จินหยางตื่นใไม่น้อยที่เห็นบ้านของหวังซุนเพราะมันคือที่ตั้งเดิมของสำนักคุ้มภัยฟูเวย แต่ทว่าเมื่อเข้ามาด้านในหาได้เป็เช่นเดิม ทุกสิ่งอย่างถูกทำลายจนหมดสิ้นไม่เหลือเค้าเดิมเมื่อสามปีก่อนแม้แต่น้อย ครั้งที่มีคำสั่งแจ้งสำนักคุ้มภัยฟูเวยฏ เ้าเมืองส่ายซีได้ทำการเข้ายึดพื้นที่ทั้งหมดแต่ทว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนได้มีประกาศขายแต่ทว่าหาได้มีผู้ใดซื้อ หวังซุนจึงซื้อเอาไว้เองเพื่อรับรองจินหยาง พื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็สวนผักและสมุนไพร มีบ้านหลังใหญ่ถูกสร้างขึ้นสองหลังติดกันด้านหลังมีโรงนอนและโรงครัวขนาดใหญ่ ส่วนด้านข้างเป็คอกม้า น่าแปลกใจที่หวังซุนหาได้อยู่เพียงผู้เดียวแต่ทว่ากลับมีเด็กน้อยหลายสิบคนอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย บางคนเก็บสมุนไพร บางคนเก็บผัก บางคนอาบน้ำม้า ในขณะนั้นเองเด็กน้อยเมื่อเห็นหวังซุนก็ละจากงานที่ทำรีบวิ่งเข้ามาคารวะ หลังจากนั้นก็แยกย้ายไปทำงานของตนเช่นเดิม
“ท่านลุงหวังซุนเด็กพวกนี้”
“เด็กพวกนี้เป็เด็กกำพร้าขอรับ พ่อแม่พวกเขาทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกสังหารหรือถูกจับกุมโดยกลุ่มราตรีทมิฬและราชสำนัก ข้าเลยรับเลี้ยงพวกเขาเอาไว้”
จินหยางพยักหน้าตอบรับ
“นายน้อยเดินทางมาคงเหนื่อยแย่ เช่นนั้นพักผ่อนที่บ้านพักขวามือก่อนขอรับข้าจะหาอะไรให้ท่านทาน”
เกือบครึ่งชั่วยามจินหยางก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังลั่นมาจากด้านหน้า เมื่อเปิดประตูออกมาพบเจอเด็กสาวผู้หนึ่งยืนยกยิ้มอยู่
“นายน้อยพ่อบ้านหวังแจ้งให้ท่านไปทานข้าวที่โรงครัวเ้าค่ะ”
จินหยางพยักหน้า ปิดประตูก้าวเดินติดตามเด็กสาวไปด้านหลัง เมื่อก้าวเดินเข้ามาพบเห็นเด็กน้อยหลายสิบคนนั่งทานอาหารอยู่บนโต๊ะยาวกลางโรงครัว ส่วนหวังซุนนั่งแยกออกมาอีกโต๊ะหนึ่ง ก่อนที่จะนั่งจินหยางล้วงไปที่อกเสื้อนำทองคำแท่งห้าแท่งออกมายื่นให้แก่หวังซุน
“นายน้อย ท่านไปเอาทองคำพวกนี้มาจากที่ไหน”
จินหยางหัวเราะชอบใจที่เห็นท่าทางของหวังซุน
“ฮ่า ฮ่า ท่านลุงหวังซุนอย่าตื่นใไปขอรับ ข้าได้มันมาพร้อมกับกระบี่”
“นานมากแล้วที่ข้าไม่พบเห็นกระบี่เล่มนั้น”
“ท่านเคยเห็นมัน?”
“แน่นอนขอรับ เมื่อก่อนมันเป็กระบี่คู่กายของปู่ของท่านตอนที่เขาโลดโผนในยุทธภพ แต่หลังจากที่เขาได้รับตำแหน่งแม่ทัพก็วางมือจากกระบี่มาใช้ง้าวแทน หากคุณชายจะใช้ได้โปรดนำพู่และป้ายที่ผูกติดที่ด้ามกระบี่ออกเสียก่อน ข้าเกรงว่าอาจจะมีคนจดจำกระบี่เล่มนี้ได้แล้วนายน้อยจะเป็อันตราย”
“ขอรับ”
“ตอนนี้นายน้อยก็พักผ่อนเสียก่อน อีกสองวันสำนักกระบี่หลงอู่จะเปิดรับศิษย์ ปีนี้ต่างออกไปเพราะจะรับเพียงสิบคนเท่านั้น ส่วนการคัดเลือกจะใช้การประลองคัดสรร”
“การประลอง?”
