บทที่ 5
หลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์
สองอาทิตย์ต่อจากเหตุการณ์ที่จวนตระกูลเสิน
เวลาใกล้ค่ำลงทุกที ในตรอกข้างถนนแห่งหนึ่ง
“เมตตาข้าด้วยเถิดจ้า ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดเมตตาข้าด้วย เป็เศษเบี้ยหรือเศษอาหารใดก็ได้ เมตตาข้าด้วย” ตาเฒ่าหม่าหยงช่าย กำลังนั่งขอทานอยู่ที่ตรอกเหล่าโจ้ว ที่ ๆ เดิมที่เขา และเพ่ยเจินเคยพบเจอกัน เมื่อคราก่อน
“เอ๊ะ นั่นมัน ยัยหนูยัยหนูของข้าจริง ๆ ด้วยเ้ากลับมาที่อีกทำไมเล่า” เฒ่าหม่ากล่าวด้วยปิติดีใจที่ได้เจอเพ่ยเจิน แล้วยังร้องห่มร้องไห้ พูดไม่เป็ศัพท์นั่นเพราะความยินดีของเขา
เพ่ยเจิน ได้จูงแขนของเสินว่านให้เข้าไปหาตาเฒ่าหม่า ตาเฒ่าหม่าก็ลุกขึ้นมาต้อนรับอย่างดี
“ข้าขอกอดท่านหน่อยน้า” จากนั้นเพ่ยเจินก็เดินไปสวมกอดตาเฒ่าหม่า ท่ามกลางถนนสัญจรไปมา โดยนางหาได้สนใจสายตาใครไม่
“เ้าทำแบบนี้ไม่ได้นา ยัยหนู ตัวข้าเลอะเทอะมอมแมม เ้าก็เห็นอยู่ เ้าออกจะสวยสะคราญขนาดนี้อย่ามากอดขอทานอย่างข้าให้เป็เสนียดเลย” เฒ่าหม่าพูดด้วยความสัจจริง แต่เพ่ยเจินหาได้สนใจใยดีกับคำพูดเ่าั้ไม่ นางยังคงยิ้มและหัวเราะ ในขณะที่โอบกอดเอวของตาเฒ่าหม่า
ตาเฒ่าหม่าก็จนใจจะกล่าว ก็สวมกอดเด็กสาวด้วยความปิติยินดี และจริงใจเป็ที่สุด
“ป่ะ เราไปบ้านกันเถอะ วันนี้ข้าพอได้ของกินมาบ้างแล้ว แน่นอนมีซาลาเปาไส้หมูที่เ้าชอบนา”
เพ่ยเจิน ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มร่าด้วยความสบายใจ นางคิดว่านี่ต่างหากที่เรียกว่าเทพเซียนของแท้
“นี่เ้าจำข้าได้ไหม ตาเฒ่าหม่า” เสินว่านกล่าวทักทายเฒ่าหม่า
“อ้อ คุณหนูเสินนี่เอง จำได้สิขอรับ ข้าได้รับความเมตตาไม่น้อยจากท่านซ้ำขาข้าจะกลับท่านยังเอาเบี้ยให้ข้าตั้งห้าร้อยตำลึงเงินแน่ จำได้ขอรับๆ”
เฒ่าหม่าต่างได้กล่าวทักทายทั้งสองสาว อย่างยินดีปรีดา จากนั้นทั้งสามก็เดินตามกันไปที่บ้านของตาเฒ่าหม่า
“เอาล่ะ ถึงแล้ว มาๆ เข้ามา ระวังหัวด้วยละคุณหนู” เฒ่าหม่าพาทั้งสองมาที่สะพานที่เดิมที่ตนอาศัยอยู่
เพ่ยเจินนั้นรู้จักที่นี่ดี เพราะตนลืมตาตื่นก็มาอยู่ที่นี่ก่อน ก่อนที่จะเกิดเื่ราวมากมายด้วยซ้ำไป เมื่อนางรู้จักและเข้าใจสถานที่นี้ดีนางจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย ก้มตัวลงแล้วเดินเข้าไปตามปกติ
แต่คุณหนูเสินว่านนั้นคิดในใจว่า นี่หรือบ้านของตาเฒ่าหม่า นี่มันใต้สะพานชัด ๆ จากนั้นคุณหนูเสินได้ะโเข้าไปหาตาเฒ่าหม่าว่า
“นี่ ตาเฒ่าหม่า เบี้ยที่ข้าให้เ้า เ้านำไปใช้อะไรหมดหน่ะ”
“อ้อ ข้านำไปซื้อเตียง ฟูก โต๊ะเครื่องแป้ง แล้วอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสตรีไง” เฒ่าหม่าตอบ
“ห่ะ เ้าซื้อไปทำไมกัน” คุณหนูเสินยังคงไม่คลายใจ
“ก็ข้าไม่มีความจำเป็ใด ๆ กับเบี้ยขนาดนั้น ข้าเลยไปหาซื้อของใช้ไว้รอยัยหนู เผื่อยัยหนูกลับมาไง” เฒ่าหม่าตอบหน้าตาเฉย
ในขณะที่ทั้งสองคูยกันอยู่ เพ่ยเจินก็มองดูใต้สะพาน ซึ่งในอดีตมันเป็เพียงที่ๆ ใช้สำหรับซุกหัวนอนของเฒ่าหม่าแค่นั้น แต่ตอนนี้ที่นี่กลายเป็ห้องคุณหนูน้อย ๆ ไปแล้ว
เพ่ยเจินรู้สึกตื้นตัน ยินดีปิติ จนไม่สามารถบรรยายยังไงได้ นางทำได้แค่เดินไปกอดตาเฒ่าหม่า และพูดแค่ว่า
“ขอบคุณ ขอบคุณที่ท่านไม่เคยคิดจะทอดทิ้งข้า”
