“ฮ่าๆๆ! ตระกูลปู้เฝิงนี่มันโง่เง่าสิ้นดี นึกว่าข้าจะหลอมโอสถโลหิตให้พวกมันจริงๆ อย่างนั้นรึ ฝันไปเถอะ!”
เย่าตู๋จิ่วนึกถึงขั้นตอนการทำสัญญาผูกมัดกับปีศาจที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย ภายในใจของเขาก็เกิดความตื่นเต้นอย่างรุนแรง
และในเวลานี้เอง เงาร่างสองสายก็ได้ลอบเข้ามาภายในตระกูลปู้เฝิงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“พวกเราจะไปที่ใดกัน?”
หลังจากลอบเข้ามาในตระกูลปู้เฝิงแล้ว เซี่ยฝูคุนก็เอ่ยถามเยี่ยชิงหว่าน
“มุ่งหน้าไปยังที่ที่มีกลิ่นอายความอาฆาตแรงกล้าที่สุดเถิด”
เยี่ยชิงหว่านนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
กลิ่นอายอาฆาตภายในตระกูลปู้เฝิงตอนนี้ แตกต่างไปจากการหลอมโอสถโลหิตโดยสิ้นเชิง มันให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังจะมีปีศาจจุติลงมาบนโลกอย่างไรอย่างนั้น
“ตกลง”
เซี่ยฝูคุนพยักหน้า
ในขณะนี้เขายังไม่ได้มีความคิดอื่นใด เยี่ยชิงหว่านอยากจะไปที่ใดเขาก็เพียงติดตามไป
ตราบใดที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือในขอบเขตต้นกำเนิด์ เขาย่อมรับมือได้ทุกสถานการณ์ แน่นอนว่าต้องมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องไม่ถูกฆ่าตายในพริบตาก่อนที่จะทันได้อัญเชิญสัตว์อสูรระดับสูงออกมา
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเตรียมจะออกเคลื่อนไหว พลันปรากฏเงาร่างอันโดดเดี่ยวและเย่อหยิ่งสายหนึ่ง ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืดภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ
“พวกเ้าทั้งสองสะกดรอยตามพวกเรามาตลอดทาง ข้าใคร่อยากจะถามนักว่า มาเยือนตระกูลปู้เฝิงด้วยจุดประสงค์อันใด?”
ผู้ที่มาหาใช่ใครอื่นไม่ แต่คือยอดฝีมือรับเชิญของตระกูลปู้เฝิงนั่นเอง
ปู้เฝิงจัดให้เขามาที่นี่ ก็เพื่อไม่้าให้ผู้ใดมาขัดขวางขั้นตอนสำคัญที่สุดของเย่าตู๋จิ่วได้
“ขอบเขตห้าวหาญ...”
เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากชายผู้นั้น สีหน้าของเยี่ยชิงหว่านก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางคือผู้อัญเชิญระดับหก หากเทียบพละกำลังแล้วย่อมทัดเทียมกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญ ทว่านางหาใช่ผู้อัญเชิญสายต่อสู้โดยตรง หากต้องเข้าห้ำหั่นกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญจริงๆ โอกาสชนะย่อมมีน้อยยิ่งนัก
“เ้าคือสุนัขที่ตระกูลปู้เฝิงเลี้ยงไว้รึ?”
เยี่ยชิงหว่านยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เซี่ยฝูคุนก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว เขาเองก็ััได้ถึงระดับพลังของชายผู้นี้เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างจากเยี่ยชิงหว่านคือ ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญนั้น เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“บังอาจ!”
ยอดฝีมือรับเชิญของตระกูลปู้เฝิงตวาดลั่น กระบี่ยาวในมือถูกชักออกจากฝัก ประกายกระบี่ส่องแสงสีขาวนวลล้อไปกับแสงจันทร์
“ผู้ฝึกยุทธ์ผู้ใช้กระบี่...”
สีหน้าของเยี่ยชิงหว่านเคร่งขรึมลงกว่าเดิม
ต่อให้เป็ขอบเขตห้าวหาญเหมือนกัน ทว่าความร้ายกาจนั้นย่อมแตกต่าง
ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่มักใช้เพียงทักษะยุทธ์และมือเปล่าในการต่อสู้ มีเพียงผู้ที่บรรลุขอบเขตอานุภาพเทพขึ้นไปเท่านั้นที่จะเริ่มใช้อาวุธ แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญเบื้องหน้านี้กลับเชี่ยวชาญการใช้กระบี่ นั่นย่อมหมายความว่าเขาจะรับมือได้ยากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญทั่วไปมากนัก!
“อย่ามัวเสียเวลากับเขาเลย รีบจัดการให้สิ้นเื่เถอะ”
ประสาทััของเซี่ยฝูคุนนั้นแข็งแกร่งกว่าเยี่ยชิงหว่าน เขาเริ่มรู้สึกว่ากลิ่นอายอาฆาตนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่เขายังรู้สึกไม่ดี
หลังจากพูดกับเยี่ยชิงหว่าน เขาก็สะบัดมืออัญเชิญวานรเทพจ้าวพลังออกมาทันที
แม้วานรเทพจ้าวพลังจะมีระดับเพียงขั้นสี่ ซึ่งเป็ขอบเขตชั้นยอดขั้นสูงสุด ทว่าร่างกายของมันแข็งแกร่งปานเหล็กกล้า ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญทั่วไปมาพบเข้า ก็ต้องรู้สึกรับมือได้ยากแน่นอน
เมื่อเห็นเซี่ยฝูคุนอัญเชิญวานรเทพจ้าวพลังออกมา ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าวหาญผู้นั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“นึกมิถึงว่าจะเป็ผู้อัญเชิญด้วย มิน่าเล่าจึงได้โอหังนัก ทว่านี่มิใช่ทุนรอนที่เ้าจะใช้มาสามหาวที่นี่ได้!”