“ขอรับ จากที่ข้าสืบทราบมาวันประลองจะมีลานประลองอยู่สิบลานประลอง คัดเลือกผู้ชนะของแต่ละลานประลองเข้าสำนัก”
“มีสิ่งใดที่ข้าต้องกังวลหรือไม่ขอรับท่านลุงหวังซุน?”
“ระวังคนจากราตรีทมิฬเอาไว้ให้ดีขอรับ พวกบัดซบพวกนั้นคิดแทรกแซงสำนักต่าง ๆ ในยุทธภพจึงคิดส่งบุตรหลานเข้ามาเป็สายในสำนักต่าง ๆ นายน้อยจดจำชูิได้หรือไม่ขอรับ?”
“ข้าพอจำจดได้ขอรับ”
“ชูิผู้นี้ก็เป็หนึ่งในพวกบัดซบราตรีทมิฬที่แอบซ่อนตัวอยู่ในสำนักคุ้มภัยฟูเวย ข้าพึ่งสืบทราบเื่นี้ได้ไม่นานมานี้เองขอรับ”
“แล้วในการประลองสามารถสังหารกันได้หรือไม่ขอรับ?”
“แน่นอนขอรับนายน้อย อาวุธไม่มีตานอกเสียจากผู้ใช้มัน แต่ข้าว่าท่านคงไม่เป็อันตรายเพราะดูแล้วนายน้อยคงฝึกวิชาที่ข้ามอบให้และวิชากระบี่จักรพรรดิสำเร็จหมดแล้ว”
“เป็อย่างที่ท่านว่าขอรับ ข้าฝึกวิชาจากคัมภีร์ที่ท่านมอบให้จนหมดแล้ว”
จินหยางหันไปมองเด็กน้อยที่นั่งทานอาหารอยู่
“เม็ดยาเพิ่มพลังปราณที่ท่านมอบให้ตอนนี้ไม่เกิดประโยชน์สิ่งใดต่อข้าแล้ว ข้าจะมอบมันให้แก่ท่านนำไปให้เด็ก ๆ พวกนี้เถอะขอรับ ข้ารับรู้ว่าท่านคงไม่รับเลี้ยงพวกเขาเพียงเพราะสงสารแน่”
“เป็อย่างที่ท่านเข้าใจ อีกไม่นานเด็กน้อยพวกนี้จะเป็กำลังให้ท่านหากเมื่อต้องปะทะกับพวกบัดซบราตรีทมิฬ ตอนนี้นายน้อยรีบทานเถอะก่อนที่อาหารจะเย็นเสียก่อน”
และแล้วก็มาถึงวันที่สำนักกระบี่หลงอู่เปิดรับสมัคร ยามเฉิน ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลมายังด้านหน้าของสำนัก ผู้คนั้แ่อายุสิบปีจนถึงสิบเจ็ดปีต่างยืนรอที่ด้านหน้าสำนักนับพันคน ทั้งหมดต่างอยู่ในเกณฑ์การคัดเลือกเข้าสำนัก แต่ละสำนักจะรับสมัครศิษย์ไม่เหมือนกัน ต่างกับสำนักใหญ่ทั้งแปดที่รับคัดเลือกศิษย์ั้แ่สิบหกปีขึ้นไปเท่านั้น จินหยางได้ป้ายประลองหมายเลขเก้าสิบแปดลานประลองที่สิบ โดยแต่ละลานประลองจะมีผู้เข้าร่วมการประลองร้อยกว่าคน ทั้งหมดถูกแยกไปอยู่ที่ลานประลองแต่ละที่ในสำนักกระบี่หลงอู่ ย่างเข้ายามอู่ สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นเป็ระยะเมื่อลมพัดผ่านเช่นในฤดูหนาวแสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมา ลานประลองขนาดใหญ่เป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสยกสูงจากพื้นครึ่งจั้งทำมาจากหินสกัด ไม่นานนักได้มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่มือซ้ายถือกระบี่สวมชุดสีฟ้าขลิบน้ำเงินพุ่งทะยานจากท้องฟ้าลงมายังกลางลานประลอง เขาหันไปมองรอบด้านพร้อมกับเอ่ยวาจาเสียงดังลั่นได้ยินไปทั่วบริเวณ
“ข้ามีนามว่าอู่หยงเป็หนึ่งในอาจารย์ในสำนักกระบี่หลงอู่ การประลองในวันนี้จะคัดเลือกเพียงผู้ชนะในแต่ละลานประลองเข้าสำนักเท่านั้น เท่ากับว่าปีนี้จะมีเพียงสิบคนเท่านั้นที่จะผ่านการคัดเลือก”