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าแค่ทำในสิ่งที่คิดว่า ข้าทำแล้วข้าจะได้มีคุณค่าแก่ใครสักคนแค่นั้นเอง” เฒ่าหม่าพูดด้วย น้ำตาก็หยาดไหลไปด้วย ความเป็จริงแล้วเขามองว่าเพ่ยเจินนั้นเป็ ดั่งลูกสาวของตนเองด้วยซ้ำไป
เมื่อเสินว่านเข้ามาด้านใน ก็เห็นทั้งสองกอดกัน และสภาพห้องตามที่ตาเฒ่าหม่าว่า นางก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรอีก เพราะนี่เป็สิ่งที่เฒ่าหม่ายินดีกระทำเป็ที่สุดแล้ว
หลังจากนั้นทั้งสามก็ พากันกินซาลาเปาให้เพียงพอต่อความหิวเฒ่านั้น
หลังจากนั้นทั้งสาม ก็พูดคูยเล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเพ่ยเจิน เื่กระบี่กรีดฟ้า และเื่ที่เพ่ยเจิน บรรลุขั้นหลังฟ้าแล้ว ซึ่งเฒ่าหม่าเองก็รับคำว่าจะไม่พูดเื่นี้อีก
“นี่คุณหนูจะพักกับเรารึนี่” เฒ่าหม่ากล่าวด้วยความใ
“ใช่ เพ่ยเจินอยู่อย่างไร ข้าก็จะอยู่กับนางอย่างนั้น” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขึม จริงจัง
“ว่าแต่เราจะอาบน้ำ กับปลดทุกอย่างไรกัน” เสินว่านถามอย่างเขินอาย
“ถ้าอาบน้ำ ปกติขอทานเขาไม่อาบกันนะขอรับ แต่หากท่านจะอาบก็ต้องไปใช้บ่อน้ำสาธารณะโน้น หากปลดทุกข์เบาก็ที่ไหนก็ได้ที่ลับตา ส่วนปลดทุกข์หนักก็นุ้นนะในป่า ตอนเช้า ๆ พวกขอท่านหญิงจะไปกัน” เฒ่าหม่าอธิบายให้เสินว่านฟังอย่างถี่ถ้วน
“ไหวไหมท่าน” เพ่ยเจินกล่าวถามอย่างห่วงใย
“ไม่ไหวก็ต้องไหว หากไม่ไหวข้าจะซื้อห้องพัก และเปิดร้านค้าที่นี่เลย”
“ท่านมีเบี้ยรึ” เฒ่าหม่ากล่าวด้วยความสงสัย
“แน่นอนสิ ที่ข้าออกมากับเพ่ยเจินช้า เพราะข้า รีบไปฉกเอาของส่วนตัวนี่แหละมา” จากนั้นนางก็คลี่ห่อผ้าที่นางพกมาด้วยจากจวนตระกูลเสิน
“โอ้ววววโห นี่มันมหาเศรษฐีแล้ว ในห่อผ้านี่มีตั๋วแลกเงินเป็หมื่นตำลึงเงิน ห้าพันตำลึงทอง นี่ข้าต้องขอท่านอีกกี่ชาติกันถึงจะได้เท่านี้” ตาเฒ่าหม่า ใกับเบี้ยที่มากมายมหาศาลขนาดนี้
ในห่อผ้ามีทั้งคัมภีร์ยุทธ์ชั้นฟ้า(สมบัติประจำตระกูล) ของขลังวิเศษ เช่นยันต์กำดักลดปราณยุทธ์มรรคาฟ้า ขั้นสาม กระบี่วิเศษขั้นห้าของท่านปู่ กำไลตรึงมาร ของวิเศษขั้นสอง
“ว้าว แล้วพวกนี้เล่าอะไรกัน” เพ่ยเจิน ที่ปกติมักไม่แสดงออกถึงความตื่นเต้นใด มาครานี้นางสนใจเป็อย่างมาก
“นี่คือเครื่องรางวิเศษ ที่เป็ยันต์ใช้กางอาณาเขตเมื่อศัตรูเข้ามาจะโดนลดพลังปราณยุทธ์ และมรรคาฟ้า หาศัตรูต่ำกว่าขั้นหลังฟ้าลดลงห้าในสิบส่วนเลยนะ ส่วนนี่คือ กำไลตรึงมารของวิเศษขั้นสองหน่ะ เอาไว้ตรึงจับศัรตูหากขั้นต่ำกว่าหลังฟ้าย่อมดิ้นไม่หลุด ส่วนนี่ก็…” เสินหวานหยุดพูด และลังเลที่จะกล่าว
“ไม่เป็ไรกล่าวมาได้เลย นี่เป็กระบี่ของท่านปู่เ้าใช่ไหม ข้าจำได้” เพ่ยเจินยิ้มแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนแก่เสินว่าน
“ใช่ นี่เป็กระบี่วิเศษขั้นห้า ประจำตัวท่านปู่ตลอดชีวิตนี้” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่สลดลง
เพ่ยเจินมองออกว่าเสินว่าน กำลังกลุ่มใจเื่ใด นางจึงได้กล่าวว่า
