หวังจวินไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าสาวใช้นางหนึ่งไม่อาจจะคิดร้ายต่อบุตรสาวของเ้านายได้ถึงขนาดนี้ถ้อยคำนี้ของเขาคล้ายเป็การเตือนนางกลายๆว่าเขารู้ว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปองร้ายว่านอวิ๋นเฟย
“เป็บ่าวเองเ้าค่ะ บ่าวคือคนที่คิดปองร้ายคุณหนูใหญ่เองเ้าค่ะ” เฝยชุ่ยเอ่ยพลางหลับตาลงอย่างปลงตกแล้ว เห็นที่ว่าคราวนี้นางคงไม่อาจจะรอดพ้นจากความผิดไปได้
“ดี! เ้าสารภาพเองเช่นนี้ข้าก็จะได้ไม่ต้องสืบสาวราวเื่ให้มากความ ผู้ใดก็ได้มาโบยนางยี่สิบครั้ง แล้วขายนางออกไปเสีย” คำพูดนี้ของว่านจวินทำให้หลายคนสูดลมหายใจ โทษโบยยี่สิบครั้งสำหรับสาวใช้ที่บอบบางอย่างเฝยชุ่ยนับว่าสาหัสยิ่งนัก
“ท่านพ่อเ้าค่ะ โทษโบยแล้วขายออกจะดูไม่ค่อยเหมาะสมนักนะเ้าคะ เมื่อเทียบกับว่าอาจจะกระทบกับการแต่งงานของลูก ท่านพ่อคิดว่าเท่านี้เพียงพอแล้วหรือเ้าคะ” คำพูดนี้ของว่านอวิ๋นเฟยทำให้ทุกสายตาต่างจ้องมองไปที่นางเป็จุดเดียว
“เฟยเอ๋อ เ้าเป็สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน โหดร้ายมากจนเกินไปนักก็ไม่ใช่เื่ดีนะ” หวังซื่อเอ่ยพลางพยายามข่มกลั้นความไม่พอใจของตนเอาไว้
“หรือท่านแม่คิดว่าควรจะปล่อยนางเอาไว้ให้มาสร้างความบาดหมางระหว่างพวกเราแม่ลูกหรือเ้าคะ ท่านแม่อย่าได้ลืมนะเ้าคะว่าก่อนหน้านี้ผู้คนก็ต่างลือกันไปทั่วว่าการตายของท่านแม่แท้ๆ ของข้าผิดปกติ ยามนี้สาวใช้ของท่านยังกล้าลงมือต่อข้าเช่นนี้หากไม่ลงโทษนางให้ดีไม่แน่ว่าชื่อเสียงของท่านแม่อาจจะยิ่งมัวหมองหนักมากกว่านี้ก็เป็ได้”
“นี่เ้า! เป็ผู้ใดมันกล้าเอาเื่สกปรกมาเล่าให้เ้าฟัง” หวังซื่อเอ่ยกับนางพลางจ้องมองปี้อวี้ด้วยสายตาดุดัน
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้ออกนอกจวนเพราะสุขภาพไม่ดี แต่บรรดาสหายทั้งหลายของข้าไม่ได้ถูกปิดหูปิดตานะเ้าคะ ท่านพ่อในเมื่อเื่นี้ผู้อื่นยังพูดถึงแล้วทางจวนของท่านตาจะไม่เคยได้ยินบ้างเลยหรือ ยามนี้เกิดเื่กับลูกท่านพ่อคิดว่าทางจวนตระกูลกู้จะยินยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรือ” เมื่อว่านจวินได้ยินคำว่าตระกูลกู้ซึ่งเป็ตระกูลเดิมของอดีตฮูหยินของเขาเส้นเืในขมับก็พลันปูดโปนขึ้นมาในทันที