เหล่าผู้สมัครต่างหันมองจ้องมองกันอย่างไม่วาวตา อู่หยงใช้มือขวาล้วงไปที่อกเสื้อดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
“เอาละต่อไปข้าจะประกาศรายคู่ประลองคู่แรก เมิงซีหยุน เหลียนฟู่”
สิ้นเสียงกล่าวของอู่หยงได้มีเด็กหนุ่มสองคนพุ่งทะยานขึ้นมาบนลานประลอง เสียงะโดังลั่นมาจากด้านล่าง
“เ้าทั้งสองเพียงแต่ให้อีกฝ่ายกล่าวยอมแพ้หรือร่วงลงไปด้านล่างเท่านั้น พวกเ้าจงจำเอาไว้อาวุธไม่มีตามีเพียงผู้ถือมันเท่านั้น หากมีผู้ใดตกตายลงจากการประลองนั่นหมายความว่ามันผู้นั้นไร้ความสามารถเอง เอาละเริ่มการประลองได้”
ทั้งสองต่างก้มคารวะต่อกัน เสียงชักกระบี่ดังแว่วไม่ถึงครึ่งลมหายใจทั้งสองก็ถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าปะทะกันตรงกลาง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! จินหยางหรี่ตามองขึ้นไปบนลานประลองพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา การปะทะของพวกเขาทั้งสองดูเชื่องช้าในสายตาของจินหยางมากนัก เขาจึงละสายตาหันไปมองผู้เข้าร่วมการประลองที่เหลือรอบตัว ไม่นานเขาก็แสยะยิ้มขึ้นเพราะเขาพบเจอกับเด็กหนุ่มที่พบเจอที่โรงเตี๊ยมเฉียนเทียน
“เทียนคง เ้าสามารถรับรู้ถึงความสามารถของผู้อื่นได้หรือไม่?”
“ได้ขอรับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้คนผู้นั้นแสดงทักษะออกมาเสียก่อน อีกอย่างข้าสามารถวิเคราะห์บอกถึงจุดอ่อนของผู้นั้นได้เช่นกัน”
“ดี เช่นนั้นหากตัวบัดซบนั่นขึ้นไปประลองบนเวที ข้าจะให้เ้าบอกจุดอ่อนของมันให้แก่ข้า”
หลังจากนั้นจินหยางก็หันไปให้ความสนใจบนลานประลองและใช้ความสามารถของเทียนคงตรวจสอบ ผ่านไปแล้วหลายสิบคู่ในเวลาไม่นาน จินหยางตื่นใไม่น้อยเพราะเทียนคงสามารถบอกกล่าวต่อเขาถึงความสามารถของแต่ละคนรวมไปถึงบอกได้ว่าผู้ใดจะเป็ผู้ชนะ เกือบครึ่งชั่วยามในที่สุดจินหยางก็ได้ยินเสียงเอ่ยวาจานามของเขา
“จิ้นซุนอี้ จินหยาง”
จินหยางยกยิ้มถีบเท้าะโขึ้นไปบนลานประลอง คู่ต่อสู้ของเขารูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสีฟ้าในมือซ้ายถือกระบี่อายุมากกว่าหลายปี จินหยางรีบก้มคารวะ แต่ทว่าจิ้นซุนอี้หาได้ก้มคารวะเขา ถีบเท้าพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับชักกระบี่ในมือแทงเข้ามา จินหยางหาได้ตื่นใเขาตวัดกระบี่ในมือซ้ายปัดปลายกระบี่พร้อมซัดฝ่ามือขวาไปยังหน้าอกของจิ้นซุนอี้อย่างรวดเร็ว เปรี้ยง! จิ้นซุนอี้กระอักเืออกมาพร้อมกับกระเด็นออกไปนอกลานประลอง หลายคนต่างหันมาจ้องมองจินหยางด้วยความแปลกใจเช่นเดียวกับอู่หยง เพราะผ่านไปแล้วหลายสิบคู่ มีเพียงคู่ของจิ้นซุนอี้และจินหยางที่จบสิ้นการประลองในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