“ไม่เป็ไรน่ะ เ้าอย่าคิดมาก ข้าไม่โกรธเกลียดท่านปู่ของเ้าหรอก ท่านย่อมมีเหตุผล และท่านก็รู้เื่ที่ข้าบรรลุขั้นหลังฟ้าแล้ว ดังนั้นอย่างที่เ้าเคยกล่าวว่าอาจมีคนคิดว่าข้าเป็มารมาจากต่างพิภพก็ได้ อย่าคิดมากเลย จริง ๆ นะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง แต่นุ่มนวลอ่อนโยนมาก ซ้ำนางยังจับมือของเสินว่านไปด้วยในขณะที่กล่าว ทำให้เสินว่านรู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง
“แล้วท่านนำของพวกนี้มาได้อย่างไร” เพ่ยเจินชวนคูยเื่อื่น
“ก็ท่านปู่นั่นแหละ ที่หอบยกทุกอย่างมาให้ข้า ที่สำคัญกว่าทุกสิ่งคือ นี่คำภีร์ยุทธ์ชั้นฟ้านี่ต่างหาก นี่เป็ถึงสมบัติลับของตระกูลเชียวนะ ท่านปู่คงสำนึกผิดจริง ๆ แหละ” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่พยายามยิ้ม
“เอาล่ะ งั้นพวกเ้าสองคนก็ตามสบายแล้วกันนะ ข้าเอาผ้าม่านมากั้นไว้เรียบร้อยนะ ยามจะนอนก็ดึงมากั้นขวางละกัน” เฒ่าหม่าที่นั่งฟังมาโดยตลอดก็กล่าวบอกแก่สองสาว แล้วตนก็เข้านอนไป
“นี่เพ่ยเจิน อีกไม่ถึงเดือนแล้ว จะมีการคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าแห่งราชสำนัก เ้าจะเข้าร่วมไหม” เสินว่านกล่าว
“ข้าจะมีคุณสมบัตินั้นไหม่เล่า” เพ่ยเจินนอนมองใต้สะพาน แล้วตอบกลับไป
“นี่เ้ายังไม่รู้ตัวหรือว่า เ้าเป็อัจฉริยะ ที่ก้าวข้าวพี่ชายข้าไปอีกนะ ย่อมได้อยู่แล้ว เดี๋ยวข้าจะสอนพื้นฐานเกี่ยวกับศาสตร์อัญเชิญให้เ้าก่อน ดีไหม แล้วเราค่อยไปหาซื้อคำภีร์ยุทธ์สายอัญเชิญกัน” เสินว่านกล่าวตอบเพ่ยเจินอย่างห่วงใยแบบมิได้ปิดบังกัน
“ก็ได้ เอาอย่างที่ท่านว่าก็แล้วกัน ข้าอยากทราบเื่เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง ของวิเศษ โอสถวิเศษ อะไรพวกนี้ท่านช่วยอธิบายได้ไหมเ้าค่ะ” เพ่ยเจินกล่าวด้วยท่าทางอันนอบน้อมตามแบบฉบับของนางเอง หาได้มีการเสแสร้งใด ๆ ไม่
“ก็เครื่องรางของขลังวิเศษ อาวุธวิเศษ โอสถวิเศษ พวกนี้จะมีลำดับขั้นของตนเอง คือจากขั้นที่หนึ่ง ไปจนถึงขั้นที่เก้า ขั้นหนึ่ง สองพอจะมีขายบ้าง แต่ก็แพงมากเช่นกัน ขั้นต่อจากนั้นอย่าได้หมายปองเลย ของขลังวิเศษ อาวุธวิเศษ จะสร้างมาจากนักปราณยุทธ์มรรคาฟ้าสายนักหลอมของวิเศษทั้งนั้น ใครจะสร้างอันใดได้ดีหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ลำดับขั้นของคนผู้นั้นด้วย กำไลตรึงมารของข้าจัดเป็ของขลัง กระบี่จัดเป็อาวุธวิเศษ ส่วนยันต์กำดักมารนั่นจัดเป็เครื่องราง ผู้ที่จะทำยันต์ได้ต้องเป็มรรคาสายคาถาเช่นข้า และเ้าด้วย ถึงจะสร้างได้ ตามนี้เ้าพอจะเข้าไหม” เสินว่านอธิบายรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนให้ฟัง
“แล้วส่วนอาวุธวิเศษเล่า” เพ่ยเจินยังคงถามต่อ
“อาวุธมีสองประเภทนะ หนึ่งคืออาวุธที่มาจากนักปราณยุทธ์มรรคานักหลอม ส่วนอีกแบบเขาเรียกว่า “อาวุธปราณจิต” จะเป็อาวุธที่สร้างได้เมื่ออยู่ในขั้นหลังฟ้าจึงจะสามารถสร้างได้ เช่นท่านปู่ของข้าจะไม่มีอาวุธปราณจิต แต่จะมีเครื่องรางปราณจิตแทน ที่เ้าเห็นนั่นคือ หอแก้วพิสดารเจ็ดชั้น ของท่านปู่นั่นเอง แต่ถ้าหากเป็อาวุธปราณจิตจริง ๆ ก็ง้าวัอหังการ อาวุธวิเศษขั้นล้ำเหนือ ของท่านจักรพรรดิมนุษย์” เสินว่านอธิบาย
“สามารถสร้างได้แค่อย่างเดียวหรือ” เพ่ยเจินถาม
“ไม่หรอก กี่อันก็ได้ แต่ของวิเศษปราณจิตสามารถเพิ่มระดับโดยการดูดกลืนมวลสารของอาวุธวิเศษ หรือของเศษอื่น ๆ ได้เช่น แก่นอสูรธาตุจากสัตว์อสูร หรือของวิเศษตามแหล่งอื่นได้”