“ใต้กระบี่ของข้า ไม่เคยสังหารผู้ไร้นาม ข้ามีนามว่าหยางกั้ว”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เซี่ยฝูคุนก็ถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
“หยางกั้ว? หยางกั้วมิใช่จอมยุทธ์แขนเดียวรึ? แล้วไฉนจึงใช้กระบี่เล่า? ข้าจะฟาดเ้าคนเลียนแบบนี่ให้ตายคามือ!”
พูดจบ วานรเทพจ้าวพลังก็โถมเข้าโจมตีทันที ขณะที่ร่างของเซี่ยฝูคุนเองก็พุ่งทะยานตามออกไป
“เซี่ยฝูคุน!”
เยี่ยชิงหว่านไม่คาดคิดว่าเซี่ยฝูคุนจะมุทะลุถึงเพียงนี้ นางยังไม่ทันได้เตรียมตัว เขาก็พุ่งเข้าไปปะทะกับอีกฝ่ายเสียแล้ว
ด้วยความไร้ทางเลือก เยี่ยชิงหว่านจึงต้องรีบประสานอินด้วยมือทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียงกู่ร้องก้องกังวาน วิหคเพลิงก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นสู่สายตาของทุกคน
“ที่แท้ก็เป็ผู้อัญเชิญทั้งสองคนรึ?!”
ตอนนี้หยางกั้วไม่กล้าประมาทอีกต่อไป
แม้ว่าเด็กหนุ่มสาวทั้งสองจะมีระดับพลังอ่อนด้อยกว่าตน ทว่าการที่สามารถบ่มเพาะผู้อัญเชิญขึ้นมาได้ถึงสองคน... เกรงว่าขุมกำลังเื้ัของคนทั้งคู่นี้ คงจะยิ่งใหญ่จนทำให้เขารู้สึกหายใจติดขัดเป็แน่!
ไม่ได้การ จะปล่อยสองคนนี้ไว้ไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาของหยางกั้วก็สาดประกายสังหารออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นว่าหยางกั้วยิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม เซี่ยฝูคุนก็ลอบสบถอยู่ในใจ
เขาไม่คาดคิดว่าหยางกั้วผู้นี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ดูจากท่วงท่าการลงมือแล้ว เกรงว่าคงจะอยู่ในขอบเขตห้าวหาญขั้นท้ายแล้วกระมัง?
กลิ่นอายอาฆาตภายในตระกูลปู้เฝิงยังคงพุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน เซี่ยฝูคุนกังวลว่าพวกตระกูลปู้เฝิงกำลังจะก่อเื่เลวร้ายขึ้น เขาจึงสูดลมหายใจลึกแล้วพูดกับเยี่ยชิงหว่านว่า
“นั่น ข้าสามารถเชื่อใจเ้าได้หรือไม่?”
“หือ?”
เยี่ยชิงหว่านงุนงงว่าเหตุใดจู่ๆ เซี่ยฝูคุนถึงถามเช่นนี้ออกมา
“สิ่งที่เ้ากำลังจะได้เห็นต่อไปนี้ หวังว่าเ้าจะช่วยรักษาไว้เป็ความลับให้ข้าด้วย เพราะนี่คือความลับส่วนตัวของข้า”
พูดจบ เซี่ยฝูคุนก็หันกลับไปจ้องมองหยางกั้ว
“นี่ ข้าขอถามเ้าหน่อยได้หรือไม่?”
หยางกั้วที่กำลังต่อสู้กับวานรเทพจ้าวพลังอยู่ ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม
“ว่ามาสิ คำสั่งเสียก่อนตาย ข้าพอจะสละเวลารับฟังให้ได้”
“บนตัวเ้าน่ะ มีของมีค่าติดตัวบ้างหรือไม่?”
เซี่ยฝูคุนเอ่ยถามหยางกั้วออกไปตรงๆ
“บัดซบ!”
หยางกั้วคิดว่าเซี่ยฝูคุนกำลังยั่วโทสะตน จึงแผดร้องด้วยความโกรธแล้วพุ่งเข้าหาเซี่ยฝูคุนทันที
“เอาเถอะ ดูท่าจะเป็พวกยากจนข้นแค้นอีกคนแล้วสินะ”
เซี่ยฝูคุนถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย
วินาทีต่อมา—
เสียงจากระบบหลอมปีศาจก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา
“ติ๊ง ติ๊ง—”
“โฮสต์เลือกเช่าพยัคฆ์อสรพิษอัคคีหนึ่งตัว ระยะเวลาเช่าหนึ่งชั่วยาม หักแต้มหลอมรวมสิบแต้ม”
สิ้นเสียงแจ้งเตือนในหัวของเซี่ยฝูคุน
บริเวณพื้นที่ที่ทั้งสามยืนอยู่นั้น พลันเกิดอุณหภูมิร้อนระอุขึ้นอย่างฉับพลัน
“นี่มัน...”
หยางกั้วสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง
เขามองดูสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายเสือขนาดมหึมาที่มีเปลวเพลิงร้อนแรงลุกท่วมตัว ซึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน
“สัตว์... สัตว์อสูรระดับแปด???”
หยางกั้วรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังตาฝาด หรือไม่ก็โลกใบนี้คงจะมีจุดที่ผิดปกติไปเสียแล้ว
เขาขยี้ตาตัวเองแรงๆ
แล้วภาพที่เห็นก็คือ...
พยัคฆ์อสรพิษอัคคีระดับแปดขั้นสูงสุดตัวนั้น กำลังแผดคำรามกึกก้อง ก่อนจะโถมทะยานเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง...