ท้องฟ้าที่ดูขมุกขมัวในตอนแรกของ่เช้าตรู่ บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนที่นั่นใสแล้ว โดยมีเมฆหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามหมู่ไม้และขุนเขา ขณะที่สองสาวจัดการกับข้าวต้มตรงหน้าของตนอยู่นั้นก็มีบรรดาแขกหรือคนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้วสองถึงสามคน และหนึ่งในนั้นก็มีหญิงสาวในชุดสูทสีดำกำลังเดินอย่างเร่งร้อนมาตรงที่ปอยและแพรวานั่งกันอยู่ ก่อนที่เธอจะนั่งลงพร้อมกับถอดแว่นดำที่สวมอยู่ จ้องหน้าแพรวาด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่นเข้าหากัน
“คุณจะไปไหน ทำไมถึงไม่บอกฉันก่อน” ภาวิณีถอนหายใจแรงๆ ครั้งหนึ่ง เหลือบมองปอยแวบหนึ่งก่อนจะมองกลับไปยังแพรวาเช่นเดิม “ยังดีที่อยู่กับคุณปอย อยู่ที่นี้ไม่เหมือนกับอยู่ที่อังกฤษนะคะคุณแพร”
“ไม่เหมือนยังไง” ปอยโพล่งถามออกไปโดยแทบไม่ต้องคิด
“ไม่เหมือนกันหรอกค่ะ!” ภาวิณีหันขวับมายังปอยที่กำลังยกช้อนค้างอยู่กลางอากาศ “โดยเฉพาะเื่ของความปลอดภัยในที่สาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยว ที่นั่นเขาใส่ใจและปลอดภัยกว่าบ้านเรามากค่ะ”
“งั้นเหรอ...” ปอยเห็นด้วยอย่างจำนน ก่อนจะส่งช้อนผ่านเข้าไปในริมฝีปาก “ถ้าเื่นี้ก็คงเถียงไม่ได้จริงๆนั่นแหละ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งค่ะ” แพรวาขัดพลางยิ้มน้อยๆ เช่นเดิม “ไม่ว่าจะที่ไหน ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีทั้งนั้นแหละค่ะพี่ภา ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่อังกฤษ”
“ใช่ๆๆ อันนี้ก็ถูก” ปอยพยักหน้าถี่ๆ พลางส่งข้าวต้มอีกช้อนเข้าปาก ก่อนจะบ่นงึมงำก้มลงมองชามข้าวต้มตรงหน้า “ว่าแต่ทำไมข้าวต้มที่นี่มันอร่อยจัง ใส่กัญชาในน้ำซุปป่าวเนี้ยะ”
“นี้ก็อีกเื่” ภาวิณีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “บ้านเรานะยาเสพติดเยอะมาก และยาเสพติดก็คือต้นเหตุอาชญากรรมแทบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะ ปล้น ฆ่า ลักขโมย หรือ ข่มขืน”
“โหว...พูดซะเห็นภาพ” ปอยถอนหายใจออกยาวๆ ด้วยใบหน้าเหยเก “เอาซะกินข้าวไม่ลงกันเลยทีเดียว”
“ถ้ากินไม่ลงให้พี่ป้อนให้เอาไหมครับ” วิษณุเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม โดยมีคุณยืนยกนิ้วนวดขมับอยู่ข้างๆ อันเป็ผลมาจากการดื่มเมื่อคืน “ว่าแต่กำลังคุยเื่อะไรกันอยู่ครับ ไม่ใช่ว่าแอบนินทากันอยู่ใช่ไหม”
“สำคัญตัวเองมากไปไหม” ภาวิณีเงยหน้า ส่งสายตาเพชฌฆาตให้กับผู้มาใหม่ “คิดว่าตัวเองเป็ใคร”
“คนหล่อ” วิษณุตอบกลับด้วยอาการยักคิ้วหลิ่วตา ก่อนจะค่อมศีรษะน้อยๆ ไปทางแพรวา “อรุณสวัสดิ์ครับคุณแพรที่นั่น”
“กู๊ดมอนิ่้งค่ะ” แพรวาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
วิษณุนั่งลงยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ พร้อมกับเอ่ยขึ้น “แล้วไอ้ดาวล่ะครับน้องปอย”
“ยังไม่ตื่นค่ะพี่” ปอยส่ายศีรษะ ชายตามองไปยังคุนที่กำลังนั่งลงอีกคน “ดูจากอาการ...เมื่อคืนคงจะหนักกันน่าดู”
“ก็แค่นิดหน่อยเอง” คุนตอบกลับ “ก็กับข้าวเล่นเยอะซะขนาดนั้น จะเหลือทิ้งก็เสียดาย”
“เมื่อวานคุณปอยไม่ได้มากินข้าวเย็นเหรอคะ” แพรวาเอ่ยถาม
“ค่ะ” ปอยพยักหน้ารับ “คือเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ค่ะ รู้ตัวอีกทีก็ตอนเช้านี้แหละค่ะ”
“ให้พี่ภาสั่งกับข้าวเผื่อไว้เยอะแยะเลย น่าเสียดายจัง” แพรวาพึมพำ “ฉันเองก็ไม่ได้กลับมาซะด้วย”
“แล้ว...เมื่อคืน ตกลงว่าพวกคุณแพรว่ากับพี่นุนอนกันที่นั่นใช่ไหมครับ”
“ค่ะ” แพรวาตอบกลับ “พอดีว่าคุณพ่อกับคุณลุงมาพักผ่อนที่นั่นพอดี จะไม่เข้าไปหาก็ดูจะเสียมารยาทไปสักหน่อย”
“น่าเสียดายเลยจังครับ” วิษณุเอ่ยขึ้น “ที่นั่นทั้งสวย ทั้งหรู ทำไมคุณแพรวาไม่ไปพักที่นั่นละครับ ทำไมถึงได้เลือกพักที่นี้”
“คุณไม่จำเป็ต้องอยากรู้อยากเห็นให้มากหรอกค่ะ” ภาวิณีเอ่ยขัด “เื่บางเื่มันก็เป็เื่ส่วนตัว ไม่สะดวกที่จะให้คนอื่นมารับรู้”
“พี่ภา...” แพรวาพูดเสียงอ่อย จับท่อนแขนของสตรีข้างกายเชิงห้ามปราม
“คุณแพรวาอิ่มหรือยังค่ะ ถ้าอิ่มแล้ว พวกเราต้องไปเตรียมตัวกันอีกนะคะ คุณก็รู้... ว่าเรามีหลายเื่ที่ต้องจัดการกันอีก”
“อืม...” แพรวาวางช้อนลง พร้อมกับถอนหายใจออกยาว “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะค่ะ”
“คุณแพรวา...” คุนพึมพำเสียงละห้อย ขณะที่มองแพรวายืนขึ้นพร้อมกับภาวิณีที่สวมแว่นดำกลับไปดังเดิม “จะ...ไป แล้ว...เหรอ..ครับ”
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าสวยด้วยรอยยิ้มกระจ่าง “เอาไว้ไปเจอกันที่บ้านหลังนั้นนะคะ” ว่าพลางก็มองไปยังปอยและวิษณุ “พวกเราต้องไปคุยกับคุณพ่อกับคุณลุงกันก่อน เสร็จแล้วจะตามเข้าไปนะคะ”
“ครับ...” คุนพยักหน้าเจื่อนๆ ขณะที่ปอยและวิษณุก็รับคำตามมา
“ค่ะ”
“ครับ”