“ถ้างั้นก็สร้างได้หลายอันนะสิ” เพ่ยเจินยิ้มในความมืดถาม
“ฮ่า ๆ ไม่ไหวหรอก กว่าเ้าจะวิวัฒน์อาวุธปราณจิตได้ไม่ใช่เื่ง่าย และวัสดุต่าง ๆ ก็ค่อนข้างแพงมาก ถึงมากที่สุดด้วย” เสินว่านหัวเราะในความไม่ประสาของเพ่ยเจิน
“งั้นขั้นต่อจากขั้นที่เก้าเล่า” เพ่ยเจินยังไม่หมดคำถาม
“ก็เป็ขั้นสุดขั่ว ต่อจากนั้นเป็ขั้นล้ำเหนือ และขั้นรัตนศักดิ์สิทธิ์ โดยส่วนมากขั้นสุดขั่วก็ถือว่าที่สุดแห่งยุคสมัยแล้ว ในรอบพันปีจะมีโผล่มาสักอันหนึ่ง ส่วนขั้นล้ำเหนือหากข้าจำไม่ผิดมีเพียงขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์เท่านั้น และส่วนมากขั้นล้ำเหนือจะเป็ทรัพย์สมบัติของสำนักใหญ่ไปเลย หรือไม่ก็เป็ของกลางประจำตระกูล หรือสำนักไป คนที่จะใช้ก็ต้องได้รับความไว้ใจเป็อย่างมาก เพราะอาจโดนแย่งไปได้” เสินว่านกล่าวอธิบายในความมืดเช่นกัน
“งั้น ขั้นล้ำเหนือของจักรพรรดิมนุษย์ ก็ถือว่าที่สุดใช่ไหม” เพ่ยเจินถาม
“ป่าวเลย ยังมีรัตนศักดิ์สิทธิ์ของท่านเฟยหวง เซียนที่เป็สตรีเพียงผู้เดียวของพิภพเรา คือถูงมือพลาญโลกันต์ ข้าชืนชอบนางมากเลยน่ะ”
“งั้นข้าจะสามารถสร้างอาวุธปราณจิต หรือเครื่องรางปราณจิตได้เมื่อไหร่” เพ่ยเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นขึ้น
“จนกว่าเ้าจะหลอมกลั่นปราณจิตได้โอสถทิพย์ก่อน หากเ้าหลอมกลั่นได้โอสถทิพย์ที่ดอย มรรคาฟ้าเ้าก็จะด้อยไปด้วย หากเ้ากลั่นได้โอสถทิพย์ที่เลิศก็จะได้มรรคาฟ้าที่เยี่ยมยอดไปด้วย พรุ่งนี้ข้าจะไปเดินหาคัมภีร์การหลอมกลั่นโอสถทิพย์ดูนะ หรือไม่อาจจะหาอาจารย์มาสอนเ้าด้วย” เสินว่านกล่าวบอก
“ได้สิ นอนกันเถอะดวงตาข้าไม่ไหวแล้ว” เพ่ยเจินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อยระโหยโรยแรงเต็มที
และแล้วทั้งสองก็เคลิ้มหลับไป
(หึ คัมภีร์หรือ ของวิเศษหรือ เหอะ! ไร้สาระ)
เพ่ยเจินที่นอนหลับไป กลับได้ยินเสียงประหลาด ที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินที่ไหน
(ท่านเป็ใคร ทำไมข้าได้ยินเสียงของท่านอีกแล้วใช่หรือไม่) เพ่ยเจินถามไปในความมืดมิดนั้น
(เ้ามันตัวโง่งม คิดจะหาคัมภีร์รึ จะหาอาจารย์รึ จะเอาของวิเศษรึ เ้าไม่รู้หรือว่าเ้าเป็ใคร!) เสียงในที่มืดมิดกล่าวด้วยโทสะ แต่ครานี้กลับฟังได้ชัดเจนมากกว่าทุกคราที่เพ่ยเจินได้เจอ
(ก็ข้าโง่งมอันใดเล่า หากท่านช่วยข้า ท่านก็ช่วยข้าสิเ้าค่ะ) เพ่ยเจินกล่าวด้วยอาการท้อใจในคำพูดอีกฝ่าย
(เ้าจะยอมรับหรือไม่) เสียงนั้นกล่าวตอบมา
(ก็ท่านจะให้ข้ายอมรับอันใดเล่า ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลยด้วยซ้ำ ข้าโดดเดี่ยวเดียวดายในใต้ล้า ท่านจะให้ข้ายอมรับอันใดอีก) เพ่ยเจิน กล่าวด้วยอารมณ์ะเืใจ ดุจจะร่ำร้องไห้ออกมาก็มิป่าน
(ก็ยอมรับไงละว่าเ้ามันเป็ตัวโง่งม!ยังไงละ) เสียงนั้นฟังดูเบาลงกว่าเมื่อกี้ แต่ก็ยังแฝงรอยแห่งการคุกคามไว้อยู่เต็มไปหมด
(ก็ได้ข้ามันโง่งม ท่านได้ยินไหมข้ามันโง่งม ท่านพอใจหรือยัง!) เพ่ยเจินกล่าวด้วยน้ำตาที่ไหลพรากในความมืดมิดนี้
(หึ) เสียงถอนหายใจอย่างขอไปที ในครานี้ไร้ซึ่งแรงอาฆาตคุกคามใด ๆ แก่เพ่ยเจินอีก นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ฟังเสียงสั้น ๆ ของบุคคลปริศนานี้ที่ดูจะอ่อนโยนที่สุดแล้ว เท่าที่เคยฟังมา
(จำไว้! เ้าเป็ของของข้า!)