หลายปีมานี้สาเหตุที่เขายังคงเป็เพียงแค่รองเ้ากรมโยธา มิใช่เพราะคนตระกูลกู้คอยขัดแข้งขัดขาหรอกหรือ ถ้าหากมีข่าวว่าฮูหยินคนใหม่ของเขาคิดวางยาทำลายอนาคตของหลานสาวของพวกเขา คนป่าเถื่อนเ่าั้ไม่พากันพกดาบพกกระบี่มาฟาดฟันเขาถึงจวนหรอกหรือ คิดถึงเมื่อหลายปีก่อนตอนที่กู้เย่วฉีนายท่านผู้เฒ่าตระกูลกู้บุกมาที่จวนแล้วเอากระบี่มาพาดคอของเขาเพื่อถามหาความเป็ธรรมให้แก่บุตรสาวที่ตายไปแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดศีรษะมากขึ้นไปอีก
“โบยนางจนตาย แล้วเอาศพไปโยนทิ้งนอกเมือง เ้าคงพอใจแล้วกระมัง” ประโยคสุดท้ายเขาหันไปถามบุตรสาวคนโตด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ นางกำลังใช้ตระกูลกู้มาข่มขู่เขาเื่นี้เขารู้ดี แต่ไม่อาจจะจัดการกับนางได้นี่ทำให้เขาเจ็บใจ ได้แต่คิดว่าเห็นทีว่าควรหาหนทางให้นางรีบแต่งออกเสียโดยเร็ว บุตรสาวผู้นี้คิดหาผลกำไรให้มากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว คนตระกูลมู่ที่ชอบเก็บเนื้อเก็บตัวคงน่าจะเหมาะสมกับนางมากที่สุด
“ดียิ่งเ้าค่ะ หากปล่อยให้คนที่คิดร้ายต่อลูกยังคงมีชีวิตอยู่ลูกก็คงไม่อาจจะสบายใจ ให้นางตายง่ายจนเกินไปลูกก็ไม่สาแก่ใจเช่นเดียวกัน โบยจนกว่าจะขาดใจตายนี่แหละเหมาะสมกับนางที่สุดแล้วเ้าค่ะ” ประโยคท้ายว่านอวิ๋นเฟยจงใจพูดกับหวังซื่อ ถึงแม้ว่าใบหน้าจะมีรอยยิ้มประดับอยู่แต่สายตาข่มขู่ของนางกลับไม่รอดพ้นไปจากคนที่เฝ้าจับสังเกตได้
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว พ่อบ้านใหญ่ลากนางไปโบยหากนางไม่ตายก็อย่าได้หยุดเด็ดขาด” คำสั่งนี้ของว่านจวินทำให้สาวใช้หลายคนถึงกับตัวสั่นไปด้วยความกลับ ว่านอวิ๋นซีเดินไปเกาะกุมมือของมารดาเอาไว้อย่างปลอบโยน สองแม่ลูกต่างรู้ดีว่าครั้งนี้ว่านอวิ๋นเฟยไม่ใช่คนที่ง่ายต่อการควบคุมที่อยู่ในมือของพวกนางอีกต่อไปแล้ว
เสียงโบยปนกับเสียงร้องด้วยความเ็ปของเฝยชุ่ยดังขึ้นอยู่ด้านนอก แต่ด้านในว่านจวินกลับหันไปพูดคุยของคุณหลี่จงเถียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มคล้ายเมื่อครู่นี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ขอบคุณเ้ามาก น่าขายหน้ายิ่งนักที่เรือนหลังของข้าวุ่นวายเช่นนี้นี้”
“หามิได้ แต่ละจวนก็ต่างมีเื่ราวและผู้คนที่แตกต่างกันออกไป น้อยคนนักที่เรือนหลังของตนจะสงบ ของเ้ายังนับว่าสงบดีมากแล้ว” หลี่จงเถียนเอ่ยเช่นนี้
ว่านจวินก็ยิ้มออกมาอย่างประดักประเดิด ฮูหยินคนเก่าตายเฉียบพลันอย่างน่าสงสัย อนุผู้เคยเป็สหายของฮูหยินขึ้นมาเป็ฮูหยินคนใหม่แทน บุตรสาวคนโตที่เกิดจากฮูหยินคนเก่าถูกปองร้าย สาวใช้ของฮูหยินคนใหม่ถูกโบยจนตาย นี่ยังจะเรียกว่าสงบได้อีกหรือ