ราวๆ แปดโมงเช้า หลังจากที่ทั้งสี่ได้รับประทานอาหารเช้าเสร็จสรรพก็มุ่งตรงไปยังบ้านหลังใหญ่กลางป่าเขาที่ได้นัดกันไว้ในทันที เมื่อไปถึงก็พลันพบว่าหน้าประตูมีรถยุโรปคันโตสองคัน พร้อมกับรถซีอาวีหรูหราอีกหนึ่งคันจอดอยู่ที่ปากทางเขาพร้อมกับประตูรั้วที่เปิดอ้ากว้างเอาไว้
ทันทีที่ทั้งสี่ลงจากรถและมองเข้าไปภายในบริเวณหน้าบ้าน ก็พบเข้ากับแพรวาที่ยืนคู่อยู่กับภาวิณีหน้าประตูทางเข้าบริเวณสนามหญ้า ส่วนด้านในตัวบ้านมีบุรุษชุดขาวที่ภาคินณ์และไพศาลเดินประกบซ้ายขวาพร้อมกับชายแปลกหน้าอีกหนึ่งคน ขณะที่ชายชราตรงกลางซึ่งแต่งกายคล้ายหมู่คนชราเชื้อสายจีนที่มักจะชอบออกมาร่ายรำมวยจีน่เช้าๆ กำลังยกไม้ยกมือชี้ไปทางนั้นทีทางนี้ที
“ใครอ่ะพี่” คุนเอี้ยวตัวไปทางวิษณุ “แต่งตัวอย่างกับจอมยุทธ์”
“ไม่รู้เหมือนกันวะ” วิษณุส่ายศีรษะ ขณะที่เดินนำทั้งสามตรงเข้าไป “แต่เดี๋ยวก็รู้ละ”
“ซินแสนี่!” ปอยเอ่ยขึ้นทันที เมื่อเดินเข้าใกล้มากขึ้น จนสังเกตเห็นแผ่นวงกลมที่ชายชราผู้นั้นถือไว้ในมือ “ไม่คิดเลยว่าคนระดับนี้จะเชื่อเื่พวกนี้ด้วย”
“พวกคนรวยๆนะ เผลอๆ อาจจะเชื่อเื่อะไรพวกนี้มากกว่าพวกเราอีกน้องปอย” ดาวเสริมตามมา ขณะที่สอดส่ายตาไปรอบทิศ “แต่จะอะไรก็ช่างเหอะ ไอ้พวกเมื่อวานยังจะอยู่ไหมอะ วันนี้วิ่งไม่ไหวแล้วนะ” ว่าพลางดาวก็เขยิบกายเข้าใกล้ปอยพร้อมกับเกี่ยวแขนหญิงสาวข้างกายอย่างรวดเร็ว “แค่ลากสังขารให้เดินได้แต่ละก้าวก็แสนสาหัสละนะ”
“นั่นแหละเวลากินไม่คิด” วิษณุพูดเสียงขรึม “รู้ว่าตัวเองต้องทำงานเช้า ยังจะกินเยอะอีก”
“นิดเดียวเองพี่” คุนสวนคำ “ไอ้ดาวมันคออ่อนเอง พี่ก็รู้นิ”
“มึงก็ด้วยไอ้คุน” วิษณุหันขวับไปทางเขาทันที “รู้ว่าไอ้ดาวคอมันอ่อน ก็ไม่รู้จักห้ามมัน มึงนี้มันน่านัก”
ว่าพลางวิษณุก็เงื้อง้างมือขึ้นเพื่อจะฟาดลงไปที่ศีรษะของรุ่นน้องและลูกน้องแสนรักของตน ทว่าทันใดการสนทนาของพวกเขาก็พลันยุติลงเมื่อมีเสียงเหยียบเย็นเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น
“คุณควรจะโทษตัวเองมากกว่านะ ที่เป็ถึงระดับหัวหน้าแต่ยังควบคุมทีมตัวเองไม่ได้” สายตาภายใต้แว่นดำของภาวิณีจ้องมายังทั้งสี่ ขณะที่แพรวาก็หันหลังกลับมามองด้วยเช่นกัน “ไม่คิดเลยว่าจะทำงานไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ อีกทั้งยังไม่รู้จักการมาเผื่อเวลาอีกต่างหาก”
ทั้งสี่พลันชะงักไปชั่วขณะ อันเกิดจากความประหลาดใจจากระยะทางของพวกตนกับสองสาวตรงหน้านั้นไกลกันเกือบสิบกว่าเมตรเห็นจะได้ มันจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่ภาวิณีจะได้ยินการสนทนาของพวกตน