พรั่ววว!!! ทันได้นั้นเหมือนกับมีอะไรคล้ายกับกระบี่ ทิ่มแทงทะลุหน้าผาก ของเพ่ยเจินอย่างแรง พรวดดด! จากนั้นมันตีคว้านในห้วงสมอง แล้วทะลุกออกท้ายทอยด้านหลังไป
เพ่ยเจินเหมือนมีอาการลอยคว้างในห้วงอากาศธาตุทันที
“อ๊ากกกก!!!” เพ่ยเจินร่ำร้องด้วยความเ็ป แสงสีทองพุ่งออกจากรูกลวงกลางหน้าผาก และท้ายทอย
ทันใดนั้นวงเวทย์ศาสตร์คาถาขนาดมหึมาพวยพุ่งออกจากรูนั่น กลายเป็วงเวทย์ขนาดมหึมาสีทอง หมุนรอบกายเพ่ยเจิน
วิ้งงงง!!! ครืนนนน!!! ทันใดนั้นมีประตูบานใหญ่ค่อยขยับออกจากรูกลางหน้าผากนั่นอีก ออกมาทีละนิดจนหมดบาน ประตูบ้านนี้ใหญ่กว่าประตูเมืองหลวงเป็สิบเท่า และที่สำคัญประตูบานนี้เป็ตูสีผลึกแก้วใสสว่างเรืองรอง ในบานประตูมีลวดลายโบราณที่แฝงด้วยแรงพลังปราณมรรคาฟ้าที่ เหมือนจะบดขยี้เพ่ยเจินให้แหลกหลาญเป็ผงฝุ่นธุลีได้ทุกขณะจิต
“อ๊ากกก!!! ไม่ไหวแล้วว…” เพ่ยเจินร้องด้วยเ็ปทรมาน
ครืนนน เสียงประตูค่อย ๆ เลื่อนเปิดอ้าออกช้า ๆ เพ่ยเจินค่อย ๆ เคลื่อนไหลเข้าช้า ๆ ในขณะจิตนั้น วงเวทย์ก็ขยายออกเป็สองวง และสามวง แปลเปลี่ยนจากสีทองเป็สีผลึกแก้วสายรุ่ง แล้วหมุนรอบเป็วงกลมคลุมเพ่ยเจินไว้
ตอนนี้เพ่ยเจินไม่ทรมานเหมือนดั่งเมื่อกี้แล้ว นางค่อย ๆ มีจิตใจที่แจ่มใสขึ้นกว่าเดิมอีก
นางมองเห็นก้อนพลังปราณยุทธ์ขนาดมหึมา เก้าก้อนลอยคว้างอยู่ และเห็นภาชนะเหมือนเตากลั่นขนาดใหญ่ที่เปิดฝาครอบอยู่ และยังมีดวงดาวสีผลึกขนาดมหึมาอีกเก้าดวงลอยอยู่
(หึ ตั้งผสานอินมือคู่จรดค้ำฟ้าดินไว้ จากนั้นเพ่งกระแสจิตใส่เตาซ่ะ ทำใจให้ว่างสงบ เพ่งที่เตาให้มันหมุนบดก็พอ ทำได้ใช่ไหม ที่เหลือข้าจัดการเอง เ้าตัวโง่งม)
เพ่ยเจิน สดับฟังแต่ละคำก็พยายามฝืนทนกับพูดที่รุนแรงนี้ และได้ผสานมือคู่จรดค้ำฟ้าดินไว้ และได้เพ่งกระแสจิตไปที่เตา ตามที่เสียงนั้นบอก
จากนั้นอยู่ ๆ ไฟสีดำทมิฬก็ประทุขึ้นอย่างหนัก และรุนแรงเป็ที่สุด วงเวทย์ทั้งสามเริ่มหมุนรอบกายเพ่ยเจินอย่างแรงขึ้นตามเปลวไฟสีทมิฬนั้น เพื่อป้องกันเพ่ยเจินจากเปลวไฟนั่นเอง
ครืนนน! เสียงเตาเริ่มเคลื่อนหมุน จากนั้นก้อนพลังปราณยุทธ์ และดวงดาวค่อย ๆ เริ่มทยอยลงไปในเตา จากนั้นเตาเริ่มหมุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และไฟสีทมิฬก็โหมกระหน่ำขึ้นเรื่อย ๆ อย่างร้อนแรงหาที่สุดมิได้เลย
ในขณะที่ภายในความมืดมิดกำลังดำเนินไป
ภายนอก ทั้งเสินว่าน และตาเฒ่าหม่า ต่างตระหนกใสุดขีด ชาวบ้านชาวเมือง ต่างขวัญหนีดีฝอกันอีกคราในค่ำคืนนี้
ครืนนน! เปรี้ยงงง! เสียงฟ้าร้องประดุจจะพลิกค่ำนภาก็มิปาน เสียงอัสนีที่แปลกประหลาดคือ อัสนีนี้เป็สีดำสนิท ได้กระหน่ำฝาดลงกลางนภาอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งนี้ปารกฏรอบทั้งสี่ทิศของเมืองหลวง และที่สำคัญร่างกายเพ่ยเจินขณะนี้ ได้ลอยคว้างกลางอากาศใต้สะพาน และมีวงแหวนเวทย์ทั้งสามหมุนค้างอย่างแรง
“เกิดอันใดขึ้น” ตาเฒ่าหม่าถามด้วยอาการที่กระวนกระวายใจเป็ที่สุด
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เื่นี้ต้องรอดูเท่านั้น คราก่อนไม่ได้รุนแรงเท่านี้”
ทุกที่ในมหานครหลวงต่างพากันวิ่งหนีกันอลหม่าน เพราะเกรงกลัวต่อสายอัสนีนิลกาฬที่บ้าคลั่งนี้
ทั้งจักรพรรดิมนุษย์และ เหล่าผู้อยู่ในทำเนียบฟ้าเสวียนหนี ต่างตะลึงงัน กับสิ่งที่เกิดขึ้น
“บ้าหน่า นี่มันยิ่งกว่าอัสนีนิลกาฬแห่งกฏ์เชียวนะ หากเป็ท่านเฉินหว่าชุนก็ไม่ได้ร้ายเท่าครึ่งของสิ่งที่กำลังปรากฏนี้แน่” จักรพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าที่สยองขวัญ ในขณะที่พระบรมศานุวงศ์ทั้งหลายต่างมาหลบภัยกับพระองค์
แต่ทุกผู้คนในเมืองหลวงนี้ หารู้ไม่ว่า เกิดเื่อัศจรรย์นี้ มีต้นเหตุขึ้นที่ใต้สะพานใกล้ตรอกเหล่าโจ้วนั้น
(เร่งเร้ามันอีก อย่าได้ชะล่าใจเป็อันขาดเ้าตัวโง่งม!)
