหล่าขุนนางนั่งเจรจาเื่การศึกที่นางนั้นล้วนแต่รู้อยู่แล้ว แต่ก็มิอาจเอ่ยบอกออกไปได้ ลู่เสียนนั่งฟังก็พลันรู้สึกคอแห้งรอบมองหาแก้วชาใบใหม่ก่อนโจวเหรินจงจะรินส่งให้อย่างรู้ทัน
“ขอบคุณเ้าค่ะ” นางกล่าวขอบคุณเขาด้วยมารยาท มิคิดว่าโจวเหรินจงผู้นี้ก็ช่างสังเกตนัก นางชักแปลกใจเสียแล้วว่าที่เขาปฏิบัติต่อนางเช่นนี้เพียงเสแสร้งแกล้งทำหรือกระไรกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