“ในเมื่อเ้าไม่เป็อันใดแล้วข้าขอตัวกลับก่อนดีกว่า หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ให้คนไปตามข้าได้เลย” หลี่จงเถียนเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ได้เช่นนั้นข้าจะออกไปส่งเ้า”
“ไม่ต้องไปส่งข้าหรอกเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” เมื่อหลี่จงเถียนเอ่ยเช่นนี้ว่านจวินก็ไม่ได้เซ้าซี้ เขาลุกขึ้นโดยมีหวังซื่อช่วยประคอง เมื่อหลี่จงเถียนเดินจากไปพร้อมผู้ติดตามเขาก็เดินกลับเรือนของตนในทันที เสียงโบยและเสียงร้องเงียบหายไปแล้ว ว่านอวิ๋นเฟยที่ยังคงยืนดูอยู่สั่งกับคนของนางด้วยน้ำเสียงเ็า
“พวกเ้าไปดูว่านางตายแล้วหรือยัง อย่าลืมตามไปดูว่าศพของนางถูกทิ้งจริงหรือไม่” สาวใช้รุ่นเล็กของนางต่างรับคำแล้วเดินออกไปส่วนปี้อวี้รีบประคองนางให้ลุกขึ้น แต่ว่านอวิ๋นเฟยกลับยังไม่เดินออกไปจากห้องโถงนางหันไปมองเด็กหนุ่มที่กำลังตรวจนับเข็มและกำลังตรวจนับของในล่วมยาด้วยสีหน้าเ็า
“เห็นข้าเป็เช่นนี้แล้วยังอยากจะแต่งข้าเข้าตระกูลอีกหรือไม่” คำถามนี้ของว่านอวิ๋นเฟยทำให้มู่ซูเฉิงชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางแล้วตอบนางด้วยน้ำเสียงเ็าเหมือนเช่นที่นางเคยได้ยินในชาติที่แล้ว
“เื่แต่งงานขึ้นอยู่กับการจัดการของบิดาและมารดา ข้าไม่มีสิ่งใดที่จะไปโต้แย้งได้อยู่แล้ว” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงเก็บของใส่ล่วมยาต่อ เมื่อเก็บเรียบร้อยแล้วเขาก็ถือล่วมยาขึ้นมาแล้วเดินตรงมาหานาง
“ยาบางอย่างไม่อาจจะนำมาใช้เล่นงานคนได้ เขาเป็บิดาของเ้า เ้าไม่ควรหนักมือถึงขั้นนี้ ดอกบัวขาวไม่เหมาะกับเ้าเลยสักนิดอย่าได้คิดจะเสแสร้งเป็อีกเลย” เมื่อเอ่ยจบมู่ซูเฉิงก็เดินจากไปโดยมีบ่าวของเขาที่นางเคยเห็นในชาติก่อนก้มหน้าติดตามเขาไปเงียบๆ
ว่านอวิ๋นเฟยเพียงก้มหน้าลงมองตัวเอง ผ้าเช็ดหน้าลายดอกบัวที่มารดาเคยปักเอาไว้ให้ยังอยู่ในมือของนาง แต่ยามนี้สีขาวของดอกบัวกลับถูกรอยเืของนางอาบย้อมจนแดงฉาน เพราะอยากร้องไห้นางจึงพยายามใช้เล็บจิกอุ้งมือของตนให้เ็ป น้ำตาของนางไม่อาจะจะหลั่งไหลได้ดังใจมาั้แ่ชาติที่แล้ว ยามที่ต้องบีบน้ำตานางจึงต้องลงมือกับตนเองอย่างหนักมือเช่นนี้
“นั่นสินะ ดอกบัวขาวไม่เหมาะกับข้าจริงๆนั่นแหละ”