(ข้าก็เร่งมันจนไม่เหลือแรงแล้วน่ะ) เพ่ยเจินกล่าวด้วยอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้ก้อนพลังปราณยุทธ์ และดวงดาวผลึกสีรุ่งที่มีขนาดมหึมานั่นก็มาเหลือคู่สุดท้ายแล้ว
(นี่มันใหญ่โตเกินไปแล้วท่าน ข้าไม่ไหวแล้ว) เพ่ยเจินกล่าวด้วยสติที่พร่าเลือน
(โอ้ยยย!!! ท่านบีบก้นข้าอีกแล้ววว!) เพ่ยเจินกล่าวด้วยอารมณ์ที่ตกอกใ และโกรธเกรี้ยวเป็ที่สุด
(หึ เอาแรงที่มาโกรธข้าไปลงที่เตาโน้น) เสียงในความมืดยังยียวนมิหาย
วิ้งงง! ครืนนน! ตูม! เสียงก้อนพลังปราณยุทธ์ และดวงดาวผลึกใส ทยอยลงไปจนครบและฝาเตาก็ได้ปิดลง
(สิ้นสุดแล้วใช่ไหม) เพ่ยเจินกล่าวถามด้วยความอ่อนล้าเป็ที่สุด
(ก็คงงั้นมั้ง จำไว้เ้าตัวโง่งม เ้าเป็ของของข้า!)
เปรี้ยะ ๆ เตาที่ดูแข็งแกร่งปานเหล็กเมื่อกี้ ตอนนี้ได้เริ่มปริแตกออกจากกัน มีแสงสีสว่างใสสอดลอดออกมา เพ่ยเจินเริ่มยิ้มได้ด้วยอาการดีใจ
ตูบบบ เตานั้นแตกกระจายออกเป็เสี่ยง ๆ ไป วิ้งงง มีอะไรบางอย่างคล้ายเม็ดถั่วลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
(นั่นมันโอสถทิพย์ของข้าหรือ) เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึง เพราะนางไม่เคยรู้มาก่อนเลย
(หึ ดีใจอย่างกับเคยเห็นครั้งแรกยังงั้นแหละ) เสียงในที่มืดกล่าวโดยคารมกวนประสาทต่อไป แต่เพ่ยเจินหาได้ใส่ใจไม่นางกำลังสนใจเม็ดโอสถทิย์ของนางมากกว่า
ในขณะที่เพ่ยเจินมองเห็นเม็ดโอสถทิพย์ของตนเอง
ด้านนอกก็มีแสงะเิออก
ตูมมม! ทำให้กระแสแรงะเิของวงแหวนเวทย์นั้นกระจายทำให้ท้องฟ้าทั่วทั้งเมืองหลวงกระจ่างในทันที สายอัสนีนิลกาฬก็อันตรธานหายไปพร้อมกับเสียงคำรามของฟ้านั่นด้วย
ทุกผู้คนต่างตกตะลึงงั้น ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่
“นางปลอดภัยหรือยังนั่นหน่ะ” ตาเฒ่าหม่ากล่าวถามเสินว่านอย่างเป็ห่วง
“นางดูสงบปกติลงแล้วตอนนี้ใกล้ย่ำรุ่งเช้าแล้ว สักพักนางคงตื่น” เสินว่านกล่าวตอบ
ในห้วงแห่งความมืดมนอนธการนั้น
เพ่ยเจินมองเม็ดโอสถทิพย์ของตนเอง ที่มีขนาดเท่าเม็ดถั่วนั่น อย่างปิติยินดี
(ต่อจากนี้ข้าจะสร้างอะไรดีน๊า) เพ่ยเจินกล่าวไปยิ้มไป
(โอ้ยยย! ท่านเอาอีกแล้วน่ะ ท่านบีบก้นข้าอย่างแรงอีกแล้ว) เพ่ยเจินโกรธจนกำหมัดแน่น
(หึ ๆ เ้าจะสร้างไปไย ที่คาดอยู่ที่เอวเ้านั่นแหละรักษามันไว้ให้ดี มันมีข้ากว่าโลกใบกระจ้อยที่เ้าอยู่นี่เสียอีก) เสียงในที่มืดมิดหาได้ใส่ใจความโกรธาของเพ่ยเจินไม่
(ห่ะ เ้าพัดนี่อะน่ะ โถ่ ไร้สาระหน่า) เพ่ยเจินชี้ไปที่พัดตรงเอวของตนเอง
(เ้านี่พูดมากจริง จงอย่าลืมซ่ะละสิ่งที่บอกไป) เสียงในที่มืดย้ำเตือนชัดเจน
(เอาะ อีกอย่าง เ้าห้ามนับใครเป็อาจารย์นอกจากข้า อย่าฟังคำสอนใครนอกจากข้า เข้าใจไหม) เสียงนั้นกล่าวด้วยอารมณ์ที่เริ่มรุนแรงอีกครั้ง เหมือนกับว่านี่ไม่ใช่คำบอกกล่าว แต่นี่เปรียบเสมือนคำสั่งที่เด็ดขาดจนเพ่ยเจิน ก็ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม่ นางถึงกล่าวปฏิเสธไม่ได้
นางทำได้แค่พยักหน้าเป็การตอบรับ
(ตอบบบ! เ้าตัวโง่งม) ครานี้แรงกดดันสังหารมาเต็มเปี่ยม แต่เพ่ยเจินกลับรู้สึกว่านี่เป็เพียงการกลั่นแกล้งมากกว่า นางจึงรีบกล่าวว่า
(เ้าค่ะ ๆ เ้าตัวโง่งมรับทราบเ้าค่ะ)
(ดี!)
