เจตนาเดิมของหลินโม่คืออาศัยโลหิติญญาของเพชฌฆาตทะเลทรายให้ปราณิญญารุ่ยจินหลอมกายาแปรเป็เพชฌฆาตทะเลทรายท้ายสุดกลับคาดไม่ถึงว่าจะถูกหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณดูดซับแย่งโลหิติญญาไปอีกทั้งตัวปราณิญญารุ่ยจินในขั้นหลอมกายากลับแปรเปลี่ยนเป็สัตวอสุราโบราณไปเสียได้
ไม่สิควรบอกว่าเป็ร่างเงาเลือนรางของสัตวอสุราต่างหาก
ผลลัพธ์นี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของหลินโม่ไปไกลมาก
ครั้นมองเงาเลือนรางของสัตวอสุราในประตูบานแรกที่เปิดออกของหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณ หลินโม่เหม่อมองเหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่สัตวอสุราโบราณที่ปลิดเทพกลืนัคือิญญาพาหะที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อย่างไม่ต้องสงสัยทว่านับั้แ่โบราณเป็ต้นมา มีเพียงน้อยคนที่สุดที่จะได้รับมันมา
แม้ว่าตอนนี้ปราณิญญารุ่ยจินของหลินโม่จะเป็แค่ร่างเงาของสัตวอสุราเท่านั้น ยังไม่ใช่ร่างที่แท้จริงแต่หากมองจากประตูบานแรกที่เปิดออกของหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณแล้วถ้าอิงตามโลหิตอสูรธาตุเดียวกันนั้นไม่แน่ว่าจะสามารถทำให้สัตวอสุราหลอมกายาเป็ร่างจริงขึ้นมาได้
มีสัตวอสุราในร่างิญญาไว้เมื่อคิดๆ ดูแล้ว ตัวหลินโม่เองก็รู้สึกเหลือเชื่อเช่นกัน
เมื่อได้สติหลินโม่จึงปราดตามองรอบๆ เนินทราย ก็เห็นว่าบนเนินทรายเต็มไปด้วยลูกอสูรชนิดต่างๆพวกมันคลานไปบนพื้น ตัวสั่นเทา เสียงคำรามกึกก้องเมื่อครู่นี้แม้จะมาจากหลินโม่ที่ส่งเสียงออกไป ทว่ากลับแฝงไปด้วยเจตจำนงของสัตวอสุรา
ในโบราณัพิทักษ์จิติญญาก็เป็หนึ่งในอสูรที่ทรงพลังที่สุด บรรดาอสูรต่างกลัวพลังอันน่าเกรงขามทว่าสัตวอสุราที่แม้แต่ัพิทักษ์จิติญญาสีเงินยังกล้าสังหารกินไปได้นั้นพลังน่าเกรงขามยิ่งเหนือขึ้นไปอีก
ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งหลินโม่ก็เดินกะเผลกไปยังลูกอสูรตนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดลูกอสูรตัวนี้ลักษณะคล้ายปลา ส่วนท้องมีหนามแหลมคมยื่นออกมานี่คืออสูรระดับต่ำตัวหนึ่ง—อสูรวารีหนาม
หลินโม่เตะเข้าทีหนึ่งอสูรวารีหนามหดตัวลง ไม่กล้าขยับเขยื้อน เขาพลันยกหมัดขึ้นทุบลงทันที
ปัง ปัง...
ครั้นทุบต่อกันถึงสิบหมัดอสูรวารีหนามที่ไม่กล้าต่อต้านก็ถูกทุบจนตายลง หลินโม่ล้วงควานหาอยู่ครู่หนึ่งก็ควักโลหิติญญาขนาดเท่าหัวแม่มือชิ้นหนึ่งออกมา แล้วบีบให้โลหิตแหลกสลายในทันที
หนังสือศักดิ์สิทธิ์พรั่งพรูพลังดูดซับออกมารับโลหิติญญาเข้าสู่ภายใน
หลินโม่สังเกตประตูโบราณบานแรกอย่างละเอียดเงาของสัตวอสุราเกิดการแปรเปลี่ยนขึ้นอย่างล้ำลึก ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่ได้เห็นชัดมาก
หลินโม่หมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งคาดว่าอาจเป็เพราะระดับของอสูรวารีหนามต่ำเกินไปดูจากโลหิตที่เงาของสัตวอสุราดูดกลืนลงไปนั้น แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
ปรายตามองหนามของปลาหลินโม่จึงดึงหนามแหลมสองแท่งออกจากส่วนท้อง
หนามแหลมคมนี่คือของดี ไม่เพียงแข็งทนทาน ทว่ายังเฉียบคมมากอีกด้วย
เวลาต่อมาหลินโม่เดินไปยังลูกอสูรระดับกลางธาตุทองตัวหนึ่งพลางใช้หนามแหลมจ้วงทะลวงร่างของอสูร ครั้งนี้โชคไม่ได้เข้าข้าง ไม่ได้โลหิติญญาเขาจึงทิ้งซากลูกอสูรไว้แล้วเดินไปยังตัวที่สองต่อ...
หลังจากสังหารไปถึงแปดครั้งต่อกันหลินโม่ก็ได้รับโลหิตอสูรระดับกลางมา หลังจากได้มาอยู่ในกำมือแล้วก็บีบแหลกในทันทีจากนั้นก็ลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเงาสัตวอสุรา ผลลัพธ์เป็ดั่งที่คาดไว้เงาของสัตวอสุราแปรสภาพอย่างเห็นได้ชัดกว่าก่อนหน้านี้มาก
แิได้รับการพิสูจน์แล้วหลินโม่ก็ยิ่งตั้งตาคอยวันที่สัตวอสุราจะหลอมกายาไปเรื่อยๆ จากนั้นจึงเดินกะเผลกไปยังลูกอสูรตัวอื่นและทำการล่าอสูร เขาทั้งแสนลำบากและแสนดีใจไปในเวลาเดียวกัน
ลูกอสูรในเนินทรายมีมากกว่าที่คิดไว้หลินโม่สังหารจนมือแทบขาดอยู่รอนๆ ทว่ายังมีฝูงลูกอสูรอยู่อีกคณานับครั้นได้โลหิตอสูรธาตุทองมา หลินโม่ไม่แม้แต่จะมอง พลางบีบขยี้ไปในทันทีในส่วนของธาตุอื่นๆ หลินโม่ก็เก็บไว้ในมือ
“เฮ้อ...การสังหารอสูรนี่ช่างลำบากชีวิตเหลือเกิน”
หลินโม่ส่ายหน้าพลางลงมือไปด้วยสังหารมานานขนาดนี้กลับไม่เห็นวี่แววของลูกอสูรั์เลยแม้แต่น้อยส่วนมากล้วนเป็อสูรระดับต่ำทั้งนั้น มีส่วนน้อยที่เป็ระดับกลาง และระดับสูงนั้นหาได้ยากที่สุด
หนามแหลมสองแท่งที่ได้มาจากอสูรวารีหนามนั้นหักไปนานแล้วหลินโม่เจอของที่นำมาใช้แทนได้บ้าง สิ่งไหนสะดวกมือก็ใช้สิ่งนั้น ตลอดการสังหารบนร่างของเขาเต็มไปด้วยโลหิตสดใหม่แดงฉาน
จู่ๆ แสงสีเหลืองนวลก็ส่องกะพริบผ่านมาแต่ไกล
หลินโม่ที่ยุ่งอยู่กับการสังหารลูกอสูรเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วครั้นเห็นลูกอสูรตัวหนึ่งที่ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเม็ดทรายมันกำลังซ่อนตัวอยู่ในเนินทราย แม้ว่าตัวสั่นเทาทว่ากลับเชื่องช้าต่างไปจากลูกอสูรตัวอื่น มันขยับตัวไม่ได้ ทั้งยังกำลังพยายามตะเกียกตะกายขยับตัวหมายจะหนีลงใต้ชั้นทรายที่ลึกลงไป เป็เพราะการใช้พละกำลังเป็เหตุ จึงทำให้ตัวของมันแผ่แสงสีเหลืองนวลสว่างไสวขึ้น
ลูกอสูรั์...
หลินโม่ตาสว่างวาบแล้วกะเผลกพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็ว
โฮก!
ลูกอสูรั์คำรามเสียงต่ำเป็การขู่เตือนแสงสีเหลืองนวลบนร่างกลับยิ่งสว่างไสวขึ้น
“เงียบไปซะ” หลินโม่คำรามเสียงต่ำ พลันเงาภูตลวงิญญาขนาดมหึมาก็โผล่ขึ้นจากด้านหลังเทียบกับตอนแรก เงาของสัตวอสุรานั้นดูเป็ร่างชัดขึ้นพริบตาลำแสงสีทองแหลมคมก็สาดส่องออกมา
ลูกอสูรหวาดกลัวจนตัวสั่นเทายิ่งขึ้น แสงสีเหลืองนวลบนร่างกระจายสาดออกมา
กริชกระดูกอันแหลมคมหล่นลงมาตกผ่านลงระหว่างมือ ลูกอสูรั์ถูกตัดหัวไปแล้วหลินโม่พลันควักคว้านอยู่ครู่หนึ่ง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะคว้านเจอโลหิตอสูรั์ถึงสองชิ้นชิ้นแรกเป็สีทอง ส่วนอีกชิ้นเป็สีเหลืองนวล
ลูกอสูรตัวหนึ่งไม่คาดคิดว่าจะมีโลหิตถึงสองธาตุได้?
หลินโม่จ้องซากลูกอสูรั์อย่างประหลาดใจ พลันนึกเื่เื่หนึ่งขึ้นสติปัญญาของอสูรนั้นไม่น้อยไปกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ดังนั้นพวกมันจึงสามารถร่วมมือกับอสูรั์ตัวอื่นได้จากนั้นก็เหลือไว้แค่ลูกหลานรุ่นหลังที่แข็งแกร่ง
เห็นได้ชัดเจนว่าลูกอสูรั์ตัวนี้สืบทอดแก่นสำคัญของสองสายพันธุ์เอาไว้เพียงเพราะมันยังเล็กเกินไป จึงไร้ทางหลอมรวมพลังทั้งสองนี้นี่จึงทำให้มันมีศักยภาพอันแข็งแกร่ง ทว่าก็ยังอ่อนแอกว่าลูกอสูรตัวเดียวมาก
หลินโม่เก็บโลหิติญญาสีเหลืองนวลขึ้นมือขวาบีบโลหิติญญาสีทอง ออกแรงเพียงเล็กน้อยโลหิติญญาสีทองก็แหลกละเอียดสลายไป
พลังของโลหิติญญาสีทองอันทรงพลังหลั่งไหลทะลวงเข้าสู่ร่างของหลินโม่อย่างบ้าคลั่ง
ด้านหลังของเงาสัตวอสุราเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงเห็นเงาของมันผันแปรมืดทะมึนยิ่งขึ้น
ณ ชั่วยามนี้เงาภูตลวงิญญาราวกับมีชีวิตขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
พลังโบราณต้นกำเนิดปกคลุมไปรอบกายหลินโม่สิ้นเสียงดังสะท้าน ปราณิญญาก็ปลดปล่อยลำแสงแหลมคมอันน่าตื่นตาออกมาเหมือนว่าในที่สุดอาวุธเทพศาสตราที่ปิดผนึกไว้ได้ถูกปลดออกจากฝักอย่างไรอย่างนั้นร่างของหลินโม่แผ่ซ่านพลังมุ่งมั่นอันทรงพลังออกมา ระดับฝึกร่างบำเพ็ญทะลวงจากขั้นที่ห้าไปสู่ขั้นที่หกในทันที
ตรงทางออกของอาณาจักรเร้นลับหนานิอู่สาวเท้าอย่างบางเบารอบกายปกคลุมไปด้วยแสงสามสีอันแข็งแกร่ง หากหลินโม่อยู่ที่นี่จะต้องเห็นแสงสว่างไสวบนตัวเธออย่างแน่นอนเทียบกับก่อนหน้าแล้วเธอแข็งแกร่งขึ้นไปอีกมาก
“ผลลัพธ์ครั้งนี้ไม่เลวเลยปลดระดับการบำเพ็ญไปได้อีกขั้น แต่น่าเสียดายที่ถึงขีดจำกัดแล้วจึงอยู่ต่อได้อีกไม่นานไม่เช่นนั้นคงจะปลดเพิ่มไปได้อีกขั้น…”
หนานิอู่ปราดตาคู่สวยมองไปที่ปากอุโมงค์ทางผ่าน“เ้าหนุ่มนั่นคงจะไปแล้วสินะ? ปลุกปราณิญญารุ่ยจินขึ้นแต่กลับไม่มีใครในสายนอกรู้จักสนใจสักคน จากท่าทางของเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนคนต่ำต้อยอะไร เหตุใดจึงไม่ได้รับความนิยมเลยสักนิดกัน?”
หนานิอู่ครุ่นคิดครู่เดียวก็สะบัดไล่ความคิดนี้ออกไป
“เวลาของอาณาจักรเร้นลับต่างกับโลกภายนอกไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว”
หนานิอู่ปรายตามองกำไลนับเสี้ยวเวลาที่วางเหนืออุโมงค์ทางผ่านอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ “ที่โลกผ่านไปสิบวันห้าแล้ว เพิ่งอยู่ที่นี่ได้เพียงครึ่งวันก็ผ่านไปถึงสิบห้าวันแล้วบ่งบอกได้ว่าในหนึ่งวันของอาณาจักรเร้นลับ ที่โลกภายนอกจะผ่านไปถึงสิบวัน”
ครั้นขยับร่างหนานิอู่ก็หายเข้าไปในอุโมงค์ทางผ่าน
ชายขอบของเทือกเขาซวนโยวหนานิอู่กลับสู่เมืองหลินโจว ขณะที่อยู่นอกเมืองนั้น เธอก็พบกับคนคนหนึ่งผมยาวสลวยสีขาวราวกับหิมะปกคลุมบนบ่าแกร่งใบหน้ารูปงามที่ทำให้ใครต่างอิจฉานั่นเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
“เขาล่ะ?” เหลิงอู่เหยียนเอ่ยถามอย่างไร้อารมณ์
“เขายังไม่กลับมาอย่างนั้นหรือ?”หนานิอู่ประหลาดใจเป็อย่างมาก
หากหลินโม่ไม่ได้กลับมาล่ะก็เช่นนั้นก็มีบทสรุปเพียงสองอย่างข้อหนึ่งคือเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นที่อาณาจักรเร้นลับและข้อสองคือยังติดอยู่ในอาณาจักรเร้นลับ ในความคิดของหนานิอู่ ข้อแรกนั้นมีความเป็ไปได้มากยิ่งกว่า