“โอ้ยยย เอาอีกแล้วนะเ้าค่ะ”
จากนั้นภาพก็พลันขาวโพลนไปในที่สุด
ยามรุ่งอรุณฉายแสง เป็อะไรที่อบอุ่นหัวใจมากมาย
บรรยากาศเช้านี้เป็อะไรที่สดใส กว่าทุกวันที่ผ่านมา ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และที่สำคัญเพ่ยเจิน ยังรู้สึกว่าตนเองมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิมใน่ที่ผ่านมาอีก
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง” เสินว่านถามอาการของเพ่ยเจิน
“ข้าไม่ได้เป็อะไร” เพ่ยเจินกล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“แล้วเมื่อตอนกลางคืน เ้าไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติหรือ” เสินว่านยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะซักไซร้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“ข้าก็แค่ฝันอะไรเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงหรอก” พอเพ่ยเจินกล่าวมาถึงเื่ความฝัน นางก็ได้แต่ก้มหน้าเขินอายด้วยความหน้าแดง เพราะในความฝันนั้นนางดันไปโดนกระทำมิดีมิร้ายมา ซึ่งตอนนี้นางก็ยังปวดอยู่เล็กน้อยที่แก้มก้นของนางทั้งสองข้าง
“ข้าหลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์แล้วนะ” เพ่ยเจินกล่าวหน้าตาเฉย ในขณะที่นางกำลังพับที่นอนอยู่
“บ้าหน่า เ้าจะหลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์ได้ยังไง ในเมื่อไม่มีใครชี้แนะเ้าเลย” เสินว่านกล่าวด้วยสีหน้าที่ปั้นยาก อย่างเหลือเชื่อ
“ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ข้าแค่รู้สึกอย่างนั้นเอง” เพ่ยเจินยิ้มตอบ
“งั้นเ้าบอกข้าได้ไหม ว่าปราณจิตโอสถทิพย์ของเ้า เป็รูปทรง หรือสีของเม็ดโอสถทิพย์เป็เยี่ยงไร” เสินว่านยังคงมีความตื่นเต้นระคนความงงงวยกับที่สิ่งเพ่ยเจินกล่าว
“รูปทรงหรือ เป็รูปทรงวงกลม มีวงแหวนเวทย์หมุนรอบสามชั้น มีสีเป็ผลึกใสหน่ะนะ” เพ่ยเจินพยายามนึกคิดได้อย่างว่า แล้วก็อธิบายบอกแก่เสินว่าน
“เอ๋… ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเื่ของเม็ดโอสถทิพย์ที่เป็สีผลึกใส ไว้เราค่อยถามผู้รู้กัน” เสินว่านกล่าว
(หึ เ้าคนนี่มันตัวโง่งมโดยแท้ พวกเ้ามันจะไปรู้อะไรกัน) เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นโสตประสาทของเพ่ยเจิน
(นี่ท่าน ยังอยู่อีกหรือนี่!) เพ่ยเจินกล่าวในใจอย่างตกอกใ
(รึ เ้าอยากให้ข้ากระทำแบบนั้นอีกครั้งเพื่อให้เ้าเชื่อ) เสียงนั้นกล่าวโดยยียวนเป็ที่สุด
“ไม่เ้าค่ะ!” เพ่ยเจินลืมตัวะโออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนางรู้สึกตัวกลับเขินอายตนเองกับเสินว่านเป็ที่สุด นางรีบลุกไปเตรียมเสื้อผ้าของตนเอง โดยไม่สนท่าทีของเสินว่านที่ตะลึงงันกับนาง
(จำไว้เ้าตัวโง่งมของข้า อย่าได้ไปผูกพันธสัญญากับใครมั่วซั่ว เ้าไม่ต้องไปประทับตราปราณจิติญญาที่ไหนทั้งนั้น เข้าใจที่ข้าบอกล่าวแก่เ้าไหม) เสียงในห้วงสำนึกกล่าวด้วยแรงที่เอื่อยเฉื่อยคล้ายี้เีไม่อยากจะพูดแต่จำเป็ต้องพูด
(ทำไมกันเ้าค่ะ) เพ่ยเจิน ยังคงเตรียมเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ แล้วก็นึกคิดในใจไปด้วย
(ข้าถามว่าเ้า เข้า ใจ ไหม) เสียงนั้นเริ่มมีอารมณ์โทสะเข้ามาเจื่อปนอีกแล้ว นางรู้ดีว่าเสียงปริศนานี้หาได้คิดมิดีมิร้ายกับนาง ซ้ำยังช่วยนางเปิดประตูหลอมกลั่นปราณจิตโอสถทิพย์ด้วย
(เ้าค่ะ ๆ ข้าเข้าใจแล้ว) เพ่ยเจินกล่าวในใจอย่างต้องยอมรับแต่โดยดี
(สิ่งที่จำเป็แก่เ้า หาใช่สิ่งของอัญเชิญ หรือสัตว์ สิ่งมีชีวิตใด ๆ แต่เป็ปราณจิตโอสถทิพย์ของเ้ามากกว่า ที่จำเป็ต้องเพิ่มพลังให้เต็มที่ และรีบบรรลุขั้นต่อไป) เสียงนั้นกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยเช่นเดิม แต่ก็ยังแฝงด้วยความจริงจังอย่างเต็มที่
(ทำไมกันเ้าค่ะ) เพ่ยเจินไม่เข้าใจ
(ข้าอนุญาตให้เ้าถามรึ) เสียงนั้นไม่ยอมลดทิฐิของตนเลย
(เ้าค่ะ ๆ) เพ่ยเจินกล่าวยอมรับแต่โดยดี
(ต่อไปเ้าต้องนั่งสมาธิเข้าฌานเพื่อสั่งสมพลังปราณจิต และเวลาว่างเ้าจงประทับตราปราณจิติญญากับกระบี่สักเล่ม จากนั้นก็หัดอัญเชิญจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง) เสียงนั้นกล่าวสอนด้วยความเอื่อเฉื่อยเช่นเดิม
(อันนั่งสมาธิเข้าฌานสมาบัติข้าพอเข้าใจเ้าค่ะ แต่จะให้ฝึกเคลื่อนย้ายจะทำเช่นใด ข้าไม่เคยทำมาก่อน) เพ่ยเจินด้วยสีหน้าเหมือนเด็กที่ไม่ประสีประสาอะไรเลย
(เ้าจงมองบนหัวพัดของเ้า นั่นจะมีสัญลักษณ์ปราณจิตวิญาณของเ้าอยู่ จากนั้นจงเพ่งปราณจิตลงสู่ที่ปลายหัวของพัด และเอาไปประทับที่กระบี่ เมื่อทำสำเร็จ ให้เ้าตั้งมือเดี่ยวจรดค้ำฟ้าผสานอินมือเดียวที่กลางทรวงอกเรียกว่าการผสานอินลักษณะเพชิญหน้า และจากนั้นใช้ห้วงแห่งจิตนึกคิด ว่าเรากำลังควบคุ้มกระบี่นั้น จากนั้นให้ตวัดปลายมือข้างที่เป็สัญลักษณ์ผสานอินที่เรียกว่าเผชิญหน้านั้น เมื่อเ้าชี้มือไปที่ไหนให้คิดว่า ออก โดยใจเ้าต้องสื่อถึงกระบี่นั่นเสมอ หากพลังปราณเ้าพร้อม จะกระทำโดยง่ายจำไว้) เสียงปริศนากล่าวโดยไม่ช้า และไม่เร็วเป็การอธิบายที่เข้าใจได้ง่าย
เพ่ยเจินรีบมองหาพัดตนเอง แล้วรีบมองที่หัวของพัด ก็พบว่ามีสัญลักษณ์ดั่งที่เสียงปริศนานั่นว่า เมื่อคลี่พัดออกสัญลักษณ์จะหายไป เมื่อหุบพัดเท่านั้นจึงจะเจอสัญลักษณ์
(นี่ เป็สัญลักษณ์อะไรหรือเ้าค่ะ) เพ่ยเจินถาม
(เพ่ยเจิน ที่แปลว่า ของล้ำค่า) เสียงนั้นตอบแบบเรียบเฉย
จากนั้นเสียงทุกอย่างก็พลันหายไป เพ่ยเจิน พายามถามด้วยความนึกคิดเท่าไหร่ เสียงนั่นก็ไม่ตอบกลับมาอีก
ในทุก ๆ วันนางจะฝึกปรือแบบนี้ตลอด โดยการนั่งสมาธิเข้าฌานสมาบัติ และฝึกประทับตรากับกระบี่เก่า ๆ ที่ตาเฒ่าหม่าไปแสวงหามาให้ แต่กว่านางจะประทับตราได้ล่อเอาเ้าเถิด เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว
ตาเฒ่าหม่ายังออกขอทานอยู่ตลอดเวลา ส่วนเสินว่านนั้นนางมีทรัพย์สมบัติติดตัวมหาศาลอยู่แล้วจึงยังไม่ได้ทำงานอะไรมาก ได้แต่ตามเพ่ยเจินไปวัน ๆ แล้วก็ฝึกปรือพลังปราณยุทธ์ของนางไป ซึ่งตอนนี้นางบรรลุขั้นหกดาว เข้าสู่ขั้นเจ็ดดาวแล้ว นางมีความรู้สึกว่า ั้แ่นางได้อยู่ใกล้เพ่ยเจิน นางก็เหมือนมีพลังฟ้าดินที่มหาศาลอยู่ใกล้ตลอด จึงง่ายต่อการฝึกของนาง
ส่วนเพ่ยเจินนางมีหน้าตาเกลี้ยงเกลา บวกกับมีกิริยามารยาทที่อ่อนน้อมถ่อมตน มีวาจาที่ไพเราะเสนาะหูเป็อย่างยิ่ง ตาเฒ่าหม่า จึงนำนางไปฝากไว้เป็คนรับใช้ช่วยขายของที่ร้านซาลาเปาที่นางชอบทานนั่นเอง
และแล้ววันเวลาแห่งการคัดเลือกศิษย์สำนักมรรคาฟ้าแห่งราชสำนักก็ใกล้เข้ามาถึงทุกที…